กลิ่นอับชื้นของสนิมเหล็กและหยาดฝนที่หมักหมมมาแรมปีตีเข้าจมูก รตท.อคิน ไม่ใช่กลิ่นที่น่ารื่นรมย์นัก แต่สำหรับเขา มันคือกลิ่นของความจริง—ความจริงที่มักเน่าเฟะและถูกซุกซ่อนไว้ในมุมมืดของมหานครแห่งนี้
รองเท้าหนังขัดมันเหยียบลงบนเศษหินคลุกที่กระจายเกลื่อนรางรถไฟเก่าของสถานีมักกะสันส่วนที่ถูกทิ้งร้าง แสงไฟฉายคาดหัวสาดส่องผ่านความมืดทึบของโกดังสินค้าปรักหักพัง เผยให้เห็นโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมที่ดูคล้ายโครงกระดูกสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตานายตำรวจหนุ่มไม่ใช่ความเวิ้งว้างของสถานที่ หากแต่เป็นร่างไร้วิญญาณที่ถูกตรึงอยู่บนเสาปูนคอนกรีตเบื้องหน้า
"สภาพศพเบื้องต้น... เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสี่สิบแปดชั่วโมง" เสียงของอคินราบเรียบและเย็นเยียบ สะท้อนผ่านความเงียบงัน เขาŴคุกเข่าลงข้างศพโดยไม่สวมถุงมือยาง เหตุผลไม่ใช่เพราะความประมาท แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณบอกเขาว่า หลักฐานทางกายภาพตรงหน้า... ไม่มีทางทิ้งร่องรอยของมนุษย์ปุถุชนไว้ให้ตรวจพบแต่แรก
ร่างของผู้เคราะห์ร้ายเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ ดวงตาเบิกโพลงค้างในความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายซีดขาวไร้รอยเลือด ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีบาดแผลจากการถูกทำร้ายด้วยอาวุธใดๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้อคินต้องขมวดคิ้วมุ่นจนเกิดรอยย่นลึกบนหน้าผาก คือรอยประทับสีดำคล้ายเขม่าควันไฟที่ประทับอยู่บริเวณกลางหน้าอก เป็นรูปอักขระโบราณที่บิดเบี้ยวและแผ่ไอเย็นเยือกออกมาจนสัมผัสได้ทางผิวหนัง
"ไม่มีรอยฟกช้ำ ไม่มีรอยรัดที่ลำคอ สารพิษในเลือดก็น่าจะให้ผลเป็นลบ" เสียงทุ้มต่ำและติดจะเย้าแหย่ดังขึ้นจากความมืดด้านหลัง
อคินไม่จำเป็นต้องหันไปมอง เขารู้ดีว่าเป็นใคร—ศิลา ชายหนุ่มในชุดเสื้อโค้ทสีดำสนิท ผู้ปรากฏตัวขึ้นเงียบเชียบราวดลใจ ไร้ซึ่งรอยเปื้อนของโคลนตม แม้จะต้องเดินลุยเข้ามาในสถานที่รกร้างแห่งนี้
"คุณล้ำเส้นเข้ามาในเขตพื้นที่ควบคุมของตำรวจอีกแล้วนะ ศิลา" อคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปประจันหน้ากับคู่หูจำเป็น ร่างสูงโปร่งของนายตำรวจหนุ่มขยับเข้าประชิดเล็กน้อยเพื่อกดดัน แต่นัยน์ตาสีเข้มของศิลากลับทอประกายพราวระยับราวกับกำลังสนุกสนานกับความตึงเครียดนี้
"เขตควบคุมของกฎหมายมนุษย์เหรอครับ หมวดอคิน..." ศิลายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่อคินมักมองว่ามันทั้งน่ารำคาญและอันตรายในเวลาเดียวกัน "น่าเสียดายที่กฎหมายของคุณ ไม่เคยมีบทลงโทษสำหรับสิ่งที่พรากวิญญาณไปจากร่างโดยไม่ใช้มีดหรือปืน"
"อย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อเรื่องวิญญาณกับผม" อคินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดที่พยายามควบคุมไว้ภายใต้กรอบของความเป็นมืออาชีพ "ทุกคดีมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เสมอ ศพนี้อาจจะเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันร่วมกับอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ผมจะส่งศพไปผ่าพิสูจน์ที่นิติเวช เดี๋ยวเราก็ได้รู้ความจริง"
ศิลาก้าวเข้าไปใกล้ศพที่ถูกตรึงบนเสาปูน ปลายนายนิ้วเรียวยาวชะงักห่างจากรอยอักขระสีดำบนหน้าอกศพเพียงไม่กี่เซนติเมตร โดยไม่แตะต้องมันแม้แต่น้อย แต่ทว่า... อيكินกลับสังเกตเห็นว่า อากาศรอบตัวของศิลาเกิดการสั่นไหวเบาๆ ราวกับคลื่นความร้อนบนถนนยางมะตอย
"คุณอยากลองพิสูจน์ความจริงทางวิทยาศาสตร์ดูไหมล่ะครับ..." ศิลาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาคมกริบหันกลับมามองอคิน ชั่วขณะนั้น ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เจือกลิ่นอายจางๆ ของธูปหอมและไม้จันทน์ "ลองใช้เครื่องมือชิ้นโปรดของคุณตรวจดูสิครับ ว่านิติเวชศาสตร์จะอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับศพศพนี้อย่างไร"
อคินขบกรามแน่น ความดื้อรั้นทางความคิดผลักดันให้เขาหยิบเครื่องตรวจวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและอุปกรณ์เก็บตัวอย่างทางเคมีออกมาจากกระเป๋าคาดเอว เขาเดินเข้าไปใกล้ศพอีกครั้ง ตั้งใจจะใช้ตรรกะและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตบหน้าความเชื่อเรื่องไสยเวทงมงายของชายหนุ่มผู้นี้ให้สิ้นซาก
แต่แล้ว... ในวินาทีที่หัววัดสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เข้าใกล้รอยอักขระสีดำบนอกศพไม่ถึงคืบ
*ติ๊ด... ติ๊ด... ฟรึ่บ!*
หน้าจอแสดงผลดิจิทัลที่ควรจะบอกค่าตัวเลขทางฟิสิกส์ กลับพุ่งกระฉูดขึ้นถึงขีดสุดก่อนจะดับวูบลงพร้อมกับประกายไฟสีฟ้าแล่บแปลบปราบคาคามือ กลิ่นไหม้ของแผงวงจรลอยเตะจมูกทันที
อคินชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เครื่องมือวัดราคาแพงที่ผ่านการสอบเทียบมาอย่างแม่นยำ พังเสียหายโดยไม่มีการลัดวงจรจากแบตเตอรี่ แต่มันเหมือนกับถูกพลังงานมหาศาลบางอย่างแผดเผาจากภายใน
"วิทยาศาสตร์อธิบายได้ไหมครับ ว่าทำไมเครื่องมือของคุณถึงหลอมละลายเมื่อเจอ 'ร่องรอย' ที่ไม่มีตัวตน" เสียงกระซิบของศิลาดังขึ้นชิดริมหูของอคินโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเคลื่อนตัวมาประชิดตั้งแต่เมื่อไหร่ ไออุ่นจากร่างกายของศิลาปะทะกับความเย็นเยียบของบรรยากาศรอบตัว สร้างความรู้สึกปั่นป่วนในอกที่อคินเกลียดชังเสียยิ่งกว่าอะไร
อคินเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่าง พยายามดึงสติกลับมาสู่ความนิ่งสงบ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความเร้าใจที่ไม่อาจปฏิเสธ ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากโต้แย้ง สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ขยับไหวอยู่ตรงหางตา
ที่มุมมืดสุดของรางรถไฟร้าง... เงาสีดำทะมึนร่างหนึ่งกำลังยันกายลุกขึ้นยืนจากพื้น เงาดำนั้นไม่มีโครงหน้าชัดเจน แต่ทว่าดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นกำลังจ้องตรงมายังพวกเขา พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของอคินโดยตรง—*ไม่ใช่เสียงของศิลา และไม่ใช่เสียงของเขาเอง*
"ศิลา..." อคินเรียกชื่อคู่หูเสียงเครียด มือข้างที่ว่างเอื้อมไปแตะด้ามปืนพกที่ซองพกข้างเอวโดยสัญชาตญาณ "นั่น... ใคร..."
ศิลาไม่ได้ตอบคำถาม รอยยิ้มบนใบหน้าคมคายหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังและคมปลาบอย่างที่อคินไม่เคยเห็นมาก่อน มือหนาของศิลาเอื้อมมาคว้าข้อมือของอคินไว้แน่น แรงบิดนั้นหนักหน่วงจนน่าตกใจ
"อย่ากระพริบตา..." ศิลาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอคิน "เพราะสิ่งที่เรากำลังจะเห็นต่อจากนี้... ไม่ใช่ฝันร้ายของคนตาย แต่เป็นคำเตือนจากคนที่กำลังจะล่าเรา"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างไร้วิญญาณบนเสาปูนก็เริ่มขยับ... เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดสองวันค่อยๆ ลืมขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาขาวโพลนไร้แวว ก่อนที่ริมฝีปากสีม่วงคล้ำจะอ้ากว้างออก และส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนที่กรีดแทงโสตประสาทจนอคินต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดด้วยกันนะครับ
อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย•ตอนที่ 1
ศพไร้วิญญาณที่สถานีรถไฟร้าง
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!