กลิ่นคาวสนิมเหล็กและธูปหอมเกรดต่ำคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ อุณหภูมิภายในห้องใต้ดินของโกดังร้างแห่งนี้ลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว อคินคุกเข่าลงบนพื้นซีเมนต์ที่เย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งกดทับบาดฉเลือดฉานบริเวณหน้าอกของศิลา ขณะที่มืออีกข้างสั่นเทาเล็กน้อย—ความสั่นเทาที่ตำรวจมือปราบผู้เชื่อมั่นในเหตุผลอย่างเขาไม่เคยอนุญาตให้มันเกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองตลอดหลายปีในอาชีพ
"อย่าทำหน้าเหมือนคนกำลังจะไปงานศพผมสيครับ ผู้กอง..."
เสียงของศิลาแหบพร่าและขาดช่วง ลมหายใจที่เป่ารดต้นคออคินแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงพราวระยับด้วยประกายความท้าทายอันเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าคราบเลือดสีดำจะเอ่อล้นมุมปากของชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญไสยเวทขาวผู้นี้แล้วก็ตาม ร่างกายของศิลากำลังถูกกัดกินจากภายใน พลังมืดที่ถูกสะท้อนกลับมาจากพิธีกรรมเมื่อคืนก่อนกำลังแผดเผาเส้นประสาทและวิญญาณทีละน้อย
อคินขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขากวาดสายตามองแผ่นยันต์โบราณที่เขียนด้วยเลือด ซึ่งถูกวางล้อมรอบตัวพวกเขาเป็นวงกลม อาคมสายดำที่ศิลาใช้ปกป้องเขากำลังกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาปลิดชีพผู้สร้างมันเอง
"เงียบปากซะ ศิลา คุณไม่ได้กำลังเล่นสนุก" อคินเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ความเยือกเย็นที่เขายึดถือมาตลอดพังทลายลงเหลือเพียงความร้อนรุ่มในอก "บอกผมมา... ว่าต้องทำยังไงถึงจะดึงไอ้พลังบ้าคลั่งนี่ออกจากตัวคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องตาย"
ศิลาหัวسเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและเจ็บปวด "ผู้กอง... คุณนี่มันหัวรั้นไม่เปลี่ยนเลยนะครับ เรื่องแบบนี้มันต้องใช้ 'ความแลกเปลี่ยน' สัจธรรมพื้นฐานของไสยเวท คุณจะลบความมืดออกไปได้... คุณก็ต้องรับมันเข้ามาในพื้นที่ว่างเปล่าของจิตใจคุณแทน"
อคินชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในนัยน์ตาของอีกฝ่าย ความหมายในคำพูดนั้นกระจ่างแจ้งในหัว สมองส่วนที่ยึดติดกับตรรกะและวิทยาศาสตร์พยายามร้องเตือนว่ามันคือความงมงาย แต่หัวใจกลับสั่งให้เขาทำตรงกันข้าม
"ถ้าผมต้องรับมันแทนที่คุณ..." อคินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งยวด "ลงมือเลย"
ศิลาหรี่ตามองตำรวจหนุ่มตรงหน้า รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนเรียวปากซีดเซียว "ระวังคำพูดนะครับผู้กอง ความมืดในตัวผมมันไม่ได้สะอาดสะอ้านเหมือนห้องทำงานในสถานีตำรวจของคุณ มันเต็มไปด้วยบาป ความอิจฉาริษยา และ... ความรู้สึกที่คุณพยายามซ่อนไว้ไม่ยอมรับมัน"
ไม่ต้องรอให้ศิลาเอ่ยจบ อคินตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคาถาอาคม แรงกดหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในความมืดที่มีเพียงแสงเทียนสีส้มสั่นไหว ศิลาเริ่มร่ายมนต์บทสวดโบราณด้วยเสียงกระซิบที่ต่ำพร่า ภาษาที่ไม่คุ้นเคยลอยวนอยู่ในอากาศราวกับมีชีวิต อุณหภูมิรอบตัวลดต่ำลงจนผิวหนังรู้สึกชาหนึบ
ทันทีที่บทสวดถึงท่อนสำคัญ ความเจ็บปวดราศีกำลังฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ก็พุ่งพล่านเข้าใส่อคิน ความมืดสีดำสนิทราวกับน้ำมันดิบพวยพุ่งจากร่างของศิลาราวกับกลุ่มควันพิษ มันทะลักเข้าสู่ปลายนิ้วผ่านจุดสัมผัสที่ข้อมือ รุกรานเข้าสู่กระแสเลือดและจิตใต้สำนึกของนายตำรวจหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง
อคินส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ความทรงจำอันเจ็บปวดที่เขาพยายามฝังกลบไว้ ภาพเหตุการณ์ในอดีตวันที่เขาไม่สามารถปกป้องคู่หูคนเก่าได้ ผุดพรายขึ้นมาในสมองราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก ความรู้สึกผิด ความโกรธแค้น และความไร้พลัง ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นด้วยพิษอาคม ร่างกายของเขาเกร็งกระตุก เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย ดวงตาคมเข้มเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
"ปล่อย... ปล่อยมือผมซะ... อคิน!" ศิลาพยายามดึงมือกลับเมื่อเห็นว่าอคินกำลังจะแบกรับภาระที่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทียียวนกวนประสาทหลุดรอดออกมาทางน้ำเสียง
"หุบปาก... แล้วอยู่เฉยๆ" อคินเค้นเสียงลอดไรฟัน ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความทรมานแต่แววตายังคงแน่วแน่ เขารู้ดีว่าหากปล่อยมือตอนนี้ ทั้งเขาและศิลาจะไม่มีใครรอดชีวิต ความสัมพันธ์สีเทาระหว่างพวกเขาไม่อาจนิยามด้วยคำว่าเพื่อนหรือศัตรู แต่มันคือพันธนาการที่ถูกถักทอด้วยความตายและความลับที่ไม่มีวันสะสาง
พลังงานสีดำไหลทะลักเข้าสู่ร่างของอคินจนเกิดเสียงคำรามก้องในโสตประสาท คล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับร้อย เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง ความมืดมิดกัดกินสติสัมปชัญญะทีละนิด จนกระทั่ง... แสงสว่างวาบขึ้นในห้วงความคิด พร้อมกับร่างของศิลาที่ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดซบลงมาบนลาดไหล่ของเขา ลมหายใจของศิลาสงบลงแล้ว เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วห้องใต้ดิน
อคินหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายสั่นเทาหยาดเหงื่อท่วมตัว เขานั่งนิ่งอยู่กับพื้นซีเมนต์ในความมืด โดยมีร่างของศิลาพิงแนบชิดอยู่กับอก ความเงียบโรยตัวปกคลุมอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่สติของอคินจะค่อยๆ กลับคืนมา พร้อมกับการตระหนักรู้ว่า... เขารอดชีวิตมาได้ แต่บางสิ่งภายในตัวเขาได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว
ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบสงบกำลังจะเข้าครอบงำ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่บันไดทางลงห้องใต้ดิน เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนทีละก้าว... ช้าๆ และจงใจให้ได้ยิน
อคินหันขวับไปมองในความมืด ดวงตาสีแดงก่ำยังคงหลงเหลือร่องรอยของอาคม เขากระชับปืนพกในซองพกข้างเอวด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่เพิ่งได้รับถ่ายทอดมา เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงปากทางลง แสงไฟสลัวเผยให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบของบุคคลที่พวกเขาคิดว่าตายไปแล้วจากคดีเมื่อสามเดือนก่อน—ร้อยตำรวจเอกธนา อดีตคู่หูผู้ล่วงลับ ยืนกอดอกมองภาพคนทั้งสองด้วยแววตาสมเพชและเย้ยหยัน
"ไม่นึกเลยนะอคิน..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอที่ทำให้อคินรู้สึกชาไปทั้งสันหลัง "ว่าแกจะโง่พอที่จะรับเอา 'ของขวัญ' ชิ้นนี้มาไว้กับตัว... ยินดีต้อนรับสู่ด้านมืดอย่างเป็นทางการนะเพื่อนรัก"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดและจิตวิทยาอันลึกล้ำนี้ด้วยกันครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย•ตอนที่ 30
วินาทีแห่งความเป็นตาย
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมอำพรางกับคนบาปข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!