กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดชั้นดีลอยอวนตัดกับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของสีน้ำมันและผืนผ้าใบภายในห้องทำงานส่วนตัวของหอศิลป์ แสงไฟสีวอร์มไลท์จากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบลงบนปลายพู่กันขนกระรอกเบอร์เล็ก ที่กำลังบรรจงแต้มสีลงบนรอยแตกร้าวของภาพเขียนโบราณอายุร่วมร้อยปีอย่างประณีตและมั่นคง
พรพระพายไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแขกผู้ไม่ได้รับเชิญที่ยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าบานประตูกระจกฝ้ามานานร่วมสิบนาทีแล้ว ความเงียบงันระหว่างพวกเขาในยามนี้ไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่มันคือระยะห่างที่เธอเป็นผู้ขีดเส้นเอาไว้ด้วยความจงใจ แววตาสีดำสนิทของหญิงสาวราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยว หรือแม้แต่ความอาลัยอาวรณ์ในอดีตที่เคยแหลกสลาย
"คุณพาย..."
เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจและเย็นชาจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจในอดีต บัดนี้กลับสั่นพร่าและแหบแห้งอย่างน่าสมเพช อติเทพกลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก สายตาคมกริบที่เคยใช้มองเธอด้วยความดูแคลนและผลักไส บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวราน ไล่สำรวจร่องรอยความเปลี่ยนแปลงบนร่างบอบบางที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำงาน
เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายกับผ้ากันเปื้อนเปื้อนคราบสี ไม่ได้ลดทอนความสง่างามอันเปราะบางของเธอลงเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มจางๆ ที่เธอมักจะมีให้ธันวาชายหนุ่มผู้อ่อนโยนคนนั้น—ภาพจำที่บาดลึกอยู่ในอกข้างซ้ายของเขาตลอดหลายคืนที่ผ่านมา—คือเครื่องประหารชั้นดีที่คอยย้ำเตือนว่า เขาได้สูญเสียสิทธิ์ในการครอบครองรอยยิ้มนั้นไปตลอดกาลแล้ว
อติเทพก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอย่างเชื่องช้า ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะสลายหายไปหากเขาขยับตัวเร็วเกินไป ความทรงจำอันโหดร้ายในช่วงเวลาสามปีของการแต่งงานที่ไร้ซึ่งความรักค่อยๆ ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเขา ทีละภาพ... ทีละหยด
ในอดีต... เขาเคยคิดว่าพรพระพายคือภาระที่ถูกยัดเยียดให้เข้ามาในชีวิต เป็นผู้หญิงน่าเบื่อที่วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับกลิ่นสีและผืนผ้าใบ เป็นคนที่ไม่มีค่าพอแม้แต่จะหันไปมองเวลาที่เขากลับเข้าบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้าจากศึกธุรกิจ เขาจำได้แม่นถึงวันที่เธอยืนถือซองผลตรวจครรภ์ด้วยใบซีดเซียว ดวงตาคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตา พร้อมกับเสียงสั่นเครือที่เอ่ยบอกข่าวดีที่สุดในชีวิตคู่ แต่เขากลับตอบกลับไปด้วยคำพูดที่เย็นชาและใจร้ายที่สุดว่าอย่างไร
*'ถ้าท้องก็ไปจัดการซะ เด็กคนนี้ไม่ได้อยู่ในแผนชีวิตแต่งงานของเรา และฉันก็ไม่มีเวลามาเลี้ยงลูกกับเธอหรอกนะพาย'*
ภาพในวันนั้นย้อนกลับมาตบหน้าอติเทพอย่างแรงจนชาไปทั้งแถบ คำพูดใจร้าย ใบหน้าที่ไร้เยื่อใย และการเดินหันหลังให้ภรรยาที่กำลังตั้งท้องอ่อนๆ โดยไม่เหลียวแล—เขากล้าทำลายเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองลงได้อย่างไร? เขาผลักไสผู้หญิงที่รักเขาหมดหัวใจให้ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวและความตายทั้งเป็นเพียงลำพังได้อย่างไร?
ความเงียบงันภายในห้องทำงานถูกทำลายลงด้วยเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากหญิงสาว พรพระพายวางพู่กันในมือลงบนแท่นวางอย่างนุ่มนวล ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามี แววตาคู่นั้นว่างเปล่าเสียจนอติเทพรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"คุณอติเทพยังมีธุระอะไรกับดิฉันอีกหรือคะ?" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นชาไร้ระลอกคลื่นเอ่ยขึ้น ทำลายกำแพงความอับอายที่ชายหนุ่มพยายามสร้างขึ้นมาคุ้ม the กันความรู้สึก "ถ้าเป็นเรื่องเอกสารหย่า ดิฉันเซ็นให้เรียบร้อยทุกหน้าตั้งแต่ปีมะโว้แล้วนะคะ หรือว่าทางทนายความของคุณจัดการงานได้ไม่ดีพอ จนคุณต้องมาเดินตามหารusกวนเวลาทำงานของดิฉันด้วยตัวเองแบบนี้"
"พาย... ผมขอร้อง" อติเทพก้าวเข้าไปประชิดขอบโต๊ะ มือหนาทั้งสองข้างสั่นเทาขณะเกาะขอบโต๊ะไว้แน่น ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยพิษความเสียใจ "ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ผมพยายามทบทวนทุกอย่าง ผมพยายามหาคำตอบว่าผมทำผิดพลาดตรงไหน ทำไมบ้านที่เราเคยอยู่ด้วยกันถึงกลายเป็นนรกสำหรับคุณ ทำไมคุณถึงยอมก้มหน้ารับความโหดร้ายจากผมโดยไม่เคยปริปากบ่นเลยสักครั้ง..."
พรพระพายหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาจนอติเทพรู้สึกเหมือนถูกกรีดด้วยคมมีด
"ผิดพลาดตรงไหนอย่างนั้นหรือคะ?" เธอย้อนถาม เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิท "คุณไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดหรอกค่ะคุณอติเทพ... คุณแค่ 'ไม่เคยรัก' และ 'ไม่เคยเห็นค่า' ตั้งแต่แรกต่างหาก ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำลงไป มันมาจากความจริงใจของคุณเอง... ความจริงใจที่ว่าดิฉันเป็นเพียงแค่อากาศธาตุในชีวิตของคุณ"
หญิงสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงของเธอจะต่างจากเขามาก แต่วิสัยทัศน์และความเด็ดเดี่ยวในแววตานั้นกลับทรงพลังจนอติเทพต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"คุณเพิ่งจะมารู้สึกผิดในวันที่ดิฉันไม่เหลือความรู้สึกอะไรให้คุณอีกแล้ว มันไม่สายไปหน่อยหรือคะ? ความรัก ความใส่ใจ และเด็กคนหนึ่งที่คุณเคยผลักไสให้ตายไปจากชีวิต... ต่อให้คุณจะก้มกราบอ้อนวอนสักกี่ล้านครั้ง สิ่งที่ตายไปแล้วมันก็ไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้หรอกนะคะ"
ประโยคคำพูดที่เฉียบคมบาดลึกรา4คมมีดกรีดลงบนแผลเดิม ทำให้อติเทพเซถอยหลังไปชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์ศิลปะ เสียงกระป๋องสีและพู่กันหล่นกระจายลงบนพื้นเสียงดังสนั่น แต่เขาไม่แม้แต่จะสนใจความเจ็บปวดทางกาย หัวใจของเขาชาด้านและแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เมื่อตระหนักได้ว่า... เขาสูญเสียผู้หญิงคนนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับจริงๆ แล้ว
ทว่า ในจังหวะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินวิญญาณของชายหนุ่มจนแทบยืนไม่ไหว ประตูห้องทำงานด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อไปยังระเบียงสวนหย่อมส่วนตัวก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงหัวเราะใสแจ๋วของเด็กชายวัยราวๆ สี่ขวบที่วิ่งถือตุ๊กตากระดาษวิ่งเข้ามาหาพรพระพาย
"คุณแม่ครับ! พี่ธันวาบอกว่าระบายสีเสร็จแล้ว ไปดูผลงานกันเถอะครับ!"
ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมยีนส์หยุดชะงักกะทันหันเมื่อเห็นผู้ชายแปลกหน้าแปลกถิ่นร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ภายในห้อง ดวงตากลมโตใสแป๋วถอดแบบมาจากใครบางคนพิมพ์เดียวกัน ดั้งโด่งรั้นและริมฝีปากหยักได้รูป—ใบหน้านั้น... ใบหน้าเดียวกับที่อติเทพเห็นทุกครั้งยามส่องกระจกเงา
อติเทพเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกกคอ ใบหน้าซีดเผือดลงทันทีราวกับคนเห็นผี สองขาที่ก้าวไม่ออกสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อสายตาประสานเข้ากับเด็กน้อย
"นะ... นี่มัน..." อติเทพพึมพำออกมาด้วยเสียงที่แทบจะหลุดออกจากลำคอ หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ขณะที่พรพระพายเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาเฉียบขาด เธอรีบก้าวเข้ามาดึงร่างเล็กของลูกชายมาไว้ข้างหลังทันที พร้อมกับแววตาที่ประกาศสงครามขั้นเด็ดขาด
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ มาเอาใจช่วยความเด็ดเดี่ยวของพรพระพายกันต่อค่ะ - ละอองดาวเดือนเก้า
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญ กับทัณฑ์บาปของชายผู้หวนคืน•ตอนที่ 3
รอยร้าวในใจ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญ กับทัณฑ์บาปของชายผู้หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
