กลิ่นอายของสีน้ำมันเกรดพรีเมียมและคราบวานิชเก่าแก่เคลือบไล้บรรยากาศภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปะแกลเลอรีชื่อดังใจกลางเมืองให้หนักอึ้งราวกับมีก้อนตะกั่วถ่วงไว้
เสียงปรบมือระลอกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับแสงแฟลชจากสื่อมวลชนที่สาดส่องไปยังแท่นกลางห้อง แต่สำหรับ ‘พรพระพาย’ แล้ว โลกทั้งใบในยามนี้กลับเงียบงันจนได้ยินกระทั่งเสียงหัวใจตนเองที่เต้นระรัวอยู่ใต้ร่มผ้าไหมสีนิลเรียบหรู
ร่างระหงในชุดเดรสยาวเข้ารูปยืนสงบนิ่ง ปลายนิ้วเรียวเนียนประสานกันไว้ที่หน้าท้องอย่างสำรวม แววตาคู่คมที่ครั้งหนึ่งเคยเปี่ยมไปด้วยความหวังและความรักอันล้นปรี่ บัดนี้กลับราบเรียบว่างเปล่าดั่งผืนน้ำในคืนไร้จันทร์ เธอมองตรงไปยังภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ตรงหน้า—ภาพที่เธอใช้เวลาฟื้นฟูรอยแผลและรอยแยกบนผืนผ้าใบอายุกว่าร้อยปีด้วยหยาดเหงื่อและลมหายใจ แต่วินาทีนี้ สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอกลับไม่ใช่ผลงานศิลปะชิ้นเอก หากเป็นเงาร่างสูงสง่าของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลัง
“ไม่นึกเลยว่านักฟื้นฟูจิตรกรรมมือหนึ่งของสมาคมศิลปะแห่งชาติ จะมีรสนิยมในการซ่อนตัวอยู่ในมุมอับสายตาสภาพนี้... พระพาย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยจนสลักลึกเข้าสู่กระดูกดำดังขึ้นแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นที่เพิ่งตกสะเก็ด
พรพระพายชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ลลมหายใจอุ่นร้อนสะดุดกึกในลำอก ก่อนที่เธอจะค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงนั้นด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งรอยยิ้ม
‘อติเทพ’... อดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจเธอจนไม่เหลือชิ้นดี ยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปเนี๊ยบกริบที่ขับเน้นบุคลิกเย่อหยิ่งและทรงอำนาจ ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไล่เรื่อยจากกลุ่มผมที่รวบตึงอย่างไร้ที่ติ ปลายคางเชิดรั้นที่ไม่อ่อนข้อให้ใครง่ายๆ ไปจนถึงเรียวปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง
เขาสูญเสียความสดใสในดวงตาคู่นั้นไปแล้ว... และเธอก็เป็นคนพรากมันไปจากเขาด้วยมือคู่นี้เอง
“คุณอติเทพคงจำคนผิดแล้วค่ะ ดิฉันไม่ใช่คนที่คุณควรจะมาเสียเวลาทักทายด้วยในงานประมูลระดับประเทศแบบนี้” พรพระพายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชา และห่างเหิน ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้น
อติเทพขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบวับไหวด้วยอารมณ์ซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกก้าว กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก—กลิ่นอายที่เคยทำให้เธอยอมจำนนและมอบกายถวายชีวิตให้เมื่อหลายปีก่อน ทว่าวันนี้ มันกลับเป็นเพียงกลิ่นของความทรงจำเน่าเฟะที่เธอต้องการชะล้างออกไปจากความทรงจำ
“ผอมลงนะ... ตั้งแต่หย่ากันไป เธอดูแลตัวเองประสาอะไรถึงได้ปล่อยให้ผอมโซจนเหลือแต่กระดูกแบบนี้” อติเทพเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเจือแววตำหนิเล็กน้อยตามนิสัยเจ้ากี้เจ้าการที่ฝังรากลึก
พรพระพายหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอมองเขาด้วยสายตาราวกับกำลังมองสิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชเวทนา
“เรื่องนั้นคงไม่เกี่ยวกับอดีตสามีที่เคยเซ็นใบหย่าให้ดิฉันอย่างไร้เยื่อใยหรอกกระมังคะ หรือว่า... ธุรกิจพันล้านของคุณกำลังประสบปัญหา จนต้องมาใส่ใจเรื่องน้ำหนักตัวของผู้หญิงที่คุณเคยผลักไสไล่ส่งให้ออกจากบ้านกลางดึกเมื่อปีก่อนกันแน่?”
คำพูดเชือดเฉือนนั้นพุ่งตรงเข้าปะทะอกอติเทพอย่างจังจนชายหนุ่มชะงัก สีหน้าของนักธุรกิจหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อใครเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นทันตาเห็น ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดหลายเดือนเริ่มแผดเผาจนร้อนรุ่มไปทั้งอก แต่ทิฐิอันสูงส่งก็ยังคงค้ำคอจนเขาไม่อาจเอ่ยคำขอโทษที่ติดอยู่ริมฝีปากออกมาได้
“พระพาย... ผมรู้ว่าผมทำผิดต่อคุณมากในอดีต แต่สิ่งที่ผมทำลงไป...”
“พอเถอะค่ะ!” พรพระพายยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีเด็ดขาด แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่คิดจะปิดบัง “อย่าได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาจากปากของคุณอีกเลย มันน่าสมเพชเกินกว่าที่ผู้หญิงคนนี้จะทนฟังไหว ภาพวาดที่ถูกทำลายไปแล้ว ต่อให้ใช้ฝีมือและความพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางกลับมาสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิมหรอกค่ะ เช่นเดียวกับความรู้สึกของดิฉัน... มันตายไปตั้งแต่วันที่คุณเลือกผู้หญิงคนนั้นแล้ว”
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยียบ อติเทพรู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างแรงด้วยคำพูดที่เฉียบคมยิ่งกว่ามีดโกน เขากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์พรั่งพรูที่กำลังตีรวนขึ้นมาในอก
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่งนั้นเอง สัมผัสอุ่นๆ ก็ทาบลงบนลาดไหล่บางของพรพระพายอย่างแผ่วเบา พร้อมกับร่างสูงสมส่วนของชายหนุ่มอีกคนก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งคู่
“พระพายครับ อยู่นี่เอง ผมตามหาคุณซะทั่วเลย... งานประมูลกำลังจะเริ่มแล้วนะ”
‘ธันวา’ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาแบบศิลปิน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองมาที่เธอก่อนจะเหลือบไปสบตากับอติเทพด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่เต็มไปด้วยการแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
พรพระพายผ่อนลมหายใจยาวเหยียด รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากเมื่อหันไปมองธันวา—พื้นที่ปลอดภัยเดียวที่เธอเลือกให้เข้ามาในชีวิตหลังพ้นจากนรกขุมนั้น
“ค่ะพี่ธันวา เราไปกันเถอะค่ะ ดิฉันไม่อยากเสียเวลากับคนไม่มีค่าในที่แบบนี้”
พูดจบ พรพระพายก็หมุนตัวเดินเคียงคู่ไปกับธันวาโดยไม่แม้แต่จะชายตามองอติเทพอีกเลยแม้แต่น้อย ทิ้งให้อดีตสามียืนนิ่งค้างอยู่เบื้องหลัง ดั่งรูปปั้นหินที่แหลกสลายเป็นผุยผงภายใต้เงาของความมืดมิด
อติเทพยืนมองแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไป หัวใจของเขารู้สึกเหมือนถูกควักออกสดๆ ความหึงหวง ความเสียดาย และความเจ็บปวดโถมเข้าใส่จนหายใจไม่ออก เขาก้าวเท้าตามไปหมายจะกระชากเธอกลับมาพูดคุยให้รู้เรื่อง แต่สายตากลับเหลือไปเห็นนามบัตรใบเล็กที่ปลิวตกอยู่บนพื้นพรมราคาแพง ใกล้กับจุดที่พรพระพายยืนอยู่เมื่อครู่นี้
ด้วยความสงสัย เขาจึงก้มลงหยิบมันขึ้นมาพลิกดู
ภาพถ่ายโพลารอยด์ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ด้านหลังนามบัตรใบนั้น ทำให้ลมหายใจของอติเทพสะดุดกึก ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระบาล ภาพเด็กชายวัยประมาณสามขวบ ดวงตากลมโตและริมฝีปากหยักลึกที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับพิมพ์เดียวกัน กำลังส่งยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสาให้กล้อง
และข้อความลายมือชื่อเขียนด้วยหมึกสีดำสนิทที่มุมภาพ ก็ทำให้โลกทั้งใบของอติเทพพังทลายลงในพริบตา—
*“ลูกชายของแม่... คนที่พ่อสารเลวอย่างคุณไม่มีวันได้เจอ”*
***
*(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและหัวใจที่กำลังลุกโชนขึ้นใหม่ของพรพระพายนะคะ - ละอองดาวเดือนเก้า)*
เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญ กับทัณฑ์บาปของชายผู้หวนคืน•ตอนที่ 1
ภาพวาดที่ถูกทำลาย
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญ กับทัณฑ์บาปของชายผู้หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
