กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงระยับลอยวนอวลเคล้ากับไอร้อนจากอ่างทองคำสำริดที่ตั้งอยู่กลางห้องทรงอักษร บรรยากาศภายในตำหนักบูรพาในยามวิกาลเช่นนี้เงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำมันตะเกียงไส้ไหม้ดังเป๊าะแป๊ะ ทว่าความเงียบงันกลับไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ หากแต่เป็นความกดดันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดหายใจ
หลี่มู่เหยายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้ฮวาหลีตัวใหญ่ อาภรณ์ปักดิ้นทองลายหงส์คู่เมฆาแนบเนื้อส่งเสริมให้เรือนร่างระหงดูสง่างามน่าเกรงขาม ปลายนิ้วเรียวดั่งลำเทียนกำลังคีบหมากสีดำขึ้นเตรียมลงสู่กระดานกระดูกสัตว์ ทว่าในหัวใจของนางเวลานี้ กลับไม่มีสมาธิอยู่กับการเดินหมากแม้แต่น้อย
"เจ้ามัวเหม่อเรื่องใดอยู่ หรือว่าหมากกระดานนี้... กำลังจนมุมจนเจ้าหาทางออกไม่พบเสียแล้ว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ท่านอ๋องเฉินอี้หลงประทับอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉลองพระองค์ชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยดิ้นเงินเข้มขรึม พระเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองนางไม่วางตา ความเยือกเย็นและดุดันที่แผ่ออกมาจากพระองค์มักทำให้เหล่าขุนนางใจสั่นสะท้านมานักต่อนัก แต่สำหรับหลี่มู่เหยาแล้ว สิ่งที่นางหวาดหวั่นในยามนี้ไม่ใช่ความน่ากลัวของเขา... หากแต่เป็นระยะห่างที่นับวันยิ่งลดน้อยลงจนน่าใจหาย
เมื่อครู่ ตอนที่เขายื่นพระหัตถ์มาช่วยหยิบตำราโบราณที่วางอยู่ชั้นบนสุด ปลายนิ้วของพวกเขาสัมผัสกันเพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวเนื้อกลับสั่นคลอนกำแพงน้ำแข็งที่นางใช้เวลาทั้งชีวิตในชาติก่อนปกป้องหัวใจดวงนี้เอาไว้ได้อย่างน่าประหลาด
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ พยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด "ท่านอ๋องทรงล้อเล่นแล้ว เพลานี้หม่อมฉันเพียงแต่กำลังคิดว่า... หมากตานี้ หากยอมเสียสละเบี้ยตัวสำคัญเพื่อแลกกับการรุกฆาต จะคุ้มค่ากับความสูญเสียในภายภาคหน้าหรือไม่เพคะ"
เฉินอี้หลงมิได้ตอบทันที พระองค์ทรงขยับพระiวรกายเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นอายบุรุษเพศอันคุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาและชาผู่เอ๋อร์ชั้นดีโชยเข้าปะทะนาสิกจนมู่เหยาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ทว่าอีกฝ่ายกลับไวกว่า พระหัตถ์หนาเอื้อมมาคว้าข้อพระกรของนางไว้เบาๆ ไม่ให้ถอยหนี แรงบีบนั้นไม่หนักหน่วงแต่กลับหนักแน่นดั่งโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
"บางครั้ง... การรักษาเบี้ยทุกตัวให้อยู่รอดปลอดภัย อาจทำให้เจ้าต้องสูญเสียกระดานทั้งหมดไปตลอดกาล" เฉินอี้หลงตรัสด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย พระเนตรคู่คมทอดมองลึกเข้ามาในดวงตาดอกท้อของนาง ราวกับต้องการทะลวงผ่านเปลือกนอกอันเย็นชาเพื่อค้นหาความลับที่นางซ่อนไว้ "เจ้ากลัวสิ่งใดกันแน่ มู่เหยา? กลัวเล่ห์กลของศัตรูในราชสำนัก... หรือว่ากำลังกลัวใจตนเองที่เริ่มหวั่นไหวให้กับข้ากันแน่"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจ หลี่มู่เหยาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางไม่เคยคิดเลยว่าบุรุษผู้เย็นชาและกระหายอำนาจผู้นี้ จะอ่านความรู้สึกของนางทะลุปรุโปร่งได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ความทรงจำจากชาติภพก่อนที่เคยถูกทรยศหักหลัง ความเจ็บปวดจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และโลหิตสีแดงฉานที่นองท่วมท้องพระโรง... ภาพเหล่านั้นควรจะเป็นเกราะคุ้ม Aกันชั้นดีที่จะทำให้นางไม่มีวันมอบใจให้บุรุษใดอีก แต่วันนี้ ยามที่นางตกอยู่ในห้วงอันตราย ยามที่เขามักจะก้าวเข้ามายืนขวาง1หน้าปัดป้องภัยอันตรายให้เสมอ ความรู้สึกที่พยายามกดทับไว้กลับค่อยๆ กัดเซาะความตั้งใจของนางทีละน้อย ราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่กำลังจะพังทลายลงด้วยกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก
"หม่อมฉัน... ไม่มีวันลืมจุดประสงค์ที่ตนเองกลับมาที่นี่เพคะ" นางเค้นเสียงกล่าวออกไป แม้ว่ามือที่ถูกกุมไว้จะเริ่มสั่นระริกโดยไม่สามารถควบคุมได้ "ความแค้นของตระกูลหลี่ ความอยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับการสะสาง สิ่งเหล่านี้คืองานเดียวที่หม่อมฉันต้องทำ ความรักหรือความลุ่มหลง เป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินกว่าที่คนเช่นหม่อมฉันจะไขว่คว้า"
เฉินอี้หลงไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย มุมพระโอษฐ์หยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันโชคชะตาและความมั่นอกมั่นใจอันเต็มเปี่ยม พระองค์โน้มพระพักตร์ลงมาใกล้จนปลายพระนาสิกเกือบจะชนกับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ข้างใบหู สร้างความปั่นป่วนจนหัวใจของกุนซือสาวเต้นระรัวดั่งกลองศึก
"เจ้าคิดว่าข้าคือบุรุษผู้ไร้ใจที่พร้อมจะใช้ประโยชน์จากเจ้าแล้วเขี่ยทิ้งเหมือนพวกมันผู้นั้นกระนั้นหรือ?" ตรัสจบ พระหัตถ์อีกข้างก็ยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มของนางออกอย่างอ่อนโยน นุ่มนวลจนน่าใจหาย "มู่เหยา... เจ้าฉลาดเฉลียวในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องหัวใจของตัวเจ้าเอง หากข้าต้องการเพียงแค่หมากเดินเกม ข้าคงไม่เอาชีวิตและบัลลังก์ของตนเองมาผูกไว้กับสตรีที่กล้าต่อรองกับพญายมเช่นเจ้าหรอก"
ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินงาม คำพูดที่หนักแน่นดั่งคำมั่นสัญญา และสัมผัสอันอบอุ่นจากบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ทำให้หลี่มู่เหยาแทบจะสูญเสียการควบคุมตนเอง นางหลุบตาลงต่ำ พยายามซ่อนหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอขึ้นมาด้วยความรู้สึกสับสนระคนซาบซึ้ง กำแพงที่นางสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตนเองกำลังพังทลายลงทีละน้อย...
ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของนางกำลังจะยอมจำนนต่อความอบอุ่นนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงประตูกระดาษสาด้านนอกถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าเร่งร้อนและเสียงหอบหายใจของขันทีคนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! ทรง... พระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... มีพระบรมราชโองการให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์บูรพา และ... และให้ควบคุมตัวคุณชายน้อยตระกูลหลี่เข้าคุกหลวงทันทีข้อหาเป็นกบฏ!"
สติของหลี่มู่เหยากลับคืนมาในฉับพลัน ดวงตาที่เคยสั่นไหวด้วยความรักและลังเล กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งในพริบตา นางดึงมือออกจากกุมของเฉินอี้หลงทันที ก้าวถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง สีหน้ากลับมาเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง
เฉินอี้หลงทอดพระเนตรการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของนาง พระองค์ไม่ได้ตรัสอันใด เพียงแต่แย้มพระสรวลเย็นเยียบออกมา ขณะที่พระหัตถ์คว้าจอกชาพู่เอ๋อร์ที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาจิบช้าๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังพลิกผันจากความหวานล้ำ... สู่สงครามการเมืองที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและฟาดฟันเล่ห์เหลี่ยมไปกับความยุติธรรมนี้นะคะ!
ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 18
สายใยที่พันธนาการ
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนศรแค้น: บัลลังก์นี้ข้าขอคืนจากบุรุษผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!