ประโยคกวนประสาทของ ‘ภาคิน’ ยังคงแขวนลอยอยู่ในอากาศ ทว่าสิ่งที่สั่นคลอนหัวใจรินรดายิ่งกว่า ไม่ใช่รอยยิ้มพายเรือในอ่างของอดีตคู่หมั้นหนุ่มผู้เย่อหยิ่งคนนั้น แต่เป็นไออุ่นจากร่างโปร่งของปลายฟ้าที่แนบชิดอยู่เบื้องหลังต่างหาก
บอดี้การ์ดสาวคนเก่งไม่ได้ถอยร่นหนีแม้แต่น้อย มือเรียวที่เคยเหนี่ยวไกปืนอย่างแม่นยำยังคงตรึงอยู่บนพนักพรางสายตาของโซฟาตัวใหญ่ กักขังร่างบอบบางของคุณหนูตระกูลดังไว้ในอาณาเขตของตัวเองอย่างจงใจ กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศปะปนกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวของปลายฟ้า ทำให้รินรดาเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
“มาทำไมไม่ทราบคะ คุณภาคิน” รินรดาเชิดคางขึ้น พยายามกลบเกลื่อนความวูบไหวในอกด้วยการสาดวาจาคมกริบใส่ผู้มาเยือน “ห้องทำงานฉัน ไม่ใช่ตลาดสดที่คุณจะเดินเข้ามาเหยียบเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าไม่มีธุระสำคัญ เชิญออกไปค่ะ!”
“โอ้โห... ต้อนรับขับสู้ได้น่าประทับใจเหมือนเดิมเลยนะครับ ริน” ภาคินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกวาดมองสำรวจความแนบชิดระหว่างนายจ้างและบอดี้การ์ดด้วยแววตารuคริหารและเย้ยหยันในที “ผมก็นึกว่าที่คุณหนูรินรดาปฏิเสธงานแต่งของเรา ดึงดันจะบริหารบริษัทเอง จะเก่งกาจสมราคาคุย ที่ไหนได้... ที่แท้ก็มี ‘บอดี้การ์ด’ คอยดูแลใกล้ชิดสนิทสนมขนาดนี้นี่เอง ถึงว่าล่ะครับ ถึงได้กล้าท้าทายผม”
คำพูดกำกวมและสายตาที่มองต่ำลงมาทำให้เส้นความอดทนของปลายฟ้าขาดผึง
ร่างสูงโปร่งขยับตัวก้าวออกมาจากด้านหลังอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคง ดวงตาสีนิลคู่สวยที่มักจะเรียบนิ่งไร้อารมณ์ บัดนี้กลับฉายแววคมปลาบดุดันราวกับเสือดาวที่พร้อมกระโจนใส่เหยื่อ ความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวบอดี้การ์ดสาวจนภาคินชะงักรอยยิ้มค้างไปชั่วขณะ
“เอกสารที่ผู้บริหารระดับสูงเขาตรวจกัน เขาใช้สมองอ่านค่ะ ไม่ใช่ใช้สายตาต่ำๆ มาคอยจับผิดเรื่องส่วนตัวของคนอื่น” ปลายฟ้าเปิดฉากด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก กังวานใสแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “ถ้าอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไม่ออก หรือแปลความหมายของสัญญาฉบับนี้ไม่ได้ เชิญเอาสมองน้อยๆ กลับไปให้เลขาของคุณทบทวนดูใหม่นะคะ... อย่ามาทำตัวเป็นสุนัขหวงก้างแถวนี้เลยค่ะ มันน่าสมเพช”
“นี่คุณ! กล้าดียังไงมาพูดจาสามหามกับผม รู้ไหมว่าผมเป็นใคร!” ภาคินหน้าดำคร่ำเครียด เสียงทุ้มต่ำตึงเครียดขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ศักดิ์ศรีของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงถูกเหยียบย่ำต่อหน้าผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าจะสยบได้ง่ายๆ
“รู้ค่ะ... เป็นอดีตคู่หมั้นที่ถูกเขี่ยทิ้งอย่างไร้เยื่อใยไงคะ” ปลายฟ้าต่อปากต่อคำทันควัน มุมปากหยักสวยยกยิ้มเยาะเย้ยอย่างไม่เกรงกลัว “จำไม่ได้เหรอคะว่าวันนั้นใครกันแน่ที่เดินคอตกออกจากคฤหาสน์ตระกูลรินรดา”
รินรดาที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอ มือเรียวเล็กที่กำชายเสื้อตัวเองแน่นคลายออกทีละน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่เพราะความกลัวภาคิน แต่เป็นเพราะ... ปลายฟ้าในโหมดปกป้องเธอนั้น มันช่าง... เท่จนเกินต้านทาน
ให้ตายเถอะ ผู้หญิงบอดี้การ์ดคนนี้ไปกินดีหมีหัวเสืออะไรมา ถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศอย่างไม่ไว้หน้าเลยสักนิด!
“ปากดีนักนะ…” ภาคินกัดฟันกรอด ก้าวเท้าพรวดพราดเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน ร่างสูงใหญ่พยายามแผ่อำนาจข่มขู่ “คิดว่ามีบอดี้การ์ดไร้นามคอยปกป้องแล้วจะปีกกล้าขาแข็งขึ้นมางั้นสิริน? ระวังเถอะ... หมาที่เห่าเก่งๆ มักจะตายเร็วกว่าที่คิด”
“ถ้าคิดจะทำอะไรคุณรินรดา คุณต้องก้าวผ่านศพฉันไปก่อนค่ะ” ปลายฟ้าก้าวขึ้นมาขวางหน้าคุณหนูตระกูลดังไว้โดยสัญชาตญาณ ไหล่บางกางออกปกป้อง แผ่นหลังที่ดูบอบบางในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับกลายเป็นกำแพงเหล็กกล้าที่มั่นคงที่สุดสำหรับรินรดา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานหรูชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจและสายตาที่ฟาดฟันกันราวกับมีประกายไฟแลบแปล๊บ ภาคินจ้องมองบอดี้การ์ดสาวด้วยความแค้นเคือง ทว่าเขาก็รู้ดีว่าการมีเรื่องกับบอดี้การ์ดฝีมือดีในพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้มีแต่เสียกับเสีย
“ฝากไว้ก่อนเถอะนะริน... แล้วเธอจะรู้ว่าทางเลือกที่เธอทิ้งฉันไปคว้าเศษสวะมาดูแลข้างกายเนี่ย มันคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต” ภาคินแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเจ็บใจ หมุนตัวสะบัดก้นเดินกระแทកเท้าออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังสนั่น
ปัง!
ห้องกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง รินรดายืนนิ่งค้าง หัวใจยังคงเต้นโครมคราม ทว่าสัมผัสจากแผ่นหลังอุ่นๆ ของคนที่ยังยืนบังเธออยู่ทำให้ความกลัวทั้งปวงมลายหายไปสิ้น
“ปล่อยให้มันได้ใจอยู่” ปลายฟ้าพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดแล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับนายจ้าง “คุณริน... เจ็บตรงไหนไหมคะ มันพูดจาเกินไปหน่อย ฉันน่าจะซัดหน้ามันสักหมัดสองหมัดเมื่อกี้”
น้ำเสียงห้วนๆ ที่เจือความห่วงใยและอาการฮึดฮัดเหมือนเด็กๆ ของบอดี้การ์ดสาว ทำเอารินรดาที่ควรจะโกรธกลับหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับขณะเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้าม
“นี่คุณ... หึงฉันเหรอคะ ถึงได้ของขึ้นใส่คุณภาคินขนาดนั้น” รินรดาแกล้งแซว เสียงหวานเอ่ยเย้าแหย่เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่ตีรวนขึ้นมาในอก
“หึงอะไรล่ะคะ ฉันแค่ทำตามหน้าที่บอดี้การ์ดต่างหาก กลัวว่านายจ้างสมองกลับจะใจอ่อนยอมคืนดีกับผู้ชายเฮงซวยแบบนั้นต่างหากเล่า” ปลายฟ้าแก้ตัวเสียงแข็ง ใบหูขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีนิลหลบวบไปทางอื่นเมื่อถูกจ้องมองตรงๆ
“ปากแข็งจริงนะ…” รินรดาหรี่ตามองอย่างรู้ทัน ขยับเข้าไปใกล้บอดี้การ์ดสาวทีละก้าว จนปลายฟ้าต้องถอยหลังไปจนติดขอบโต๊ะทำงาน “เมื่อกี้ยังดุเป็นเสืออยู่เลย ทำไมตอนนี้หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกไปซะแล้วล่ะคะ บอดี้การ์ดคนเก่ง”
“คุณริน... ถอยไปเลยนะคะ เดี๋ยวฉันก็...”
“ก็อะไรคะ? จะทำโทษฉันเหรอ? ทำสิ... ไหนลองทำดูซิคะ” รินรดาแกล้งยั่ว ท้าทายด้วยรอยยิ้มร้ายกาจตามประสาคุณหนูเอาแต่ใจ ทว่าแววตาคู่สวยกลับฉายประกายความหวานเชื่อมจนคนมองแทบละลาย
จังหวะที่ปลายฟ้ากำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่พุ่งสูงจนเกินควบคุมนั้นเอง...
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้อนุญาต ร่างระหงของหญิงสาวแปลกหน้าในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
“ขอโทษนะคะที่ขัดจังหวะความหวาน... แต่ดูเหมือนว่าฉันจะมี ‘เรื่องด่วน’ ที่ทำให้คุณหนูรินรดาต้องสะเทือนใจยิ่งกว่าเรื่องของคุณภาคินซะอีกนะคะ”
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เมื่อดวงตากลมโตสบเข้ากับใบหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญ—ผู้หญิงคนนั้นถือซองเอกสารสีน้ำตาลปริศนาในมือ พร้อมกับรอยยิ้มที่ซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวไว้เบื้องหลัง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งแซ่บและละมุนของพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
พันธนาการรักเงาพิทักษ์ใจ•ตอนที่ 13
ศึกชิงตำแหน่งข้างกาย
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธนาการรักเงาพิทักษ์ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!