“ปล่อยข้า... ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือว่าพระองค์เป็นผู้พิพากษาให้ข้าต้องไปตายในตำหนักร้างนั่นด้วยพระองค์เอง?”
เสียงหวานเย็นชาดุจน้ำแข็งกระทบผิวแก้วดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโถงจัดเลี้ยงที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ หลิวซูเหยาในอาภรณ์สีแดงเพลิงขับเน้นผิวขาวจัดราวหิมะแรกแย้ม ดวงตาคู่สวยที่เคยอ่อนแสงบัดนี้ดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะกรีดแทงทุกหัวใจที่บังอาจขวางทาง นางยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้หยางเฟยหลง ผู้ซึ่งบัดนี้แววตาหม่นแสงลงด้วยความสั่นสะท้าน
หยางเฟยหลงไม่ตอบ คำถามของนางประหนึ่งคมหอกที่ปักอกเขาจนมิดด้าม เขามองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยาม—ความโหยหาที่กัดกินหัวใจมาตลอดสามปีที่นางหายไปจากบันทึกประวัติศาสตร์ราวกับไร้ตัวตน บัดนี้หลินซูเหยาไม่ได้เป็นสนมผู้เงียบเชียบคนเดิมที่ยอมให้เขาหยามเหยียดอีกต่อไป นางคือสตรีผู้ผ่านนรกบนดินมาด้วยลำแข้งตนเอง
“ข้าไม่ได้ลืม...” เสียงของเขาทุ้มต่ำและสั่นเครือ “ข้าเพียงแต่... อยากให้เจ้ากลับมา”
“กลับมาในฐานะอะไรหรือเพคะ? ของเล่นที่พระองค์เบื่อแล้วก็โยนทิ้ง? หรือเครื่องระบายอารมณ์ในยามที่พระองค์ทรงเปลี่ยวเหงา?” ซูเหยาแค่นยิ้ม มุมปากของนางยกขึ้นเพียงนิดแต่กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถึงความหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา นางก้าวเข้าไปใกล้จนกลิ่นหอมเย็นประหลาดจางๆ จากกายสาวปะทะจมูกชายหนุ่ม
หยางเฟยหลงชะงัก ลมหายใจของเขาสะดุดกึกเมื่อเห็นแววตาที่ว่างเปล่าดั่งหลุมศพของนาง เขาจำได้ดีว่าแววตานี้เคยอบอุ่นเพียงใด แต่เขาก็เป็นคนทำลายมันลงด้วยมือของเขาเอง
“หากฝ่าบาทไม่มีเรื่องจะตรัสแล้ว หม่อมฉันขอตัว...”
มือหนาคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น แรงบีบนั้นแฝงไปด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจควบคุม ซูเหยาไม่ได้ขัดขืน นางเพียงแค่หันกลับมามองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามที่ทำให้ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินรู้สึกเล็กลงถนัดตา
“พระองค์กำลังทำให้แขกเหรื่อมองดูความน่าสมเพชของจักรพรรดิอยู่นะเพคะ” นางกระซิบชิดใบหูของเขา เสียงนั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่เย้ายวนและอันตราย “อยากได้ข้าคืนหรือ? จงคุกเข่าลงต่อหน้าคนทั้งโถงนี้เสียก่อน... แล้วข้าจะพิจารณาดูว่าพระองค์มีค่าพอจะให้ข้าชายตามองหรือไม่”
คำพูดนั้นสร้างความแตกตื่นไปทั่วทั้งงานเลี้ยง ขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา แต่หยางเฟยหลงกลับกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความทะนงตนในฐานะโอรสสวรรค์กำลังปะทะกับความกระหายที่รุนแรงจนแทบบ้าคลั่ง
เขาพาตัวนางออกมายังระเบียงด้านหลังที่ห่างไกลจากสายตาผู้คน แสงจันทร์สลัวอาบไล้ร่างระหงที่สั่นไหวเล็กน้อยจากการปะทะคารม หยางเฟยหลงดันตัวนางเข้ากับเสาหินเย็นเยียบ ปิดกั้นทางหนีด้วยแผงอกแกร่งที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหัวใจที่เต้นรัว
“เจ้าเปลี่ยนไปมาก... ซูเหยา” เขาพูดพลางก้มลงมองซอกคอขาวระหงที่เขาเคยตีตราประทับรอยรักไว้อย่างหวงแหน “เจ้าหยาบคายขึ้น... ร้ายกาจขึ้น แต่เจ้าก็ทำให้ข้าคลั่งจนแทบบ้า”
“นั่นก็เพราะพระองค์สอนข้าไม่ใช่หรือเพคะ? ความเมตตาไม่มีที่ยืนในตำหนักร้าง... สิ่งที่ข้าได้รับจากพระองค์มีเพียงความตายและความอัปยศ หากข้าจะร้ายกาจกว่านี้อีกสักหน่อย ก็คงไม่เท่าเศษเสี้ยวที่พระองค์ทำกับข้าไว้”
มือหนาสอดแทรกเข้าไปในสาบเสื้อของนาง สัมผัสถึงผิวเนื้อที่นุ่มเนียนราวกับน้ำนม กลิ่นหอมจากซอกคอของนางยั่วยวนให้เขาแทบขาดสติ ซูเหยาเชิดหน้าขึ้น แม้ร่างกายจะตอบสนองต่อสัมผัสที่คุ้นเคยอย่างห้ามไม่ได้ แต่หัวใจของนางกลับปิดตายไว้แน่นหนา
“ฝ่าบาท... อย่าทำเช่นนี้” นางกล่าวเบาหวิว มือที่ดันแผงอกเขาไว้เริ่มสั่น “พระองค์ไม่มีสิทธิ์...”
“ข้ามีสิทธิ์! ข้าคือผัวของเจ้า!” เขาคำรามต่ำก่อนจะบดจูบลงบนริมฝีปากนุ่มของนางอย่างเร่าร้อนและหิวกระหาย เป็นการจูบที่ไม่มีความทะนุถนอม แต่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดที่บิดเบี้ยวและความโหยหาที่อัดอั้นมานานนับพันวัน ลิ้นร้อนตวัดรัดพันอย่างเอาแต่ใจ สอดประสานราวกับจะสูบเอาลมหายใจของนางไปเป็นของตน ซูเหยาครางเครือในลำคอ ปล่อยให้ความปรารถนาลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ความเกลียดชังเข้าครอบงำ
เสื้อผ้าอาภรณ์ถูกกระชากออกอย่างไม่ใยดี ร่างกายเปลือยเปล่าของทั้งสองแนบชิดกันจนไม่มีอากาศแทรกผ่าน ผิวสัมผัสที่เร่าร้อนของหยางเฟยหลงประทับไปทั่วเรือนร่างของนาง ทุกสัมผัสคือการรุกรานที่ทำให้ซูเหยาสั่นสะท้าน น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้ม ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เพราะความแค้นที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองที่ยังคงต้องการเขา
ท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาในยามค่ำคืน ร่างทั้งสองหลอมรวมกันในจังหวะรักที่หนักหน่วงและดุดัน เสียงหอบหายใจและเสียงผิวเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั่วระเบียงร้าง เป็นพยานให้กับการไถ่บาปที่ไม่มีวันสิ้นสุดของจักรพรรดิผู้สูญเสีย และความพยาบาทที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นของมเหสีผู้ไร้ใจ
เมื่อบทรักที่เร่าร้อนจบลง หยางเฟยหลงซบหน้าลงกับไหล่ของนาง ความเหนื่อยอ่อนทำให้เขาลืมความเย่อหยิ่งไปชั่วขณะ ซูเหยาผลักเขาออกเบาๆ นางหยิบอาภรณ์ขึ้นมาคลุมร่างอย่างไม่แยแส ก่อนจะก้าวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ทว่า... ในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าชายผ้าของนางไว้อีกครั้ง เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังแทรกความเงียบเข้ามา
“ท่านแม่... ท่านแม่จ๋า เหตุใดท่านถึงออกมานานนักเล่า?”
ร่างสูงของฮ่องเต้หยางเฟยหลงแข็งค้างดั่งถูกสาป เมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยหน้าตาน่ารักที่มีดวงตาคมกริบและโครงหน้า... ซึ่งเหมือนกับเขาราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกันยืนอยู่ตรงหน้าซูเหยา
มือของซูเหยาโอบกอดเด็กน้อยเอาไว้แน่น พร้อมกับปรายตามองอดีตสวามีด้วยแววตาที่เย้ยหยันราวกับจะบอกว่า... *นี่คือโทษทัณฑ์ที่พระองค์ต้องชดใช้ไปตลอดกาล*
ความลับที่นางเก็บซ่อนไว้ตลอดสามปีถูกเปิดเผยออกมาในยามที่เขากำลังถลำลึกที่สุด หัวใจของจักรพรรดิกระตุกวูบ ความจริงข้อนี้อาจเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของการคืนดี หรือจะเป็นจุดจบของราชวงศ์ที่เขารักที่สุดกันแน่
...มิคายามวิกาลขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดนี้ไปกับนางเอกของเรานะคะ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
มเหสีไร้ใจกับฝ่าบาทที่พยายามจะจำนน•ตอนที่ 1
หิมะสีเลือดในตำหนักร้าง
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มเหสีไร้ใจกับฝ่าบาทที่พยายามจะจำนน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
