เซฟโซนสุดอันตรายของคุณสถาปนิก•ตอนที่ 1

แบบแปลนที่พังทลาย

ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
เสียงเครื่องมือตัดเหล็กกรีดแทรกโสตประสาทจนน่ารำคาญ แต่สิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าคือเสียงทุบกำแพงอิฐมวลเบาทางฝั่งทิศตะวันออก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าทีมอินทีเรียล้ำเส้นเข้ามาในเขตพื้นที่โครงสร้างหลักที่ผมสั่งห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด ผมก้าวเท้ายาวๆ บนพื้นคอนกรีตเปลือยที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการก่อสร้าง รองเท้าเซฟตี้กระทบพื้นเกิดเสียงทึบหนักตามจังหวะอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้การควบคุม สถาปัตยกรรมไม่ได้มีไว้แค่ให้สวยงาม แต่มันคือศาสตร์แห่งความปลอดภัย—คือสมดุลที่ถูกคำนวณมาอย่างดีด้วยชีวิตของผู้อยู่อาศัย และผมไม่มีวันยอมให้ใครมาทำลายมันเพื่อแลกกับความสวยงามฉาบฉวยเด็ดขาด "ใครสั่งให้พวกคุณรื้อผนังรับแรงตรงนี้?" น้ำเสียงของผมไม่ได้ดัง แต่ความนิ่งสนิทที่เคลือบอยู่ด้านในกลับทำให้ช่างรับเหมาสะดุ้งโหยงจนทำเกรียงปูนหลุดมือ ผมยืนกอดอกพิงเสาปูนเปลือย ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองความเสียหายตรงหน้าอย่างเยือกเย็น ก่อนที่สายตาจะปะทะเข้ากับร่างบางในชุดยูนิฟอร์มมัณฑนากรที่กำลังยืนสั่งงานอย่างระรื่นหูระรื่นตาอยู่กลางซากปรักหักพัง เฌอริณ... ชื่อนี้วนเวียนอยู่ในหัวผมตั้งแต่โปรเจกต์นี้เริ่มต้น และตอนนี้เจ้าของชื่อก็กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มเยาะที่ส่งมาให้ผมอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันสั่งเองค่ะ... เอ๊ย หมายถึง ฉันสั่งเองครับ" เฌอริณหันมาสบตาผม เธอปัดฝุ่นตามไหล่เสื้อเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาประชิดโดยไม่เกรงกลัวรังสีอำมหิตที่ผมแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย "สวัสดีค่ะ... อ้าว, คุณคิรากร สถาปนิกผู้เคร่งเครียด หน้าบึ้งแต่เช้าเลยนะคะ ระวังหน้าแก่เร็วนะคะคุณ" ผมแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปประชิดเธอจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความสูงที่ต่างกันทำให้ผมต้องก้มมองเธอนิ่งๆ สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ปลายผมจรดปลายรองเท้าเซฟตี้สีฝุ่นของเธออย่างหยามหยัน "ปากดี... แต่สมองกลวง" ผมกดเสียงต่ำ รักษาระยะห่างและความเป็นมืออาชีพไว้ด้วยความยากลำบาก "ผนังตรงนั้นไม่ใช่ผนังเบาที่คุณจะนึกอยากจะเจาะรูทุบทำลายตามใจชอบเพื่อเอาใจลูกค้า ปูนตรงนั้นคือเสาเอ็นรับน้ำหนักหลักของอาคาร ถ้ามันพังลงมา ลูกค้าของคุณคงไม่ได้อยู่ชื่นชมงานอินทีเรียกระจอกๆ นี่หรอกครับ... เผลอๆ อาจจะได้ไปนอนวัดก่อนตรวจรับงานด้วยซ้ำ" เฌอริณไม่มีทีท่าว่าจะสะทกสะท้าน เธอยกมือขึ้นกอดอกเลียนแบบท่าทางของผม รอยยิ้มบนริมฝีปากอิบอิ่มเคลือบด้วยความมั่นใจจนน่าหมั่นไส้ ดวงตาคู่สวยจ้องมองผมกลับอย่างไม่ลดละ ไม่มีอาการกะพริบหนีเลยสักนิด "ปากร้ายเป็นหมาป่าเลยนะคะคุณสถาปนิก" เธอเชิดหน้าขึ้นท้าทาย "ฉันคำนวณโครงสร้างพื้นฐานมาดีแล้วต่างหากล่ะคะ ถึงได้กล้าสั่งรื้อ คุณต่างหากที่ยึดติดกับตัวเลขเก่าๆ ในกระดาษ จนมองไม่เห็นพื้นที่ใช้สอยที่มันควรจะยืดหยุ่นและมีชีวิตชีวามากกว่านี้ สถาปัตยกรรมที่ดีมันต้องหายใจได้ค่ะ ไม่ใช่กักขังคนอยู่เหมือนอยู่ในคุกทึบแบบที่คุณออกแบบ" คำพูดของเธอบาดลึกเข้าไปในความทรงจำสีเทาวัยเด็กของผมโดยไม่ได้ตั้งใจ... *คุกทึบ* คำนี้มันกระชากแผลใจที่ผมพยายามฝังกลบมันมานานหลายปีให้กลับมาส่งเสียงกรีดร้องในอก ผมขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน แววตาที่มองเธอนิ่งสนิทแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับงานของผมบ้าง เฌอริณ..." ผมก้าวเข้าไปอีกก้าว บีบให้เธอต้องถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาปูนเปลือย ไหล่ของเธอถูกกักไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างของผมที่ยันกำแพงไว้ ปิดตายทุกเส้นทางหนี กลิ่นหอมอ่อนๆ ของวานิลลาเจือกลิ่นฝุ่นปูนลอยเข้ามาชิดปลายจมูก แต่มันไม่ได้ทำให้ผมใจอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย "อย่าเอาความมักง่ายของคุณมาตัดสินมาตรฐานของผม งานอินทีเรียของคุณมันก็เป็นแค่การเอาขยะสวยๆ มาวางกองรวมกันบนโครงสร้างที่ผมเหนื่อยยากสร้างขึ้นมาเท่านั้นแหละครับ" ใบหน้าหวานของเฌอริณแดงก่ำขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความโกรธที่พุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ เธอจ้องหน้าผมใกล้แค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ตรงปลายจมูกผมจนหัวใจเจ้ากรรมเริ่มกระตุกวูบอย่างไม่รักดี "ถ้างานฉันมันเป็นแค่ขยะ แล้วคุณจะกลัวอะไรล่ะคะ... หรือว่าที่คุณหัวเสียขนาดนี้ เพราะคุณกลัวว่างานตกแต่งของฉันมันจะเด่นจนกลบความน่าเบื่อของตึกที่คุณออกแบบกันแน่?" เธอยิ้มเยาะใส่หน้าผมอย่างผู้ชนะ ขณะที่มือเรียวเล็กยื่นขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อเชيرของผม แล้วออกแรงดันเบาๆ ให้ถอยห่าง แต่ผมกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้ำหนักเดียว เราต่างฝ่ายต่างจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร สงครามประสาทที่ไร้เสียงนี้กำลังแผดเผาบรรยากาศรอบตัวให้ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหายใจไม่ออก ในวินาทีที่ผมกำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนที่เจ็บแสบกว่าเดิม เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อผมก็ดังขึ้นมาจากทางบันไดหนีไฟ "คุณคิรากรครับ! แย่แล้วครับ..." ผมขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันไปมองต้นเสียง ร่างของวิศวกรควบคุมงานก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนหอบหายักอยู่ตรงหน้าเราสองคน ใบหน้าของเขาซีดเผือกจนไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับ "มีอะไรอีก..." ผมถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดระคนรำคาญ วิศวกรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะชี้มือสั่นเทาไปทางผนังอีกด้านที่ทีมช่างกำลังรื้อถอน แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของผมหยุดหมุนลงในทันที "ผนังฝั่งทิศตะวันตก... มัน... มันมีรอยร้าวทะลุถึงโครงสร้างหลักด้านนอกแล้วครับ! โครงสร้างกำลังทรุดตัวลงมา!" ดวงตาของผมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ รีบหันขวับกลับไปมองหน้าเฌอริณที่ตอนนี้สีหน้าถอดสีลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงครืนกึกก้องดังสนั่นมาจากเพดานเหนือศีรษะเรา ฝุ่นปูนหนาทึบร่วงกราวลงมาจากด้านบนราวกับหิมะสีเทา ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงมาตรงหน้าเราในเสี้ยววินาทีนั้นเอง! --- ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกอันตรายใบนี้ไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดอันตรายของคุณสถาปนิก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%