เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน•ตอนที่ 12

เมืองแห่งการค้าลับ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
กลิ่นอายคาวเลือดและเหล้าหมักราคาถูกคละคลุ้งปะปนกันอยู่ในอากาศยามวิกาล จนแทบจะทำให้คนท้องไส้ปั่นป่วนได้ หากนี่คือปริมณฑลของคนธรรมดา พวกเขาคงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตนี้ แต่สำหรับ "เมืองแห่งการค้าลับ" ใต้เงาผาอสูรทมิฬแห่งนี้ สถานที่อวมงคลเช่นนี้กลับเปรียบเสมือนสวรรค์ของพวกเดนตาย "ข้าว่าสุราจอกนี้รสชาติเหมือนน้ำล้างเท้าควายมากกว่าเหล้าองุ่นหมื่นลี้เสียอีกนะ แม่นางซู" หลี่เฟิงส่งเสียงหัวเราะในลำคอ มือข้างหนึ่งถือไหเหล้าดินเผาบิ่นๆ ที่รอยคราบไวน์เกรอะกรัง อีกข้างหมุนจอกกระเบื้องสีหม่นเล่นไปมาอย่างไม่ยี่หั่น สายตาคมกริบภายใต้เรือนผมยุ่งเหยิงกวาดมองไปรอบโรงเตี๊ยมใต้ดินที่แออัดยัดเยียดไปด้วยพวกนักฆ่ารับจ้าง พ่อค้าของเถื่อน และผู้ฝึกยộtที่หลบหนีราชสำนัก ซูเหมยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศสกปรกโสมมราวกับดอกบัวขาวที่ผุดขึ้นจากโคลนตม นางไม่ได้แตะต้องอาหารหรือเครื่องดื่มแม้แต่น้อย ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติยังคงเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี กระบี่เยือกเย็นที่วางอยู่บนตักส่งไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจนผู้คนรอบโต๊ะต้องถอยห่างด้วยความเกรงกลัวโดยสัญชาตญาณ "หุบปากของท่านเสีย แล้วรีบทำธุระให้เสร็จ" ซูเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันบางเบาที่ทำเอาแขกโต๊ะข้างๆ ถึงกับเหงื่อตกพลั่ก "เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อชิมรสชาติสุราโสมมของพวกสุนัขจรจัด แต่มาเพื่อตามหาเบาะแสของ ‘ป้ายอาคมสำนักกระบี่สวรรค์’ ที่สูญหายไป" "ใจร้อนเสียจริง แม่นางน้อยของข้า..." หลี่เฟิงยิ้มเยาะ ยกไหเหล้าขึ้นซดอึกใหญ่ ปล่อยให้หยาดสุราไหลย้อยลงตามลำคอระหง "ความลับในยุทธภพก็เหมือนสาวงาม ยิ่งเข้าหาอย่างรีบร้อน นางย่อมยิ่งปิดประตูใส่หน้า แต่ถ้าเราทำเป็นไม่ใส่ใจ เดี๋ยวพวกมันก็วิ่งเข้ามาหาเราเอง... ดูนั่นสิ เหยื่อตัวแรกเดินมาต้อนรับเราแล้ว" สิ้นคำพูดของหลี่เฟิง ร่างมหึมาของชายร่างกำยำ สูงใหญ่ราวเจ็ดฉือ ใบหน้ามีรอยแผลเป็นลากยาวจากหน้าผากถึงคาง ในมือถือขวานศึกเล่มโตที่เปล่งประกายสีเขียวเรืองรองจากพิษร้าย ก้าวเข้ามาหยุดยืนค้ำหัวโต๊ะของพวกเขา แรงกดดันจากลมปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นที่เจ็ดแผ่พุ่งออกมาจนโต๊ะไม้สั่นสะเทือน "ไอ้ขอทานนี่ปากกล้าดีนี่! กล้าดียังไงมาวิจารณ์สุราของเฒ่าพยัคฆ์ทมิฬแห่งหุบเขาพันอสูร?" เสียงคำรามของมันทุ้มต่ำราวกับอสุนีบาตฟาดฟัน ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างพากันเงียบกริบ หันมาจับจ้องเหตุการณ์ด้วยความสนุกสนานและสายตาสมเพชเวทนา หลี่เฟิงถอนหายใจยาวเหยียดราวกับความรำคาญใจเป็นภาระที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิต เขาค่อยๆ วางไหเหล้าลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ช้อนสายตาขึ้นมองชายร่างยักษ์ด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ "เฒ่าพยัคฆ์ทมิฬอะไรกัน... ข้าเห็นแต่ลูกหมาป่วยที่กำลังจะตายในอีกสามลมหายใจข้างหน้าต่างหาก" หลี่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย มือเรียวยาวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ "ลมปราณของเจ้าติดขัดที่จุดชีพจรจงฝูยามเมื่อยามโพล้เพล้ใช่หรือไม่? แถมกระดูกต้นแขนขวายังมีร่องรอยพิษอัคคีตกค้าง... เฮ้อ ช่างน่าสงสาร ฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรก สมองคงฝ่อไปหมดแล้วกระมัง ถึงได้กล้ามาเห่าหอนต่อหน้าเซียนผู้นี้" คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของหลี่เฟิงทำให้สีหน้าของเฒ่าพยัคฆ์ทมิฬเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับแดงด้วยความตกตะลึง สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นถูกต้องทุกประการ! อาการบาดเจ็บภายในนี้มันปิดบังแม้กระทั่งสหายร่วมสำนัก แล้วไอ้ขอทานข้างทางผู้นี้รู้ได้อย่างไร? "เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่!" เฒ่าพยัคฆ์ทมิฬคำรามลั่น ขวานศึกในมือเงื้อขึ้นหมายจะผ่าร่างของหลี่เฟิงให้ขาดเป็นสองท่อนด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่า... ยังไม่ทันที่คมขวานจะได้ขยับออกจากที่ ซูเหมยก็ขยับตัวเพียงเล็กน้อย *ชิ้ง!* เสียงกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงเสี้ยวลมหายใจ ประกายแสงสีฟ้าครามวาววับสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งโรงเตี๊ยมราวกับสายฟ้าฟาดในคืนฤดูหนาว พลังกระบี่อันบริสุทธิ์และเยือกเย็นตัดผ่านอากาศโดยไม่มีใครทันมองเห็นวิถีการชักดาบ *ตุบ!* คมขวานศึกในมือของเฒ่าพยัคฆ์ทมิฬขาดสะบั้นลงครึ่งท่อนอย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้ และก่อนที่ร่างมหึมานั้นจะทันได้ล้มลง เส้นผมบนศีรษะของมันก็ร่วงหล่นลงมากองบนพื้นจนหมดเกลี้ยง ใบหน้าของมันซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬไหลพรั่งพรู ความตายอยู่ห่างจากคอของมันเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโรงเตี๊ยมทันที ทุกสายตาที่มองมายังโต๊ะของหลี่เฟิงเปลี่ยนจากความดูแคลนกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด ไม่มีใครมองไม่ออกว่าสตรีชุดขาวผู้นี้มีฝีมือลึกล้ำเพียงใด และชายขี้เมาที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างกายคือนักล่าที่แท้จริง หลี่เฟิงรินเหล้าใส่จอกอีกครั้งอย่างใจเย็น ยกขึ้นจิบก่อนจะอมยิ้มบางๆ "แม่นางซู เจ้าใจร้อนเกินไปเสียแล้ว ข้ายังคุยกับเจ้าหมาตัวนี้ไม่ทันรู้เรื่องเลยว่ามันเอาป้ายอาคมไปซ่อนไว้ที่หลุมศพไหน" ซูเหมยเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยกิริยาอันสง่างามไร้ที่ติ ดวงตาดั่งหงส์มองตรงไปเบื้องหน้าอย่างไร้ความรู้สึก "ข้าขี้เกียจฟังเสียงเห่าหอนของสุนัขข้างถนน หากเจ้าอยากรู้ความจริง ก็จงไปเค้นเอาจากปากของคนที่ส่งมันมาเถอะ" หลี่เฟิงหัวเราะร่วน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อคลุมเก่าๆ ยับเยิน ก่อนจะป้องมือคารวะเฒ่าพยัคฆ์ทมิฬที่ทรุดตัวลงคุกเข่าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว "กลับไปบอกนายของเจ้าซะ ว่าเซียนกระบี่ขี้เมามาเยือนเมืองแห่งการค้าลับนี้แล้ว... และอีกหนึ่งเค่อต่อจากนี้ หัวของพวกมันทั้งหมดบนหอคอยมรกตจะต้องถูกนำมาวางแทนจอกเหล้าของข้า" ทันใดนั้นเอง ประตูเหล็กบานใหญ่ของโรงเตี๊ยมก็ถูกกระแทกจนพังกระเด็นเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดของพลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วราตรี "ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นวาจาที่สามห้าวเสียจริง ไอ้ขี้เมา! เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงกล้ามาประกาศกรวดในอาณาเขตของสำนักมารทมิฬ?" เงาร่างนับสิบในชุดคลุมสีดำสนิทพุ่งทะยานลงมาจากหลังคา ล้อมรอบโต๊ะของหลี่เฟิงและซูเหมยไว้ทุกทิศทาง ผู้นำกลุ่มเป็นชายชราหน้าตาอัปลักษณ์ นัยน์ตาข้างหนึ่งบอดสนิท มือข้างขวาถือลูกแก้วโลหิตที่กำลังหมุนวนพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณนับพัน หลี่เฟิงหรี่ตาลง รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาคมปลาบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งได้รับการลับจนถึงขีดสุด เขาเอื้อมมือไปแตะด้ามกระบี่ไม้ไผ่ข้างเอวเบาๆ "ในที่สุด... ตัวใหญ่ก็โผล่หัวออกมาเสียทีนะ" หลี่เฟิงพึมพำเสียงเบา ก่อนจะหันไปสบตากับซูเหมยที่เตรียมชักกระบี่ขึ้นพร้อมกัน "แม่นางซู เตรียมตัวรับมือ... คืนนี้ เราคงต้องดื่มสุราเคล้าเลือดกันเสียหน่อยแล้วกระมัง" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%