"หากเจ้าคิดว่ากระบวนท่าเมื่อครู่คือวิชาสูงสุดของสำนักกระบี่เมฆาพิมพิลาไลยแล้วล่ะก็... ข้าว่าเจ้าเอาเวลาไปฝึกฝนการร้อยพวงมาลัยถวายศาลเจ้ายังจะมีประโยชน์เสียกว่า"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังลอดออกมาจากไหสุราเคลือบดินเผาเก่าคร่ำคร่า สุราฤทธิ์แรงกล้ากลิ่นหมักจากธัญพืชชั้นดีคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายความหนาวเหน็บภายนอก โรงเตี๊ยม 'ร้อยจอกพันภพ' ตั้งอยู่บนเส้นทางสายเปลี่ยวระหว่างหุบเขาอสูรพฤกษ์ ลมพายุหิมะด้านนอกกำลังคำรามกรรโชกราวกับฝูงอสูรกายคลั่ง พัดกระหน่ำซัดสาดเกล็ดน้ำแข็งเข้าใส่บานหน้าต่างไม้เก่าจนเกิดเสียงดังลั่นเอี๊ยดอ๊าด ทว่าภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้กลับมีผู้คนหลงเหลืออยู่เพียงสองโต๊ะเท่านั้น
โต๊ะมุมอับด้านในสุดปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง สภาพของเขายับเยินไร้ระเบียบ อาภรณ์สีเทาเข้มเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นละอองและรอยเปื้อนจากคราบสุรา เส้นผมยาวสีดำสนิทรุ่ยร่ายปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเพียงสันจมูกโด่งคมกริบและริมฝีปากที่กำลังเหยียดยิ้มเยาะอย่างกวนประสาท มือข้างหนึ่งถือไหสุราแกว่งไปมาอย่างไม่ยี่หระ ขณะที่มืออีกข้างวางพาดอยู่บนด้ามกระบี่เก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง ซึ่งดูราวกับเศษเหล็กขึ้นสนิมมากกว่าจะเป็นอาวุธวิเศษของจอมยุทธ์
เขาคือ หลี่เฟิง... เซียนกระบี่ผู้สัญจรอย่างไร้จุดหมาย และเป็นผู้แบกรับปมในใจจากการสูญเสียอาจารย์ผู้ล่วงลับด้วยน้ำมือของคนในสำนักเดียวกัน
ห่างออกไปสามโต๊ะ เบื้องหน้าโต๊ะไม้เนื้อดีที่สะอาดสะอ้าน ปรากฏร่างระหงของสตรีนาฏยศิลป์สวรรค์นางหนึ่ง นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาลอยล่อง เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อยด้วยปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ ใบหน้ารูปไข่ไร้ที่ติ งดงามราวกับภาพวาดจากเซียนพู่กัน ทว่าแววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ปราศจากระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แผ่รัศมีกดดันอันบริสุทธิ์และสูงส่งออกมาจนผู้คนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
นางคือ ซูเหมย... นางเซียนแห่งหุบเขาเมฆา ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งความบริสุทธิ์และกฎเกณฑ์อันเคร่งครัด นางมองโลกด้วยสายตาเหยียดหยามต่อความเสื่อมทรามของปุถุชน และเกลียดชังพวกเดรัจฉานที่ใช้วิชามารหรือใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสารที่สุด
และหลี่เฟิง... ในสายตาของนางตอนนี้ ก็คือขยะเปียกชิ้นหนึ่งที่เกะกะขวางตาในโรงเตี๊ยมแห่งนี้
"วาจาต่ำทราม ไร้กาลเทศะ" ซูเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชาจนคนฟังรู้สึกหนาวยะเยือกถึงไขกระดูก นางไม่ได้หันมามองเขาด้วยซ้ำ นิ้วเรียวยาวดุจลำหยกกำลังคีบจอกชาอุ่นๆ ขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า "คนเช่นเจ้า ใช้ชีวิตไปวันๆ ดั่งสุนัขข้างถนน ไร้ซึ่งคุณธรรม ไร้ซึ่งความกตัญญูต่อฟ้าดิน หากไม่ใช่เพราะพายุหิมะด้านนอกกักขังพวกเราไว้ ข้าคงใช้กระบี่ชำระล้างมลทินบนโลกใบนี้ด้วยการปลิดชีพเจ้าไปนานแล้ว"
หลี่เฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกราบกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงของนางด้วยสายตาที่ไม่มิดชิดเอาเสียเลย เขายกไหสุราขึ้นซดอึกใหญ่ ปล่อยให้หยดสุราไหลย้อยลงมาตามคางและซอกคอ ก่อนจะใช้หลังมือปาดลวกๆ
"คุณธรรม? ความกตัญญู?" หลี่เฟิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน "แม่นางซู... โลกใบนี้เต็มไปด้วยพวกหน้าเนื้อใจเสือ สวมชุดขาวบริสุทธิ์แต่ภายในเน่าเฟะยิ่งกว่าซากศพเน่าเปื่อย เจ้าบอกว่าข้าไร้แก่นสาร แต่อย่างน้อยข้าก็ซื่อสัตย์ต่อความเมามายของตนเอง มากกว่าพวกที่ซ่อนความชั่วช้าไว้ใต้คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และกฎระเบียบงี่เง่าเหล่านั้น!"
*เพล้ง!*
เสียงจอกชาในมือของซูเหมยแตกร้าวละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา ละอองไอน้ำร้อนพวยพุ่งกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนที่แผ่พุ่งออกรอบทิศทางด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณกระบี่บริสุทธิ์และเยือกเย็นสายหนึ่งพวยพุ่งระเบิดออกจากร่างของนาง ทะลวงผ่านโต๊ะไม้จนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา!
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมอุณหภูมิลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ลมปราณกดดันระดับ 'ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์' แผ่ซ่านกดทับจนโครงสร้างไม้ของโรงเตี๊ยมส่งเสียงลั่นเอี๊ยดยาวนานราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ เถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อร์ที่หลบอยู่หลังเคาน์เตอร์ต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนหมดสติล้มพับไป
ซูเหมยลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงของนางเคลื่อนไหวราwกับภูตผี พริบตาเดียวก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าโต๊ะของหลี่เฟิง กระบี่วิเศษ 'เหมันต์สะท้านนภา' ในฝักสีขาวมุกถูกดึงออกมาเพียงครึ่งนิ้ว แสงกระบี่สีฟ้าครามประกายเจิดจ้าบาดตาจนแทบมองไม่เห็น
"ปากดีนัก ปากของเจ้าสมควรถูกตัดขาดจากร่างเสียตอนนี้" ซูเหมยเอ่ยเสียงเยียบเย็น ปลายกระบี่ชี้ตรงมาที่หว่างคิ้วของหลี่เฟิง ระยะห่างไม่ถึงสามชุ่น (ราวเจ็ดเซนติเมตร) แรงกดดันมหาศาลทำให้ผิวหนังบริเวณระหว่างคิ้วของหลี่เฟิงเริ่มมีรอยเลือดซึมออกมาบางๆ
ทว่าหลี่เฟิงกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของเขายังคงประดับอยู่ เขายังคงนั่งไขว่ห้าง เคาะนิ้วเบาๆ บนไหสุราในมือ
"โอ้... ชักกระบี่ใส่กันเร็วเช่นนี้เลยหรือ? แม่นางซู ใจร้อนเกินไปหน่อยกระมัง หรือว่า... คำพูดของข้าไปจี้ใจดำเจ้าเข้า?" หลี่เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน
"ตาย!"
ซูเหมยหมดความอดทน นางตวัดข้อมือวาบ กระบี่เหมันต์สะท้านนภาหลุดออกจากฝักเต็มรูปแบบ แสงกระบี่พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ เกิดเป็นเสียงกรีดร้องแหลมสูงของมวลอากาศที่ถูกฉีกกระชาก วิชากระบี่ 'เก้าเหมันต์พิฆาต' ถูกปลดปล่อยออกมาในรัศมีวงแคบ ไอเย็นยะเยือกแปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นเล่ม พุ่งเข้าใส่หลี่เฟิงจากทุกทิศทุกทางราวกับพายุหศาลา
นี่ไม่ใช่การสั่งสอนธรรมดา แต่นี่คือกระบวนท่าหมายเอาชีวิต!
หลี่เฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อยประกายแสงคมกริบฉายวาบผ่านนัยน์ตาที่เคยดูเหม่อลอยคล้ายคนเมามาย ในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันแค่เส้นด้าย ร่างกายของเขาก็ขยับราวกับปลาไหลที่ลื่นไหลไปตามกระแสน้ำเชี่ยว
*ฉับ!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก หลี่เฟิงไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เขายังคงใช้ฝักกระบี่เก่าๆ เล่มนั้นตวัดรับคมกระบี่เหมันต์อันทรงพลังของซูเหมยได้อย่างแม่นยำอย่างไร้ที่ติ แรงกระแทกมหาศาลส่งผลให้โต๊ะเก้าอี้รอบตัวระเบิดออกเป็นจุล เศษไม้และเกล็ดน้ำแข็งปลิวว่อนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ซูเหมยเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ นางไม่คาดคิดว่าคนเມາมายผู้นี้จะสามารถรับกระบวนท่าเต็มกำลังของนางได้โดยที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม ทว่านางหาใช่คนอ่อนหัด ปฏิกิริยาตอบสนองของนางรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ นางพลิกข้อมือเปลี่ยนวิถีกระบี่ หมุนตัวกลางอากาศ วาดวงโค้งกระบี่สร้างเป็นม่านพลังน้ำแข็งพุ่งเข้าประกบซ้ายขวาหมายบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกเป็นจุล
หลี่เฟิงพ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมา กลิ่นอายสุราฟุ้งกระจาย ร่างของเขาดีดตัวลอยขึ้นกลางอากาศราวกับใบไม้ที่พลิ้วไหวไปตามลมพายุ ปราณกระบี่อันลึกล้ำที่ซ่อนเร้นมานานนับปีระเบิดออกมาจากร่างของเขาอย่างฉับพลัน!
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม จนกระทั่งกระเบื้องหลังคาด้านบนเริ่มแตกร้าว
ทว่า ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะปะทะพลังกันอย่างเต็มรูปแบบเพื่อตัดสินแพ้ชนะในกระบวนท่าเดียวนี้เอง...
*เปรี้ยงงงง!*
เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าดินจะถล่มลงมา พร้อมๆ กับที่ประตูไม้บานใหญ่หนาเตอะของโรงเตี๊ยมถูกกระแทกเปิดออกอย่างไร้ความปรานี พายุหิมะโหมกระหน่ำพัดพาเงาร่างปริศนาสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาภายใน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้อนก้องไปทั่วจิตใจของคนทั้งคู่
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการพบกันที่น่าสนุกเสียจริง สำนักกระบี่เมฆาพิมพิลาไลยกับทายาทคนสุดท้ายแห่งวังสุราบ้าคลั่ง มาชุมนุมกันในสถานที่กันดารเช่นนี้ ฟ้าดินช่างเป็นใจยิ่งนัก!"
เงาร่างนั้นหยุดยืนนิ่งขวางประตูทางออก รัศมีพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของมันอยู่ในขอบเขตที่เหนือกว่าทั้งหลี่เฟิงและซูเหมยก้าวใหญ่!
หลี่เฟิงหรี่ตาลงทันที รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยแววตาจริงจังและอำมหิตอย่างที่ซูเหมยไม่เคยเห็นมาก่อน
**************************************************
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ร่วมกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน•ตอนที่ 1
จอกสุราที่สามกับการเผชิญหน้าครั้งแรก
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ขี้เมากับนางเซียนผู้ตัดขาดวิถีปุถุชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!