หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร•ตอนที่ 6

กลลวงในวังหลัง

ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่จื่อที่คั่วจนหอมกรุ่นยังคงลอยอวลอยู่ภายในห้องลับใต้ตำหนักอ๋อง ทว่าบรรยากาศในยามนี้กลับเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างกลางคิมh. "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ หว่านอวี่" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมาจากลำคอของอ๋องเฉินเฟิงเจือไปด้วยกระแสความขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีจ้องมองร่างบอบบางที่กำลังใช้พู่กันขนกระต่ายป่าแตะหมึกสีชาดอย่างประณีต นางกำลังละเลงแต้มรอยแผลเป็นปลอมลงบนลำคอระหงของตนเองอย่างใจเย็น ราวกับสตรีผู้หนึ่งกำลังแต่งแต้มชาดบนริมฝีปากเพื่อไปงานเลี้ยงชมบุปผาหาใช่การปลอมตัวเพื่อแทรกซึมเข้าสู่เขตพระราชฐานอันเต็มไปด้วยคมดาบไม่ เซี่ยหว่านอวี่มิได้เงยหน้าขึ้นมองพระองค์ นางยังคงจรดปลายพู่กันลงบนผิวเนื้อเนียนละเอียดอย่างระมัดระวัง สมาธิของนางแน่วแน่ยิ่งกว่าผู้สำเร็จฌาน "หม่อมฉันมิได้บ้าเพคะ ท่านอ๋อง... ทว่านี่คือหนทางเดียวที่เราจะล่วงรู้ว่า ขุนนางฝ่ายใต้ผู้ใดอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารตระกูลเซี่ยเมื่อเจ็ดปีก่อน" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามั่นคงดั่งหินผา ภายใต้คราบอาภรณ์ของบัณฑิตหนุ่มรูปงามและกลิ่นอายของ 'อาจารย์เซี่ย' ที่ผู้คนต่างเลיהลือถึงความแม่นยำในการดูฮวงจุ้ย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าภายใต้เสื้อคลุมผ้าไหมปักลายไผ่เขียวนี้ คือสตรีผู้กุมความลับครึ่งหนึ่งของแผ่นดินไว้ในกำมือ อ๋องเฉินเฟิงแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำพระเนตร ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในยามวิกาลอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน พระaniหนาเอื้อมไปบีบปลายคางเรียวของนางให้เงยขึ้นบังคับสบตา พระพักตร์คมคายโน้มลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียน "เจ้าคิดว่าเขตพระราชฐานในคืนงานเลี้ยงต้อนรับทูตต่างเมืองเป็นสถานที่เดินเล่นในสวนหลังบ้านอย่างนั้นหรือ? หากทหารยามเหล่านั้นพบว่าใต้ผ้าพันแผลของขันทีฝึกหัดผู้นั้น คือดวงหน้าที่ซ่อนความแค้นของบุตรสาวขุนนางกบฏ... หัวของเจ้าคงหลุดออกจากบ่าก่อนที่ข้าจะทันได้เดินหมากตานั้นเสียอีก" ปลายนิ้วแกร่งที่บีบอยู่บนคางของนางออกแรงกดมากขึ้นเล็กน้อย แสดงถึงความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ในพระur และความหวาดหวั่นที่พระองค์ทรงพยายามปกปิดไว้ภายใต้ความเยือกเย็น เซี่ยหว่านอวี่เจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย แต่นางเลือกที่จะไม่หลบสายตา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าเคร่งขรึมของบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนัก นางแย้มยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและแรงดึงดูดประหลาดที่มักทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายผู้นี้ปั่นป่วนอยู่เสมอ "ถ้าเช่นนั้น ท่านอ๋องทรงกลัวว่าหม่อมฉันจะตาย หรือทรงกลัวว่าจะไม่มีคู่มือสนทนาบนกระดานหมากรุกในค่ำคืนวันพรุ่งนี้กันแน่เพคะ?" คำถามย้อนที่แฝงด้วยความท้าทายทำให้เฉินเฟิงชะงักไปชั่วลมหายใจ พระองค์จ้องมองดวงตาคู่นั้นที่ฉายแววระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด ความดื้อรั้นที่ไม่เคยยอมจำนนต่อผู้ใดของนางคือสิ่งที่ทำให้พระองค์ทั้งชังทั้งหลงใหลในคราเดียวกัน ในโลกที่ผู้คนต่างก้มหัวให้แก่ อำนาจและเงินตรา มีเพียงสตรีผู้นี้ที่กล้าต่อรองกับพญายมอย่างพระองค์ด้วยรอยยิ้ม เฉินเฟิงผ่อนลมหายใจยาวนาน พระเนตรทอดมองรอยแผลเป็นเทียมบนลำคอของนางที่บัดนี้เนียนสนิทจนแยกไม่ออก พระองค์รู้ดีว่าต่อให้ทรงใช้โซ่ตรวนล่ามขังนางไว้ในตำหนักนี้ นางก็ยิ่งจะหาวิธีทำลายกรงขังด้วยการเผาทิ้งทั้งเป็น การปล่อยให้นางก้าวเข้าสู่ดงพยัคฆ์ในวังหลังด้วยตัวเอง อาจอันตรายถึงชีวิต... แต่การขัดขวางนางในตอนนี้ รังแต่จะทำให้นางห่างไกลจากการค้นหาความจริงที่นางยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งลมหายใจเพื่อมัน "เจ้ามันดื้อด้านเสียยิ่งกว่าม้าป่าพยศ" เฉินเฟิงตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างไม่น่าเชื่อ พระหัตถ์หนาละจากการบีบคาง เปลี่ยนมาเป็นจัดปกเสื้อคลุมผ้าแพรให้นางอย่างเบามือ "จดจำไว้... หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในงานเลี้ยง เจ้าจงถอยไปที่ศาลาบัวหลวงฝั่งทิศตะวันตก ที่นั่นจะมีองครักษ์เงาของเราคอยคุ้มกัน แต่อย่าได้คิดรนหาที่ตายด้วยการเอาตัวเข้าไปขวางคมดาบของผู้ใดเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?" เซี่ยหว่านอวี่กะพริบตาช้าๆ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากสัมผัสของพระองค์ทำให้หัวใจที่ด้านชามานานหลายปีสั่นไหววูบหนึ่ง แต่นางก็รีบดึงสติกลับมาซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น นางประสานมือคารวะตามธรรมเนียมบัณฑิต "พระราชกระแสรับสั่งของท่านอ๋อง หม่อมฉันจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจเพคะ" ภายในห้องโถงใหญ่ของพระราชวังหลวงยามค่ำคืน แสงจากโคมกระดาษนับร้อยดวงส่องประกายระยิบระยับสะท้อนกับผืนน้ำในสระมรกต เสียงพิณและเสียงบรรเลงดนตรีบรรเลงขับกล่อมบรรยากาศให้ดูครึกครื้น ทว่าภายใต้รอยยิ้มและการยกจอกสุราคารวะกันระหว่างเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ กลับซ่อนสายตาคมกริบที่คอยลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของกันและกันราวกับสัตว์ป่าที่รอจังหวะขย้ำเหยื่อ เซี่ยหว่านอวี่ในชุดขันทีน้อยก้มหน้าต่ำ มือเรียวประคองถาดเครื่องกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามเดินแทรกตัวผ่านกลุ่มขันทีและนางกำนัลที่กำลังเดินวุ่นวายอยู่รอบพระราชอาสน์ กลิ่นอายของสุราหมักชั้นดีและเครื่องหอมราคาแพงคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไอความตึงเครียดที่ลอยวนอยู่ในอากาศ สายตาของนางกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อหาเป้าหมาย—เสนาบดีหลี่ ผู้กุมอำนาจกรมการคลัง บุคคลสำคัญที่มีชื่อปรากฏอยู่ในบันทึกหน้าสุดท้ายของบิดาก่อนที่ตระกูลเซี่ยจะถูกกวาดล้าง ทว่าในขณะที่นางกำลังจะสาวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะเสวยฝั่งขวา ร่างสูงโปรสง่าในชุดขุนนางขั้นหนึ่งผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน "เจ้าขันทีน้อย... ถาดในมือเจ้านั่น คือสุราถวายพระMขุนนางใหญ่ใช่หรือไม่?" น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความเยียบเย็นชวนขนลุกเอ่ยขึ้น เซี่ยหว่านอวี่ชะงักฝีเท้า นางเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อยตามธรรมเนียมของบ่าวไพร่ในวังเพื่อหลบสายตา ทว่าเมื่อหางตากวาดไปเห็นใบหน้าครึ่งซีกของขุนนางผู้นั้น หัวใจของนางก็แทบหยุดเต้น นั่นไม่ใช่เสนาบดีหลี่... แต่เป็น ขันทีเอกฉินกง ผู้ควบคุมการข่าวลับทั้งหมดในวังหลัง บุคคลผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและมีฉายาว่า 'เงือกโลหิต' ผู้ซึ่งไม่เคยไว้ชีวิตผู้ใดที่เข้ามาใกล้ความลับของราชสำนัก! "ท...ทูลขันทีฉิน เครื่องเสวยเหล่านี้จัดเตรียมสำหรับท่านเสนาบดีหลี่ตามพระราชกระแสรับสั่งเพคะ... เอ๊ย! ขอรับกระผม" เซี่ยหว่านอวี่เกือบหลุดปากพูดเสียงสตรีออกมา นางรีบปรับน้ำเสียงให้ทุ้มต่ำลงทันทีด้วยความตกใจ ฉินกงหรี่ตาลงแคบ รอยยิ้มอันน่าสยดสยองปรากฏขึ้นที่มุมปากเหี่ยวย่น ขันทีเฒ่ายื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ลำคอของนางที่ปิดทับด้วยผ้าพันแผล ดวงตาคู่นั้นกวาดมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด "แปลกจริง... ขันทีฝึกหัดในวังหลวงช่วงนี้ เหตุใดจึงมีผิวพรรณละเอียดอ่อนราวกับสตรีชั้นสูงเช่นนี้เล่า? และกลิ่นกายของเจ้า... มันช่างเหมือนกับกลิ่นของดอกโบตั๋นพันปีที่ข้าเพิ่งจะได้กลิ่นจากตำหนักของท่านอ๋องเฉินเฟิงเมื่อยามอัสดงเสียเหลือเกิน" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา เซี่ยหว่านอวี่รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่ไต่ขึ้นมาจากปลายเท้า เม็ดเหงื่อกาฬผุดขึ้นซึมตามไรผม นางรู้ดีว่าหากก้าวพลาดเพียงนิดเดียว ความลับทั้งหมดจะมลายหายไปพร้อมกับชีวิตของนางที่ต้องจบลงในค่ำคืนนี้ ฉินกงหัวเราะในลำคออย่างน่าขนลุก ก่อนจะยื่นมือเหี่ยวย่นออกไปหมายจะกระชากผ้าพันแผลที่ลำคอของนางออกเพื่อดูให้แน่ใจ "เช่นนั้น... ให้ข้าช่วยตรวจดูความเรียบร้อยให้เจ้าดีกว่า ว่าภายใต้ผ้าพันแผลนี้นั้น มีความลับอันใดซ่อนอยู่กันแน่!" ทว่าในจังหวะนั้นเอง... เสียงทุ้มทรงอำนาจและเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลง "มือของเจ้า... ช่างกล้ามนักนะ ฉินกง ที่กล้าแตะต้องคนของเราในเขตพระราชฐานเช่นนี้!" ฉินกงชะงักค้าง มือที่กำลังจะเอื้อมไปสัมผัสคอของเซี่ยหว่านอวี่หยุดลงกลางอากาศ ร่างชราสะท้านเฮือกเมื่อหันไปพบกับร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทองที่กำลังก้าวเข้ามาประชิดด้วยแววตาดุจพญาอินทรีที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อเป็นชิ้นๆ อ๋องเฉินเฟิงเสด็จมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเซี่ยหว่านอวี่ พระหัตถ์หนาเอื้อมไปดึงร่างบอบบางของนางให้ถอยไปหลบอยู่ด้านหลังพระองค์อย่างปกป้อง พระเนตรคมกริบกวาดมองขันทีเฒ่าด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านจนผู้คนรอบข้างต้องรีบก้มหน้าหลบ "ท่านอ๋อง..." ฉินกงหน้าซีดเผือด รีบทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว "บ่าว... บ่าวเพียงแต่สงสัยว่าขันทีผู้นี้อาจเป็นไส้ศึก..." "คนของเรา... เราดูแลเองได้" เฉินเฟิงตรัสตัดบทด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นราวกับคมดาบที่พาดผ่านลำคอ "หากเจ้ายังไม่อยากให้หัวหลุดออกจากบ่า จงไสหัวไปให้พ้นจากสายตาของเราเดี๋ยวนี้!" ขันทีเฒ่ารีบโขกศีรษะคำนับด้วยความลนลานก่อนจะถอยกรูดหายลับไปในความมืดของระเบียงทางเดิน ภายในความเงียบสงบที่ปกคลุมอยู่หลังเสาหินอ่อน เฉินเฟิงหันกลับมาทอดพระเนตรสตรีที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องหลัง พระองค์ยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ เพื่อดับความขุ่นเคืองในพระอูร์ ก่อนจะโน้มพระพักตร์ลงมา กระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ "เกมหกระดานนี้... ดูท่าว่าจะสนุกกว่าที่ข้าคิดเสียแล้วสิ หว่านอวี่" *(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)* --- ดอกโบตั๋นพันปีขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับพู่กันเลือดมังกร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%