"ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้โทนสีพาสเทลกับโครงการรีโนเวตศูนย์วัฒนธรรมเขตเมืองเก่า โปรเจกต์นี้ก็คงไปต่อไม่ได้... รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาที่ดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบของห้องโถงกว้าง ไม่เพียงแต่ทำลายบรรยากาศตึงเครียดจากผู้มาใหม่เมื่อครู่ให้สลายหายไป แต่ยังดึงสติให้รินรดากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง—โลกที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ตัวเลขงบประมาณ และสายตาที่พร้อมจะเหยียบย่ำผลงานของเธอให้จมดิน
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความอุ่นร้อนแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายนิ้วด้วยความโกรธกรุ่น แต่ก่อนที่เธอจะได้สวนกลับอะไรออกไป คีรินก็ก้าวเข้ามาบังหน้าเธอไว้ครึ่งก้าว แผ่นหลังกว้างของสถาปนิกหนุ่มเปรียบเสมือนกำแพงกันชนที่มั่นคง เขาส่งสายตาเย็นชาไร้รอยยิ้มเช่นเคยไปยังธันวา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทแต่น่าเกรงขาม
"ผมเป็นหัวหน้าทีมสถาปัตยกรรมของโปรเจกต์นี้ค่ะ... เอ่อ หมายถึง ผมเป็นคนรับผิดชอบโครงสร้างทั้งหมด และผมเป็นคนอนุมัติโทนสีนี้เอง หากคุณธันวาจะมีปัญหา กรุณาลงรายละเอียดกับผมโดยตรง ไม่ใช่การมาก้าวก่ายงานกราฟิกของเธอ" คีรินแก้สรรพนามแทบไม่ทันเมื่อเผลอหลุดปากพูดด้วยความเคยชิน แต่ความเด็ดขาดในน้ำเสียงนั้นทำเอาธันวาชะงักไปชั่วขณะ
ผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่มุมมืดของสตูดิโอหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าออกมาใต้แสงไฟสีส้มสลัว เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและรอยยิ้มเยาะหยันที่ฉาบอยู่บนริมฝีปาก "โอ้... ดูท่าทางสถาปนิกผู้เย็นชาของเราจะยอมลดเกราะป้องกันตัวเองลงเพื่อปกป้องแม่สาวฟรีสไตล์คนนี้แล้วสินะ น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ"
รินรดาขยับตัวออกมาจากด้านหลังของคีริน ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย เธอไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปกป้องตลอดเวลาหรอกนะคะ โดยเฉพาะเมื่อศักดิ์ศรีในงานศิลปะของเธอกำลังถูกดูแคลน
"ถ้าคุณมองว่าสีพาสเทลมีความหมายแค่ความอ่อนแอ คุณก็คงไม่เข้าใจจิตวิญญาณของย่านเมืองเก่าแห่งนี้เลยค่ะคุณธันวา" รินรดาก้าวออกไปเผชิญหน้าโดยตรง น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทแต่ทรงพลัง "สีเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะความไร้เดียงสา แต่มันคือการบันทึกร่องรอยทางประวัติศาสตร์ผ่านเฉดสีที่กลืนไปกับกาลเวลาต่างหากล่ะคะ"
ธันวาหรี่ตามองเธอก่อนจะแค่นหัวเราะ "คารมดีนี่... แต่ผลงานจริงจะพูดแทนคำพูดสวยหรูพวกนั้นได้หรือเปล่า อีกสามชั่วโมงเราต้องส่งแบบร่างขั้นสุดท้ายให้คณะกรรมการบริหารพิจารณา ถ้าแก้ไม่ทัน... โครงการนี้หลุดมือแน่"
พูดจบ ธันวาและแขกปริศนาก็เดินเลี่ยงออกไปจากสตูดิโอ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความกดดันที่หนาทึบจนแทบหายใจไม่ออก นาฬิกาบนผนังบอกเวลาเที่ยงคืนตรง บรรยากาศภายในสตูดิโอออกแบบชั้นสิบห้าเวลานี้เหลือเพียงแสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างวาบ
รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หมุนอย่างหมดแรง ความฮึกเหิมเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่กัดกินทีละน้อย เธอยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ขณะที่หน้าจอโปรแกรมออกแบบยังคงค้างภาพโมเดลสามมิติที่ต้องปรับแก้โครงสร้างสีใหม่อย่างเร่งด่วน
"ไหวไหมคะ?"
เสียงทุ้มเอ่ยถามทำลายความเงียบ รินรดาเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าคีรินกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเธอ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขาถอดสูททางการออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนตามสไตล์ผู้ชายทำงานหนัก แววตาคมกริบคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความเย็นชาหลงเหลืออยู่ มีเพียงความห่วงใยเจือจางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
"ถ้าฉันตอบว่าไม่ไหว คุณจะช่วยฉันวาดภาพทั้งหมดนี่เองไหมล่ะคะคุณสถาปนิก" รินรดาแกล้งเย้าแหย่เพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอในใจ
คีรินไม่ตอบด้วยคำพูด เขาเพียงแต่ดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงข้างๆ จนระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาโชยมาแตะจมูก ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
"ผมวาดรูปเก่งสู้คุณไม่ได้หรอก..." คีรินเอ่ยเสียงนุ่ม มือเรียวยาวเอื้อมไปจับเมาส์ปากกาบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนหน้าจอเข้ามาใกล้ตัวเขามากขึ้น "...แต่เรื่องการคำนวณสัดส่วนและจัดระบบฟังก์ชันให้รับกับโทนสีที่คุณต้องการ เป็นหน้าที่ของผมไม่ใช่เหรอครับ... เอ่อ ไม่ใช่เหรอคะ"
รินรดาเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับความโก๊ะเล็กๆ ที่หลุดมาจากผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าไร้รอยยิ้มที่สุดในบริษัท "คุณเผลอพูด 'ครับ' ออกมาแล้วนะคะคุณคีริน"
คีรินชะงักไปนิด ใบหน้าคมคายขึ้นสีจางๆ อย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่ได้แก้ตัวอะไร เพียงแต่เสมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเริ่มขยับมือแก้ไขเส้นโครงสร้างสถาปัตยกรรมให้รับกับลายเส้นกราฟิกของเธออย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าในการทำงานของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและจริงจัง จนรินรดาอดไม่ได้ที่จะแอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา
ภายใต้แสงไฟสลัวในสตูดิโอยามดึก ระยะห่างที่ลดลงไม่ได้สร้างความอึดอัดเลยแม้แต่น้อย กลับทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้จังหวะชีวิตของกันและกันอย่างไร้รอยต่อ รินรดาหยิบแก้วกาแฟที่เย็นชืดขึ้นจิบ ก่อนจะยื่นแท็บเล็ตอีกอันให้เขาเพื่อประสานงานในส่วนของรายละเอียดแสงเงา นิ้วมือของทั้งสองคนเฉียดผ่านกันเพียงชั่วเสี้ยววินาที แต่กระแสความอบอุ่นกลับแล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่าน
เวลาล่วงเลยไปจนตีสอง เสียงคลิกเมาส์และเสียงแป้นพิมพ์คือบทเพลงเดียวที่ขับกล่อมพวกเขาในค่ำคืนนี้ รินรดารู้สึกได้ถึงเปลือกตาที่เริ่มหนักอึ้ง ความเหนื่อยล้าจากการโหมงานหนักติดต่อกันหลายวันเริ่มออกฤทธิ์ ศีรษะของเธอน้อยๆ เริ่มโคลงเคลงก่อนจะเอนไปพิงกับลาดไหล่กว้างของคนข้างๆ โดยไม่รู้ตัว
คีรินหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดทันที ร่างกายของเขานิ่งค้าง ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยความนุ่มนวลที่จู่ๆ ก็ทิ้งน้ำหนักลงมา เขาก้มมองหญิงสาวที่เผลอหลับตาพริ้มคาบ่าของเขา ลົມหายใจสม่ำเสมอที่รดรินผ่านเนื้อผ้าทำให้หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมาตลอดของสถาปนิกหนุ่มเกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง
มือหนาค่อยๆ ยกขึ้นอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของเธอ เขากำลังจะขยับตัวให้เธอนอนสบายขึ้น แต่จู่ๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักที่เชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ส่วนกลางก็กะพริบวาบขึ้นมา พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบ
*ติ๊ง!*
**[ระบบตรวจพบการเข้าถึงไฟล์ลับโครงการ 'โปรเจกต์ X' จากหมายเลขไอพีที่ไม่รู้จัก]**
**[คำเตือนระดับ SSS: ข้อมูลการออกแบบทั้งหมดกำลังถูกดาวน์โหลดไปยังภายนอกโดยบุคคลที่สามในบริษัทนี้]**
รินรดาลืมตาโพรงขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนนั้น ส่วนคีรินหันขวับไปจ้องหน้าจอด้วยแววตาวาวโรจน์ ก่อนที่ไฟในสตูดิโอทั้งหมดจะดับวูบลงพร้อมกัน ทิ้งให้พวกเขาทั้งคู่จมอยู่ภายใต้ความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องสว่าง และเสียงฝีเท้าปริมาณหลายคู่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ประตูสตูดิโอทีละน้อย...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดากับคีรินมาจนถึงตอนนี้นะคะ
เซนเซอร์หัวใจให้นายสถาปนิกไร้รอยยิ้ม•ตอนที่ 8
ใต้แสงไฟในสตูดิโอ
ผลงานโดย ลูกกวาดสีรุ้ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลูกกวาดสีรุ้ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์หัวใจให้นายสถาปนิกไร้รอยยิ้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!