"วางปืนลงเถอะค่ะคาสเซียน... ความแค้นที่กัดกินหัวใจคุณมาตลอดสามสิบปี มันไม่ได้มีรสชาติหอมหวานไปกว่ายาพิษหรอกนะคะ"
เอเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงภายในคฤหาสน์ตระกูลวอน เดอ บรูค ที่เหลือเพียงซากปรักหักพังแห่งอดีต แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องผ่านรอยแตกของหลังคาอาคารเก่าแก่ ตกกระทบลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่บิดเบี้ยวด้วยความขัดแย้งของชายหนุ่มผู้กุมชะตาชีวิตของเธอไว้ในมือ
คาสเซียน แวน ฮอร์น ไม่ได้ขยับกาย กระบอกปืนในมือสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาสีรัตติกาลที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว บัดนี้กลับสั่นไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ เขาแค่นยิ้มออกมา—ยิ้มที่ดูน่าเวทนาที่สุดเท่าที่เอเลน่าเคยเห็นมา
"เธอกำลังพูดในสิ่งที่เธอไม่รู้ เอเลน่า" เขาเค้นเสียงต่ำ "เลือดของคนตระกูลวอน เดอ บรูค มันคาว... คาวจนฉันลืมไม่ลงว่าพ่อของเธอทำอะไรไว้กับครอบครัวฉัน"
"แต่คุณก็รู้ดีกว่าใครว่าฉันไม่ใช่คนลงมือ" เธอเดินก้าวสั้นๆ เข้าหาเขาอย่างมั่นคง แม้หัวใจจะกรีดร้องด้วยความหวาดหวั่น "ความทรงจำที่หายไปของฉัน... มันไม่ได้หายไปเพราะอุบัติเหตุ แต่เพราะฉันไม่อยากยอมรับว่าชายที่ฉันรักมากที่สุดในวัยเด็ก คือคนที่ทำลายทุกอย่างของฉันลงกับมือ... เพื่อแก้แค้นในสิ่งที่พ่อของฉันไม่ได้เป็นคนก่อ"
คาสเซียนชะงัก ลมหายใจของเขาขาดห้วง เสียงโลหะหนักๆ ร่วงหล่นลงพื้นหินดังเคร้ง สะท้อนก้องไปทั่วโถงกว้าง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ความหยิ่งยโสในฐานะขุนนางผู้สูงศักดิ์มลายหายไป เหลือเพียงชายหนุ่มผู้เปลี่ยวเหงาที่แบกโลกทั้งใบไว้ด้วยความแค้นที่ไม่มีอยู่จริง
เอเลน่าทิ้งตัวลงนั่งเบื้องหน้าเขา เอื้อมมือที่สั่นเทาไปสัมผัสแก้มสากช้าๆ อุ่นไอจากปลายนิ้วดูเหมือนจะทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของเขาทลายลง คาสเซียนหลับตาแน่น ปล่อยให้หยาดน้ำตาแห่งการไถ่บาปไหลรินลงมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
"ถ้าฉันหยุดตอนนี้... ฉันจะเหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวอีกล่ะ" เขาถาม เสียงสั่นพร่า
"เหลือฉันไงคะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่กดดัน แต่เป็นความเงียบแห่งการปลดปล่อย แสงจันทร์อาบไล้ไปทั่วบริเวณ สรรพสิ่งรอบกายดูเหมือนจะหยุดนิ่งเพื่อเป็นพยานให้กับวินาทีที่บาดแผลในอดีตถูกเยียวยาด้วยความรักที่บริสุทธิ์ เอเลน่าโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนลมหายใจของทั้งคู่ประสานกัน
กลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุหลาบสีดำในสวนที่บานสะพรั่งท่ามกลางความมืดมิดโชยมาตามลม ราวกับจะบอกว่าความรักที่เกิดจากความมืดมิดนั้นงดงามเพียงใด คาสเซียนลืมตาขึ้นมองดวงตาของหญิงสาวที่เขาทั้งเกลียดชังและหลงใหลมาตลอดชีวิต ความเกลียดชังที่เคยมีมลายกลายเป็นไอหมอก เขาประคองใบหน้าของเธอไว้ด้วยความทะนุถนอม ราวกับเธอกลายเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เขามีค่าคู่ควรจะครอบครอง
"ผมเคยคิดว่าความมืดคือบ้านของผม" เขากระซิบชิดริมฝีปากเธอ "แต่ตอนนี้... แสงสว่างของคุณมันทำให้ผมมองเห็นทางกลับบ้านแล้ว"
ริมฝีปากของเขาประทับลงบนเรียวปากของเธออย่างแผ่วเบา เป็นจูบที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา ความสำนึกผิด และการเริ่มต้นใหม่ มันไม่ใช่จูบที่ร้อนแรงดั่งไฟ แต่เป็นจูบที่อบอุ่นและลึกซึ้งดั่งสายน้ำที่ชะล้างทุกรอยร้าวในใจให้กลับมาประสานกันอีกครั้ง ในยามสายัณห์ที่แสงสุดท้ายของความขัดแย้งลับขอบฟ้าไป... จูบแรกท่ามกลางซากปรักหักพังกลับกลายเป็นปฐมบทของความรักที่ไม่มีวันร่วงโรย
ท่ามกลางมวลหมู่ดาวที่เฝ้ามอง เอเลน่าและคาสเซียนต่างรู้ดีว่า ต่อจากนี้ไปไม่มีตระกูลที่ล่มสลาย หรือตระกูลที่มั่งคั่งอีกต่อไป มีเพียงชายและหญิงสองคนที่จะก้าวเดินไปในอนาคตด้วยกัน โดยมีเงาจันทร์คอยโอบกอดปกป้องพวกเขาไว้ตลอดกาล
ความลับถูกฝังกลบ ความรักถูกปลุกให้ตื่น... พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ได้บรรลุภารกิจของมันอย่างสมบูรณ์แล้วในคืนนี้
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมอกควันแห่งความลับมาจนถึงบทสุดท้ายด้วยกันกับจูบแรกยามสายัณห์นะคะ
พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 35
จูบแรกยามสายัณห์
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!