“อย่าให้คำโกหกของท่านต้องแปดเปื้อนเลือดบนมือข้าไปมากกว่านี้เลย คาสเซียน”
เสียงของเอเลน่าสั่นพร่า ทว่าแววตากลับแน่วแน่ราวกับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงหัวใจของชายตรงหน้า ห้องโถงกว้างใหญ่ในคฤหาสน์แวน ฮอร์น ยามนี้ดูเงียบเชียบจนน่าสะพรึงกลัว กลิ่นกุหลาบที่อบอวลในอากาศดูเหมือนจะข้นคลั่กไปด้วยกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ที่ลอยมาจากร่างไร้วิญญาณของ 'ท่านอาเอ็ดเวิร์ด' ซึ่งนอนนิ่งอยู่บนพรมเปอร์เซียผืนหนา
คาสเซียนไม่ได้หลบสายตา มือหนาที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทกำแน่นจนขึ้นข้อ เขายืนสงบนิ่งท่ามกลางความโกลาหลที่เพิ่งผ่านพ้นไป ราวกับรูปปั้นหินที่ไม่มีความรู้สึก แต่ภายใต้เสื้อสูทสั่งตัดตัวเนี้ยบนั้น อกของเขากลับกระเพื่อมไหวด้วยจังหวะที่ผิดปกติ
“เจ้ามองเห็นอะไรในดวงตาของคนตายหรือ เอเลน่า?” เขาเอ่ยถาม เสียงนั้นราบเรียบเย็นเยียบ แต่หากฟังให้ดี มันแฝงไปด้วยความร้าวรานที่พยายามกดทับไว้ “เจ้าเห็นความยุติธรรม หรือเห็นเพียงเงาสะท้อนของตัวเจ้าเองที่กำลังจะแตกสลาย?”
เอเลน่าก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว รองเท้าส้นสูงของเธอส่งเสียงกระทบพื้นหินดังก้องสะท้อนไปมา เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เสียใจ แต่เพราะน้ำตาของเธอได้เหือดแห้งไปตั้งแต่วินาทีที่ความลับของคืนโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อนถูกฉีกกระชากออกมาต่อหน้าต่อตา
“ฉันเห็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องจบชีวิตลงเพราะความมั่งคั่งที่ท่านบูชา” เธอแค่นยิ้มที่มุมปาก มือเรียวสั่นเทาขณะยื่นไปสัมผัสกับหยดเลือดที่เปื้อนอยู่บนปกเสื้อของตนเอง “ท่านหลอกฉันมาตลอด คาสเซียน ท่านไม่ใช่ผู้ช่วยชีวิต แต่เป็นผู้เขียนบทละครโศกนาฏกรรมนี้... และท่านคือคนที่คอยดูฉันเต้นระบำบนกองซากศพของครอบครัวตัวเองมาโดยตลอด”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ไหลรินจากแจกันกุหลาบที่แตกกระจายบนพื้น คาสเซียนก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ระยะห่างที่เคยเป็นดั่งเส้นขนานกลับบีบอัดจนเหลือเพียงช่องว่างเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขายังคงมีความอบอุ่นของไม้อบเชยและอำพัน แต่สำหรับเอเลน่าในเวลานี้ มันกลับเป็นกลิ่นของความตายที่เธอเกลียดชัง
“ข้าทำเพื่อปกป้องเจ้า” เขาพึมพำ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึง “เจ้าคิดว่าตระกูลวอน เดอ บรูค จะอยู่รอดมาได้ถึงวันนี้หากไม่มีตระกูลแวน ฮอร์น คอยกลบฝังรอยเท้าของพวกเจ้าไว้หรือ? เจ้ามองเห็นแค่เปลือกนอกของบาดแผล แต่ไม่เคยรู้เลยว่าข้าต้องแลกด้วยอะไรเพื่อให้เจ้ามีลมหายใจมาจนถึงวันนี้”
“นั่นไม่ใช่การปกป้อง... นั่นคือการกักขัง!” เอเลน่าตวาด สายตาของเธอพร่ามัวลงชั่วครู่เมื่อความทรงจำที่แตกกระเจิงในหัวเริ่มประกอบตัวขึ้นใหม่ ภาพคืนที่กุหลาบสีแดงฉานถูกย้อมด้วยเลือด ภาพเงาของชายผู้หนึ่งที่ยืนมองครอบครัวของเธอสิ้นใจโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วย... เงาที่เธอมักจะเห็นในฝันร้าย แต่วันนี้เธอกลับพบว่าเงาคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคาสเซียน
เธอทรุดตัวลงคุกเข่าข้างศพของท่านอาเอ็ดเวิร์ด มือที่สั่นเทาสัมผัสใบหน้าซูบตอบที่เย็นชืด หยดน้ำตาสุดท้ายที่กลั้นไว้มานานค่อยๆ ร่วงเผาะลงบนแก้มของร่างนั้น นี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่มันคือการสูญเสีย 'เอเลน่า' คนเก่าที่เคยเชื่อมั่นในความดีงามของมนุษย์ไปตลอดกาล
ความตายไม่ได้ทำให้เธออ่อนแอลง แต่มันกำลังเปลี่ยนให้หัวใจของเธอแข็งแกร่งดั่งหินผา เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ชีวิตของเธอไม่ได้เป็นของใคร และไม่ใช่หมากในกระดานของใครอีกต่อไป หากกุหลาบเหล่านี้อาบไว้ด้วยเงาจันทร์ที่มืดมิด เธอเองนั่นแหละที่จะเป็นคนจุดไฟเผามันให้วอดวาย
“ขอบคุณที่ทำให้ฉันตาสว่าง คาสเซียน” เอเลน่าลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสง่างามที่เคยถูกทำลายกลับคืนมาสู่แววตาของเธออีกครั้ง ทว่ามันเป็นความสง่างามที่เย็นเยียบและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม “ตั้งแต่นี้ไป... ระหว่างเราจะไม่มีคำว่าพันธะอีกต่อไป มีเพียงผู้ล่ากับเหยื่อเท่านั้น และท่านควรจำไว้ให้ดี ว่าคนที่ถูกไล่ล่าจนมุมที่สุด... มักจะเป็นคนที่อันตรายที่สุดเสมอ”
คาสเซียนมองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ มันไม่ใช่ความเกลียดชังที่ไร้เหตุผล แต่เป็นความเย็นชาที่ผ่านการคัดกรองจากความสูญเสียมาอย่างโชกโชน เขายกมือขึ้นหมายจะคว้าไหล่เธอไว้ แต่แล้วเขากลับหยุดชะงักเมื่อเห็นบางอย่างในมือของเธอ
เอเลน่าถือจดหมายปิดผนึกด้วยตราประจำตระกูลที่หายสาบสูญไปนานหลายสิบปี จดหมายที่คาสเซียนพยายามค้นหามาตลอดชีวิต... หลักฐานที่สามารถทำลายตระกูลแวน ฮอร์น ให้สิ้นซากได้ในค่ำคืนเดียว
“นั่นเจ้าเอามาจากไหน...” เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด
เอเลน่าคลี่ยิ้มจางๆ เป็นยิ้มที่ดูน่าขนลุกมากกว่าความงดงาม “ท่านอาไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่เก็บความลับไว้หรอกนะคาสเซียน ท่านคิดว่าท่านเป็นคนคุมเกมมาโดยตลอด แต่ท่านลืมไปอย่างหนึ่ง... บางครั้งกุหลาบที่สวยที่สุด ก็เป็นกุหลาบที่มีหนามแหลมคมซ่อนอยู่ใต้เงาจันทร์มากที่สุดเช่นกัน”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้คนจำนวนมากก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถง แสงไฟจากคบเพลิงส่องลอดเข้ามาผ่านช่องว่างใต้บานประตู ก่อนที่ประตูไม้บานยักษ์จะถูกพังเข้ามาโดยกลุ่มองครักษ์ในชุดเกราะสีเงิน... เครื่องแบบที่คาสเซียนจำได้ดีว่าเป็นของใคร
ชายร่างสูงในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาข้างหน้า เขามองไปที่ศพของเอ็ดเวิร์ด แล้วหันมาสบตากับเอเลน่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม “ดูเหมือนว่าภารกิจของเราจะเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คิดนะ เอเลน่า วอน เดอ บรูค... ท่านพ่อของท่านฝากให้ข้ามาจัดการสิ่งที่ค้างคาใจท่านเสียที”
คาสเซียนหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น... ชื่อที่เขาคิดว่าตายไปตั้งแต่วันที่คฤหาสน์หลังนี้ถูกเผาผลาญ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและแสงเงามากับเอเลน่าจนถึงบรรทัดนี้ พบกันใหม่ในตอนสุดท้ายที่ทุกอย่างจะถูกชำระสะสางนะคะ
จูบแรกยามสายัณห์
พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 31
หยดน้ำตาสุดท้าย
ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!