พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์•ตอนที่ 4

รั้วคฤหาสน์สีดำ

ผลงานโดย จูบแรกยามสายัณห์
“อย่าได้แตะต้องสิ่งที่เจ้าไม่รู้จัก เอเลน่า เพราะคฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อต้อนรับแขก... แต่มันถูกสร้างมาเพื่อกักขังวิญญาณ” เสียงทุ้มต่ำของคาสเซียน แวน ฮอร์น ดังแทรกความเงียบงันขึ้นทันทีที่บานประตูเหล็กดัดลายกุหลาบพันปีถูกผลักเปิดออกด้วยน้ำมือของคนรับใช้ เอเลน่าหยุดชะงัก รองเท้าส้นสูงของเธอจมลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเยียบที่สะท้อนเงาของโคมระย้าคริสตัลดั่งหยดเลือดที่ถูกแช่แข็ง บรรยากาศภายในโถงทางเดินกว้างขวางนั้นกดทับราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร กลิ่นไม้เก่าผสมกับความหอมจางๆ ของดอกกุหลาบที่เริ่มเน่าเปื่อยในแจกันทองเหลือง มันไม่ใช่กลิ่นของความหรูหรา แต่มันคือกลิ่นของ 'กาลเวลาที่ตายแล้ว' เอเลน่าไม่ได้หันกลับไปมองเจ้าของเสียง เธอเพียงแค่สูดลมหายใจลึก กลิ่นอายของสถานที่แห่งนี้กระตุ้นเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลายในหัวของเธอ—ภาพของรอยเลือดบนพรมสีครีม และเสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ในคืนที่ตระกูลวอน เดอ บรูค สูญสิ้นทุกอย่าง “ท่านเข้าใจผิดไปมากแล้ว ท่านแวน ฮอร์น” เอเลน่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาของเธอแข็งกร้าวเมื่อมองไปยังภาพวาดบรรพบุรุษตระกูลแวน ฮอร์นที่แขวนเรียงรายบนผนังสีเข้ม “ข้าไม่ได้มาที่นี่ในฐานะแขก... และสิ่งที่ท่านเรียกว่ากรงขัง สำหรับข้า มันคือพื้นที่ล่าที่ข้าจะทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของข้า” คาสเซียนก้าวเข้ามาประชิดหลังเธอ กลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงผสมกับกลิ่นไอเย็นของฤดูหนาวทำให้เอเลน่ารู้สึกเหมือนกำลังถูกงูพิษโอบล้อม เขาก้มลงกระซิบข้างใบหู แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้เธอมั่นคงอยู่ได้เพียงเพราะแรงทิฐิที่ค้ำจุนไว้ “ทวงคืน? เจ้าช่างกล้าหาญหรือโง่เขลากันแน่” เขาหยุดเว้นจังหวะ เล็บมือของเขาไล้ไปตามเส้นผมของเธออย่างเชื่องช้า “ในที่ที่ความตายยังไม่ยอมหลับใหล เจ้าคิดว่าตัวเองจะมีปัญญาจุดเทียนนำทางได้งั้นหรือ?” เอเลน่าหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่นิ้ว ดวงตาสีไพลินของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาหม่นที่ดูราวกับพายุทอร์นาโดของคาสเซียน “ข้าไม่ได้ต้องการเทียนนำทาง... ข้ามาที่นี่เพื่อจุดไฟเผามันให้วอดวายต่างหาก” เธอไม่ได้รอให้เขาตอบโต้ เอเลน่าก้าวผ่านเขาไปอย่างสง่างาม มุ่งหน้าสู่บันไดวนที่ทอดตัวขึ้นสู่ชั้นบน—หัวใจของคฤหาสน์ที่ข่าวลือบอกว่าไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปหลังจากเที่ยงคืน ทุกย่างก้าวบนบันไดไม้โอ๊คส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนเสียงร้องโหยหวนของใครบางคนใต้ฝ่าเท้า เอเลน่ากวาดสายตามองไปรอบๆ รูปปั้นกึ่งมนุษย์กึ่งปีศาจที่ประดับอยู่ตามราวบันไดนั้นดูเหมือนจะขยับสายตาตามการเคลื่อนไหวของเธอ ความเงียบที่นี่มันดังจนน่าหนวกหู เธอสัมผัสได้ถึง 'อะไรบางอย่าง' ที่เฝ้ามองจากมุมมืด เมื่อถึงโถงหน้าห้องสมุดใหญ่ เอเลน่าหยุดยืนหน้าบานประตูไม้แกะสลักลวดลายเถาวัลย์หนาม เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ผิดปกติ—พลังงานที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดเหมือนกับแหวนตราประจำตระกูลที่เธอสวมไว้ในกระเป๋าเสื้อ เธอผลักประตูเปิดออก และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ห้องหนังสือ แต่มันคือห้องแห่งความลับที่มีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง กระจกบานนั้นไม่ได้สะท้อนภาพห้องโถง แต่มันสะท้อน 'ภาพของเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน' ในกระจก... เอเลน่าเห็นตัวเองในวัยเด็กที่กำลังกอดตุ๊กตากระต่ายเปื้อนเลือด เธอเห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหลังครอบครัวของเธอ มือของเขากำลังถือมีดสั้นที่สะท้อนแสงจันทร์—มีดที่มีตราสัญลักษณ์เดียวกับที่สลักอยู่บนเตาผิงของคฤหาสน์แวน ฮอร์น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวตามเข้ามา เอเลน่าสะดุ้งตัวจนเกือบทำตุ๊กตาในภาพนิมิตหลุดมือ คาสเซียนยืนอยู่ตรงนั้นในเงามืด สีหน้าของเขาไม่ได้เรียบเฉยเหมือนเมื่อครู่ แต่มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนไว้ภายใต้ความโกรธ “เจ้าเห็นแล้วสินะ” คาสเซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาหยุดข้างกระจกบานนั้น แต่ภาพในกระจกกลับไม่สะท้อนเงาของเขา เอเลน่าถอยกรูดชนเข้ากับชั้นหนังสือ หนังสือเล่มหนึ่งร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นกลไกที่ซ่อนอยู่หลังผนัง เสียงกลไกเฟืองเหล็กหมุนวนดังสนั่นไปทั่วโถงทางเดิน ก่อนที่ผนังห้องสมุดจะเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นบันไดลับที่ทอดยาวลงสู่ชั้นใต้ดิน—สถานที่ที่ไม่มีในผังคฤหาสน์ คาสเซียนคว้าข้อมือเธอไว้แน่น มือของเขาเย็นจัดราวกับศพ “อย่าลงไป เอเลน่า... ถ้าเจ้าเห็นสิ่งที่อยู่ข้างล่างนั้น เจ้าจะไม่มีวันได้กลับขึ้นมาเป็นคนเดิมอีก” “ท่านกลัวอะไร คาสเซียน?” เอเลน่าจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชามากกว่าเขาเป็นร้อยเท่า “กลัวว่าความลับที่ท่านปกปิดไว้ภายใต้คฤหาสน์หลังนี้... จะกลายเป็นคำสารภาพที่ทำให้ท่านต้องตายตกตามครอบครัวของข้าไป?” ในวินาทีนั้นเอง กองหนังสือที่ร่วงหล่นลงมาก็เปิดกางออก เผยให้เห็นบันทึกหน้าสุดท้ายที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง ลายมือในนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นลายมือของพ่อเธอที่เขียนทิ้งไว้ก่อนลมหายใจสุดท้าย: *‘อย่าไว้ใจคนที่มีดวงตาสีเทา... เพราะเขานั่นแหละ คือกุญแจดอกสุดท้ายที่ปลดปล่อยความตาย’* เอเลน่าแสยะยิ้ม เธอไม่ได้สะบัดมือออกจากคาสเซียน แต่กลับบีบมือเขาแน่นขึ้นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “ถ้าเขาคือกุญแจ... ก็ถึงเวลาที่ข้าจะไขประตูลงสู่นรกด้วยตัวเอง” ทว่าก่อนที่เท้าของเธอจะก้าวลงสู่บันได ความมืดมิดในโถงทางเดินก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบที่คุ้นเคย... เสียงของมารดาที่ควรจะตายไปแล้วนานนับทศวรรษ ดังขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหลังแผ่นหลังของพวกเขา “คาสเซียน... ลูกรัก... พาเธอลงมาสิ... เรากำลังรอฉลองอาหารค่ำกันอยู่” คาสเซียนชะงักกึก สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวที่ดูเหมือนจะส่งผ่านความรู้สึกมาถึงเอเลน่า และทันใดนั้น แสงไฟในโถงทางเดินทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงล็อคประตูด้านหลังที่ดังขึ้นจากกลไกอัตโนมัติ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในกรงทองแห่งพันธะสัญญาไปพร้อมกับข้าพเจ้า... จูบแรกยามสายัณห์
สารจากนักเขียน (จูบแรกยามสายัณห์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกุหลาบอาบเงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%