"นายกำลังกลัวอะไร ตะวัน? กลัวว่าหมึกที่กำลังจะหยดลงไปบนกระดาษ มันจะลบภาพจำของคนอื่นที่นายเคยยึดถือเอาไว้ไม่ได้ หรือกลัวว่าตัวเองจะเขียนอะไรไม่ออกเลยกันแน่?"
เสียงแหบพร่าของลุงมาร์คดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในร้านกาแฟเล็กๆ ชานกรุงปารีส เขาไม่ได้มองมาที่ผม แต่นัยน์ตาสีฟ้าจางคู่นั้นกลับจ้องเขม็งไปที่ไดอารี่ปกหนังที่ผมวางไว้ตรงหน้า ราวกับมันเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานทุกเมื่อ
ผมกำปากกาลามี่ในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความรู้สึกมวนท้องที่ไม่ได้เกิดจากกาแฟแก้วเข้ม แต่มันคือความกระอักกระอ่วนใจเมื่อรู้ว่า 'หน้าสุดท้าย' ของเล่มที่แล้วเพิ่งถูกพลิกผ่านไป และเบื้องหน้าผมคือหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า... ขาวโพลน ราวกับผืนผ้าใบที่ไร้ซึ่งร่องรอยการแต้มสี
"ผมแค่รู้สึกว่า... ถ้าผมเริ่มเขียนตอนนี้ มันคงไม่ใช่บันทึกการเดินทางอีกต่อไปแล้วครับลุง" ผมตอบพลางสบตาเขา "มันเหมือนผมกำลังจะเขียนเรื่องของคนแปลกหน้าที่ชื่อตะวัน ลงไปในชีวิตที่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าได้เป็นเจ้าของมันจริงๆ หรือเปล่า"
ลุงมาร์คหัวเราะหึในลำคอ เขาวางไปป์ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ กลิ่นยาสูบจางๆ ผสมกับกลิ่นฝนที่เพิ่งขาดเม็ดไปข้างนอกร้านทำให้บรรยากาศดูหนักอึ้งขึ้นไปอีก เขาโน้มตัวมาข้างหน้า ความเงียบระหว่างเรายาวนานจนผมได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังเดินไปข้างหน้าอย่างใจเย็น
"จำตอนที่นายแบกเป้หนักๆ เดินขึ้นเทือกเขาแอลป์ได้ไหม?" ลุงมาร์คถามขึ้น "ตอนนั้นนายบ่นว่ารองเท้ากัด เท้ามีแผล แต่นายก็ยังเดิน... นายเดินไม่ใช่เพราะนายรู้จักเส้นทางดีพอ แต่เพราะนายรู้ว่าถ้าหยุดอยู่กับที่ รองเท้าคู่นั้นก็จะกัดนายจนเน่าตายอยู่ตรงนั้น"
เขายื่นมือมาแตะขอบสมุดไดอารี่ของผมเบาๆ "การเขียนก็เหมือนกันตะวัน นายไม่ต้องเขียนเพื่อใคร ไม่ต้องเขียนให้ใครมาตัดสินว่าชีวิตที่นายเลือกมันดีเลิศแค่ไหน สิ่งเดียวที่นายต้องทำคือเขียนให้ความขี้ขลาดในใจนายมันยอมแพ้ก็พอ"
ผมมองดูหน้ากระดาษว่างเปล่านั้นอีกครั้ง ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด สิ่งที่กักขังผมไว้ไม่ใช่ความกลัวที่จะเริ่ม แต่เป็นความกลัวที่จะ 'หยุด' หากผมลงมือเขียนสิ่งที่เป็นตัวตนจริงๆ ลงไป นั่นหมายความว่าผมจะไม่สามารถหันหลังกลับไปหาชีวิตที่ซ้ำซากจำเจในกรุงเทพฯ ได้อีกเลย
ผมจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ สัมผัสถึงแรงต้านของเนื้อกระดาษที่มีต่อหัวปากกา มันเป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคงอย่างประหลาด ผมไม่ได้เขียนถึงทิวทัศน์ที่สวยงาม ไม่ได้เขียนถึงชื่อเมืองหรือจำนวนกิโลเมตรที่เดินทางผ่าน แต่ผมเขียนถึง... 'อิสระ'
ผมเขียนถึงความเจ็บปวดที่ยอมรับได้ การค้นพบว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่มันอยู่ที่การกล้าจะยอมรับว่าเราอาจไม่มีจุดหมายที่ชัดเจนเลยด้วยซ้ำ ผมเขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดคิด ไม่มีการลบ ไม่มีคำแก้ตัว ความรู้สึกเหมือนถอดหน้ากากที่สวมมานานหลายปีออกไปทีละชิ้น มันโล่ง... โล่งจนแทบจะร้องไห้ออกมา
"เห็นไหม?" ลุงมาร์คพึมพำเมื่อเห็นผมเริ่มเขียนอย่างบ้าคลั่ง "เมื่อนายเลิกพยายามจะเป็นฮีโร่ในบันทึกของตัวเอง นายถึงจะเป็นมนุษย์จริงๆ ขึ้นมาได้"
ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาของลุงมาร์คในตอนนี้ดูอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่เคยพบมา เหมือนกับเขากำลังมองดูใครบางคนส่งไม้ต่อในงานวิ่งผลัดที่ยาวนานมาทั้งชีวิต ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะเป็นคนเร่ร่อน การเดินทางของลุงมาร์คไม่ใช่การหนีความจริง แต่เป็นการแสวงหาความจริงในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักเขา
ขณะที่ผมกำลังจะเขียนประโยคถัดไป เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนที่เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ข้างโต๊ะของเรา ผมรู้สึกถึงรังสีบางอย่างที่คุ้นเคยอย่างประหลาด... รังสีที่ทำให้ลมหายใจผมสะดุดไปชั่วขณะ
ผมเงยหน้าขึ้นช้าๆ ตามสัญชาตญาณ และทันทีที่สายตาประสานกับชายในชุดโค้ทสีเทาที่ยืนก้มหน้ามองผมอยู่ ปากกาในมือผมก็ร่วงหล่นลงบนพื้นเสียงดังสนั่น หัวใจของผมเหมือนถูกกระชากลงไปอยู่ในตาตุ่ม
ชายคนนั้นขยับรอยยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ผมไม่ได้เห็นมานานหลายปี รอยยิ้มของ 'คน' ที่ผมพยายามหนีมาตลอดการเดินทางครั้งนี้
"เขียนไปได้ไกลดีนี่ ตะวัน..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนทั้งร้านหันมามอง "แต่ดูเหมือนว่านายลืมเขียนไปเรื่องหนึ่งนะ ว่าทำไมนายถึงเป็นคนที่ 'ไม่มีสิทธิ์' จะมีไดอารี่เล่มนี้ตั้งแต่แรก"
มือของเขาเอื้อมมาหยิบสมุดบันทึกที่ผมเพิ่งเขียนไปได้เพียงไม่กี่หน้า และก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว เขาก็ฉีกหน้ากระดาษแผ่นนั้นทิ้งต่อหน้าต่อตาผม!
ผมลุกพรวดขึ้นจนเก้าอี้ล้มระเนระนาด ลุงมาร์คขยับตัวแต่ไม่ได้เข้ามาห้าม ราวกับว่าเขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง ชายคนนั้นโยนเศษกระดาษที่ฉีกขาดลงบนโต๊ะก่อนจะกระซิบข้างหูผม
"ตอนหน้า... นายจะได้รู้ความจริงที่ทำให้ไดอารี่ทุกเล่มที่นายเคยเขียนมา กลายเป็นแค่เรื่องโกหกทั้งหมด"
ผมยืนตัวแข็งทื่อ มองตามหลังเขาที่เดินออกจากร้านไป ทิ้งให้ผมยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางเศษกระดาษที่ปลิวว่อนราวกับใบไม้ร่วงในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
ความลับที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ฝีเท้าตลอดทางที่ผ่านมา กำลังจะถูกเปิดเผยในวินาทีที่ผมคิดว่าผมเป็นอิสระแล้วจริงๆ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเปิดอ่านหน้ากระดาษแห่งความทรงจำนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ - แบกเป้ท่องโลก
บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 23
บันทึกหน้าที่ยังว่างเปล่า
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!