บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 19

เมื่อทางตันอยู่ที่ปลายยอดเขา

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้ามึงจะยอมแพ้ตั้งแต่วินาทีที่เห็นยอดเขามันสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้าแบบนี้... มึงก็ไม่ควรจะแบกเป้ใบนี้ออกมาตั้งแต่แรกตั้งแต่วันที่ออกจากบ้านแล้วล่ะ ตะวัน" เสียงของตะวันแหบพร่า ขณะที่เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโขดหินที่เย็นเฉียบ มือที่สั่นเทาพยายามกำเชือกเส้นหนาเอาไว้แน่น รองเท้าเดินป่าเปื้อนโคลนของเขาขัดกับความราบเรียบของหินกรวดเบื้องล่าง ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะที่ขัดข้องคล้ายเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับ ความกดอากาศบนความสูงระดับสี่พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลกำลังเล่นงานเขาอย่างหนักหน่วง ไม่ใช่แค่ที่ปอด แต่คือที่หัวใจ ตะวันไม่ตอบโต้ เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองคู่สนทนา แววตาของเขาจับจ้องไปที่เส้นทางเบื้องหน้า—ทางแคบๆ ที่ทอดตัวหายเข้าไปในกลุ่มหมอกหนาจัดราวกับกำแพงสีขาวที่ปิดตายเส้นทางสู่ยอดเขา ทุกอย่างที่เขาพยายามมาตลอดสิบแปดบทตอน เหมือนถูกขยี้ทิ้งในวินาทีที่เขารู้ตัวว่า 'แรงใจ' มันเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น "ผมไม่ได้จะถอดใจครับลุงมาร์ค" ตะวันเค้นเสียงตอบ โดยไม่ละสายตาจากหมอก "แต่ผมแค่รู้สึกว่า... ถ้าผมก้าวต่อไป แล้วผมไม่เจออะไรเลยล่ะ? ถ้าความฝันที่ผมไล่ตามมาตลอดชีวิต มันก็เป็นแค่หมอกพวกนี้ล่ะ? ลวงตา หนาทึบ และไร้จุดหมาย" ลุงมาร์ค วางเป้ใบเก่าที่ดูผ่านสมรภูมิการเดินทางมาโชกโชนลงข้างๆ ชายชราขยับแว่นสายตาที่ขึ้นฝ้าเล็กน้อย ก่อนจะควักยาสูบกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นมาจุด มันเป็นกลิ่นที่ตะวันคุ้นเคยดีตลอดการเดินทางร่วมกัน กลิ่นที่มักจะมาพร้อมกับบทเรียนที่เขาไม่เคยอยากได้ยิน แต่ดันเป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องฟังที่สุด "ตะวัน... นายรู้ไหมทำไมฉันถึงเลือกเดินป่ามากกว่าการไปนั่งพักผ่อนในรีสอร์ตหรูๆ ในปารีส?" ลุงมาร์คถาม พลางพ่นควันจางๆ ออกไปสู่เวิ้งอากาศ "เพราะการปีนเขา มันไม่เคยหลอกใคร มันไม่มีทางลัด มันไม่มีความเห็นอกเห็นใจให้กับความขี้เกียจของมนุษย์ แต่มันมีความ 'จริงใจ' ที่สุดอย่างหนึ่งซ่อนอยู่" ตะวันเงยหน้ามองชายชรา ฝ่ามือที่เย็นเฉียบเริ่มมีความอุ่นจากไอความร้อนของแก้วกาแฟโลหะที่ลุงมาร์คยื่นให้ "ความจริงใจอะไรครับ? การที่มันจะฆ่าผมด้วยความเหนื่อยล้านี่เหรอ?" "ความจริงใจที่ว่า... เส้นทางที่ยากที่สุด มักจะเป็นทางเดียวที่พาเราไปเจอ 'ตัวตนที่แท้จริง' ของเราเอง" ลุงมาร์คขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของตะวัน "นายบอกว่านายกลัวการเดินไปถึงแล้วไม่เจออะไรใช่ไหม? ฟังนะไอ้หนุ่ม... นายไม่ได้มาที่นี่เพื่อพิสูจน์ว่ายอดเขามีอะไร นายมาที่นี่เพื่อพิสูจน์ว่า 'ตะวัน' คนที่เคยเป็นแค่ลูกจ้างประจำที่กลัวการสูญเสียความมั่นคง จะกล้าทิ้งความกลัวไว้เบื้องหลังแล้วก้าวข้ามความหนาวเหน็บนี้ไปได้ไกลแค่ไหน" คำพูดของลุงมาร์คเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ ตะวันนิ่งอึ้ง เขาหวนนึกถึงภาพตัวเองในอดีต คนที่ยอมพับเก็บความฝันเพราะกลัวความไม่แน่นอน คนที่ยอมทำตามใจผู้อื่นจนลืมว่าใจตัวเองต้องการอะไร แสงอาทิตย์ยามบ่ายที่ลอดผ่านหมอกหนาเข้ามาเพียงเสี้ยวหนึ่งกระทบกับใบหน้าของเขา มันไม่ใช่แสงที่เจิดจ้า แต่เป็นแสงที่เพียงพอจะให้เขาเห็น 'รอยเท้า' ของตัวเองที่ฝากไว้บนเส้นทางที่ผ่านมา เขาไม่ได้เดินมาคนเดียว... เขาเดินมาพร้อมกับความกล้าที่ค่อยๆ สะสมขึ้นทีละก้าว "ผมกลัวครับลุง" ตะวันยอมรับออกมาตรงๆ ครั้งแรก "ผมกลัวว่าถ้าขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว ความฝันของผมมันจะจบลงแค่นั้น... แล้วผมจะเหลืออะไรอีกล่ะทีนี้?" ลุงมาร์คหัวเราะหึๆ ในลำคอ ชายชราตบไหล่ตะวันเบาๆ "นั่นแหละคือเสน่ห์ของมันล่ะตะวัน เมื่อนายไปถึงยอดเขา นายจะพบว่าจริงๆ แล้วจุดหมายปลายทางมันไม่มีอยู่จริง ทุกยอดเขามีทางแยกใหม่รออยู่เสมอ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การพิชิตยอดเขา แต่มันคือการที่นายได้เรียนรู้วิธีการยืนหยัดในวันที่อากาศติดลบแบบนี้ต่างหาก" ตะวันสูดหายใจลึก กลิ่นไอเย็นของภูเขาปะทะเข้ากับปอด มันไม่ได้หนาวเหน็บเหมือนครั้งแรก แต่มันให้ความรู้สึกสดชื่น ราวกับอากาศนี้กำลังชำระล้างความลังเลในใจเขาออกไปจนหมดสิ้น เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่กางเกงอย่างมั่นคง ก่อนจะหันไปสบตาชายชราที่เขาเคารพเสมือนอาจารย์ชีวิต "ขอบคุณครับลุง ถ้าผมไม่รอดกลับลงไป... ฝากบอกคนทางบ้านด้วยว่าผมไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเดินทางครั้งนี้" "แกต้องรอดลงไปบอกเขาเองสิเจ้าหนุ่ม เพราะถ้าแกตายบนนี้ ฉันก็ไม่มีเพื่อนร่วมทางเดินลงไปหาไวน์ชั้นดีดื่มที่หมู่บ้านข้างล่างน่ะสิ" ลุงมาร์คยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายด้วยความสนุกสนาน ทั้งสองออกเดินทางต่อ หมอกเริ่มเบาบางลงเผยให้เห็นความลาดชันที่ดูเหมือนจะไร้ที่สิ้นสุด แต่ในตอนนี้ แววตาของตะวันกลับไม่ได้มองว่ามันเป็น 'ทางตัน' อีกต่อไป แต่มันคือสนามเด็กเล่นแห่งใหม่ที่รอให้เขาท้าทาย เขาเลือกที่จะก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นทีละก้าว จนกระทั่งทั้งคู่มาถึงแนวหินสุดท้ายก่อนถึงยอดเขาที่เป็นจุดสูงสุดของเส้นทางนี้ ทว่า ในวินาทีที่ตะวันเอื้อมมือไปคว้าโขดหินก้อนใหญ่เพื่อดึงตัวขึ้นไปให้พ้นขอบผานั้น เขาก็ชะงักกึก เมื่อสายตาของเขาปะทะเข้ากับบางอย่างที่วางอยู่บนยอดนั้น... มันคือ 'สมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาล' เล่มหนึ่ง... ซึ่งดูเก่าคร่ำคร่าจนเกือบจะเป็นสีดำ สภาพของมันบ่งบอกว่าตากแดดตากฝนมานานหลายปี แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของตะวันเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมาจากอก คือตราสัญลักษณ์ที่ปั๊มนูนอยู่บนปกสมุดเล่มนั้น มันเป็นสัญลักษณ์เดียวกับที่เขามีอยู่ในกระเป๋าเป้ของตัวเอง... สัญลักษณ์ที่ 'พ่อ' ของเขาเคยทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายสาบสูญไปจากการเดินทางเมื่อยี่สิบปีก่อน มือของตะวันสั่นสะท้าน เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง นี่ไม่ใช่แค่จุดหมายของการเดินทาง แต่มันคือคำตอบที่เขาตามหามาตลอดทั้งชีวิต แต่ทำไมมันถึงมาวางอยู่ตรงนี้... ในจุดที่แทบไม่มีใครเคยขึ้นมาถึง? และที่สำคัญกว่านั้น... รอยนิ้วมือบนสมุดเล่มนี้ ดูเหมือนเพิ่งจะถูกวางทิ้งไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง! ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดที่สูงที่สุดของความรู้สึกนี้ด้วยกันนะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%