“ถ้าคุณคิดว่าตัวหนังสือลอยคว้างไร้ทิศทางแบบนี้มันคือ ‘ความกล้าหาญเชิงศิลป์’ ผมแนะนำให้เอาเวลาไปลงเรียนหลักสูตรพื้นฐานการจัดหน้ากระดาษใหม่ตั้งแต่ประถมดีกว่าครับ รินรดา”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเยียบเย็นและดูแคลนอย่างไม่คิดจะปิดบังดังขึ้น ทำเอาบรรยากาศในห้องประชุมใหญ่ของเอเจนซี่โฆษณาชื่อดังถึงกับนิ่งสนิท อากาศรอบตัวราวกับลดลงฮวบฮวบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
รินรดาตวัดสายตาขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยกรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมช่วยขับให้ดวงตาคมกริบนั้นดูดุดันและน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าตัว ธันวา... อาร์ตไดเรกเตอร์หนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบระดับโรคจิต ปากร้ายชนิดที่ต่อให้เป็นเด็กฝึกงานหน้าตาจิ้มลิ้มแค่ไหนก็ร้องไห้คาโต๊ะมานักต่อนักแล้ว และวันนี้ เธomanagers ของานชิ้นแรกในฐานะกราฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์คนใหม่ ก็โดนเขาสาดน้ำลายใส่หน้าตั้งแต่ประโยคแรก
หญิงสาวไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตา เธอแค่นยิ้มที่มุมปากอย่างไม่ยอมแพ้ มือเรียวบางเลื่อนแท็บเล็ตบนโต๊ะกลับมาทางฝั่งตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ อย่างท้าทาย
“ถ้าคุณธันวาใช้แค่หางตาข้างซ้ายมองงานของฉัน แล้วเอาสมองส่วนอคติมาตัดสิน ฉันก็คงต้องบอกว่า... น่าเสียดายงบประมาณบริษัทนะคะ ที่จ้างคนวิสัยทัศน์คับแคบมานั่งตำแหน่งนี้”
สิ้นเสียงของเธอ เสียงสูดลมหายใจเข้าพร้อมกันของทีมงานคนอื่นๆ ที่นั่งร่วมประชุมก็ดังขึ้นเบาๆ ไม่มีใครเคยกล้าต่อปากต่อคำกับธันวาแบบตาต่อตาฟันฟันแบบนี้มาก่อน รินรดากำลังเล่นกับไฟ และทุกคนรู้ดีว่าไฟดวงนี้พร้อมจะเผาทุกอย่างให้เป็นจุล
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ สีหน้าของเขาไม่ได้โกรธเกรี้ยว แต่มันน่ากลัวกว่านั้น—มันคือความนิ่งสนิทของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อผู้โง่เขลา
“ปากเก่งดีนี่ครับ” ธันวาประสานมือเข้าหากันบนโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าน้อยๆ ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล “แต่ความมั่นใจกลวงๆ แบบนี้ มันไม่ช่วยให้งานบรีฟชิ้นนี้รอดหรอกนะ คุณบอกว่าฟอนต์ที่ผมเลือกมันเชย งั้นช่วยกรุณาอธิบายเหตุผลทางศิลปะที่มัน ‘ลึกซึ้ง’ เกินกว่าสมองระดับผมจะเข้าใจหน่อยสิครับ”
ดวงตากลมโตของรินรดาวาวโรจน์ด้วยความโมโห เธียรเกลียดที่สุดคือพวกอีโก้สูงฟ้าแต่ไม่ยอมรับฟังความคิดคนอื่น ยิ่งอีกฝ่ายทำตัวเหนือกว่า เธอก็ยิ่งอยากจะกระชากหน้ากากความมั่นใจนั่นลงมาเหยียบเล่นให้สะใจ
“ฉันไม่อธิบายกับคนที่มีกำแพงอคติหนาเตอะหรอกค่ะ เสียเวลาเปล่า” รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือน “แต่ถ้าคุณธันวาอยากเห็นของจริง ฉันจะแก้เลย์เอาต์ใหม่ให้ดูตอนนี้เลย แล้วเรามาดูกันว่า ‘ความกล้าหาญเชิงศิลป์’ ของฉัน กับ ‘ความโบราณเต่าล้านปี’ ของคุณ อันไหนมันจะขายได้จริงในตลาด”
“กล้าดีนี่” ธันวาหรี่ตามองเธออย่างพิจารณา แววตาคมกริบฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก “งั้นเอาเลยครับ เชิญโชว์ฝีมือให้ผมดูสิ ถ้างานที่คุณแก้ ออกมาแล้วมันยังห่วยแตกเหมือนเดิม เตรียมตัวเก็บของออกจากโปรเจกต์นี้ได้เลย”
“ดีลค่ะ!”
รินรดารับคำท้าอย่างไม่ลังเล เธอคว้าแท็บเล็ตและสไตลัสมากดหน้าจอด้วยความเร็วสูง สมาธิทั้งหมดถูกดึงมารวมกันที่หน้าจอแสดงผล ความกดดันรอบตัวไม่ได้ทำให้เธอลนลาน กลับกัน มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ปลุกสัญชาตญาณความนักสู้ในตัวเธอให้ลุกโชนขึ้น
ตลอดสองชั่วโมงเต็มในห้องประชุม ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง แม้กระทั่งเลขาฯ หน้าห้องยังไม่กล้าเคาะประตู ทุกสายตาจับจ้องไปที่คนทั้งคู่ ธันวาไม่ได้ลุกไปไหน เขานั่งไขว่ห้างกอดอกมองการทำงานของหญิงสาวด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ถ้าสังเกตให้ดี นัยน์ตาคู่นั้นกลับกวาดตามองทุกรายละเอียดที่ปลายปากกาของเธอลากผ่านหน้าจออย่างเงียบเชียบ—โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่า ทุกการเคลื่อนไหวของเธอถูกบันทึกไว้ในสายตาของเขาหมดแล้ว
รินรดาลอบผ่อนลมหายใจยาวเมื่อกดเซฟไฟล์สุดท้าย เธอปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ข้างขมับเล็กน้อยก่อนจะหมุนหน้าจอแท็บเล็ตกลับไปหาเขา
“เสร็จแล้วค่ะ... เชิญท่านอาร์ตไดเรกเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่ตรวจทานผลงานได้เลย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อย
ธันวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขายื่นมือมารับแท็บเล็ตไปพลิกดูช้าๆ นิ้วเรียวยาวเลื่อนตรวจองค์ประกอบ สีสัน และช่องไฟอย่างละเอียด สายตาที่เคยมองด้วยความเหยียดหยามเมื่อครู่ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย ความเงียบโรยตัวปกคลุมจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน
รินรดาลอบกลืนน้ำลายลงคอ แม้ภายนอกจะดูมั่นใจ แต่เอาเข้าจริงเธอก็แอบลุ้นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ ชายหนุ่มถอดแว่นสายตาออกช้าๆ ใช้ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าของเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รอยยิ้มมุมปากที่ดูคาดเดาไม่ได้ปรากฏขึ้น
“ก็... ไม่เลวครับ” เขากล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อย่างน้อยคุณก็ยังพอมีสมองไว้คิดงาน ไม่ได้เอาไว้แค่เถียงผมไปวันๆ”
“คำชมของคุณธันวานี่มันรื่นหูซะเหลือเกินนะคะ” รินรดาแขวะกลับทันที “ถ้าไม่มีอะไรจะติแล้ว งั้นฉันขอตัวไปเคลียร์งานต่อล่ะค่ะ เสียเวลามามากพอแล้ว”
พูดจบรินรดาก็เอื้อมมือไปคว้าแท็บเล็ตบนโต๊ะ แต่จังหวะนั้นเอง ปลายมือของเธอกลับปัดโดนแก้วกาแฟที่วางหมิ่นเหม่จนมันเอียงล้มลง!
“ระวัง!”
ธันวาพุ่งตัวคว้าข้อมือเธอไว้ด้วยความไวแสง ดึงร่างบางเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณ ในเสี้ยววินาทีนั้น แก้วกาแฟหกกระจายลงบนโต๊ะประชุม แต่ไม่มีใครสนใจมันอีกแล้ว เพราะตอนนี้ รินรดากำลังเซถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของธันวา แผ่นหลังแนบชิดกับอกแกร่ง ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันแค่คืบเดียว
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟเข้มๆ ลอยเข้าจมูก รินรดาชะงักค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเงียบสบเข้ากับดวงตาคมคู่สีเข้มที่มองลงมาพอดี ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้จนสัมผัสได้ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวราวกับกลองเพล
ธันวาเองก็ชะงักไปเช่นกัน เขาลืมปล่อยมือจากข้อมือเธอ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นวับไหวด้วยประกายบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุม ไอร้อนจากกายสาวที่แนบชิดทำให้อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เยือกเย็นถึงกับลืมวิธีพูดไปชั่วขณะ
บรรยากาศในห้องที่เคยตึงเครียด บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าประหลาด—กระแสความรู้สึกที่ทั้งอันตรายและปฏิเสธไม่ได้
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นผิดจังหวะจนแทบจะหลุดออกมานอกอกนั้นเอง ประตูห้องประชุมก็ถูกกระชากเปิดผางเสียงดังลั่น พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“พี่ธันวา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ คู่แข่งของเรา...”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความป่วนประสาทนี้นะครับ
เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์เนอร์สุดแสบ•ตอนที่ 1
ไฟนอลแรกที่ป่วนประสาท
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยกราฟิกดีไซน์เนอร์สุดแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!