เนบิวลาแห่งพันธสัญญา: รหัสลับดวงดาวที่สาบสูญ•ตอนที่ 5

โลกใบใหม่ที่ไร้ชื่อ

ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
แรงกดดันระดับแปดจุดเจ็ดจีบดขยี้โครงสร้างกระดูกของอลิสให้จมลงกับเบาะนิรภัย โลหะผสมไทเทเนียมของแคプซูลลงจอด *โอดิสเซียส-4* ส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับมันกำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ เปลวเพลิงสีฟ้าจากการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศหนาแน่นภายนอกแผดเผาหน้าต่างกระจกควอตซ์จนมองเห็นเป็นเพียงม่านสีส้มเข้มที่บิดเบี้ยว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่กัปตันวัยสามสิบห้าปีสนใจ ดวงตาสีเทาเข้มของเธอจดจ้องอยู่เพียงหน้าจอแสดงผลตรงหน้า—ค่าความหนาแน่นของออกซิเจนพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ สัญญาณชีวภาพนับล้านกำลังเต้นระรัวอยู่เบื้องล่าง ห่างออกไปไม่ถึงสามพันเมตร "ระบบกันสะเทือนสำรองทำงานล้มเหลวแปดเปอร์เซ็นต์ครับกัปตัน ถ้าเรายังดึงคันโยกเบรกแม่เหล็กไฟฟ้าช้ากว่านี้อีกสามวินาที แรงกระแทกตอนแตะพื้นจะเปลี่ยนพวกเราให้กลายเป็นแยมกระป๋องในชุดอวกาศ" เสียงของดร.ไคโรสราบเรียบจนเกือบจะเย็นชา นิ้วเรียวยาวของนักชีวดาราศาสตร์รัวลงบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมด้วยความเร็วที่แม่นยำ ไคโรสไม่เคยแสดงอาการตื่นตระหนกให้เห็น—และนั่นคือสิ่งที่ทำให้อลิสระแวงมาโดยตลอด ตั้งแต่ออกจากสถานีฐานเซนทอรี ไคโรสดูเหมือนจะมีเป้าหมายอื่นซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นตากรองแสงสีฟ้าคู่นั้น มากกว่าแค่การเก็บตัวอย่างพืชพรรณต่างดาว "ปล่อยให้มันกระแทก ถ้านั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราเหยียบลงบนพื้นผิวนั้นได้เร็วขึ้น" อลิสกัดฟันกรวด ฝ่ามือที่สวมถุงมือไนลอนกำคันบังคับแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ภาพหลอนของ *อีคารัส-1* ยานสำรวจลำแรกที่เธอเคยพากลับมาไม่ถึงบ้าน แวบเข้ามาในหัวพร้อมกับเสียงกรีดร้องของลูกเรือผู้ล่วงลับ—*ความผิดพลาดครั้งนั้นจะไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง* ตูーム! แรงกระแทกมหาศาลผลักร่างทั้งร่างให้กระเด็นไปข้างหน้า เสียงโลหะบดขยี้กับพื้นผิวด้านล่างดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยความเงียบงันที่เข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงพัดลมระบายความร้อนของแผงวงจรที่ทำงานหนักหน่วงและเสียงหอบหายใจระรัวของคนทั้งคู่ ควันสีขาวพวยพุ่งออกจากระบบปรับอากาศฉุกเฉิน อลิสสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง ปลดเข็มขัดนิรภัยออกอย่างรวดเร็ว เธอเอื้อมมือไปคว้าปืนไรเฟิลพลังงานพลาสม่าจากช่องเก็บของข้างเบาะ ตรวจเช็กกระสุนในรังเพลิงด้วยความคุ้นเคยก่อนจะหันไปมองคู่หู "ไคโรส สภาพอากาศข้างนอก?" ไคโรสเคาะปลายนิ้วลงบนคอนโซลที่ยังคงติดๆ ดับๆ "น่าสนใจมาก... บรรยากาศภายนอกประกอบด้วยไนโตรเจนและออกซิเจนในสัดส่วนที่มนุษย์สามารถหายใจได้โดยไม่ต้องใช้ถัง O2 แต่อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ และที่สำคัญที่สุด..." นักชีวดาราศาสตร์เว้นจังหวะ ถอดแว่นตาออกมาช้าๆ แล้วใช้ชายเสื้อคลุมเช็ดเลนส์ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในพื้นที่นี้กำลังรบกวนสัญญาณสื่อสารทั้งหมดของเราติดต่อกลับไปยังหายนะ—เอ๊ย ยانแม่" อลิสจับพิรุธในน้ำเสียงนั้นได้ทันที ดวงตาคมกริบหรี่ลง "นายเกือบหลุดคำว่า 'หายนะ' ออกมานะ ไคโรส" "ผมแค่หมายถึงยาน *แอสโตรลาบี* ที่จอดลอยเคว้งอยู่บนวงโคจรต่างหากกัปตัน อย่าคิดมากเลย" ไคโรสยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "ไปกันเถอะครับ ธรรมชาติอันบริสุทธิ์กำลังรอให้เราไปค้นพบ หรือ... ไปทำลายล้าง?" ประตูล็อคฉุกเฉินถูกเปิดออกด้วยระบบไฮดรอลิก กลิ่นแรกที่ทะลักเข้ามาในห้องโดยสารไม่ใช่กลิ่นอับของโลหะหรือกำมะถันอย่างที่เคยเจอในดาวเคราะห์ดวงอื่น แต่มันคือกลิ่นหอมหวานคล้ายดอกไม้ป่าผสมกับยางสนโบราณ—กลิ่นที่ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาจนน่าขนลุก อลิสเป็นคนแรกที่ก้าวเท้าลงเหยียบพื้นผิวของดาวเคราะห์ที่ไร้ชื่อดวงนี้ รองเท้าบูทคอมбатаคอมแพกต์จมลงไปในชั้นดินที่นุ่มหยุ่นราวกับกำมะหยี่สีดำสนิท ทันทีที่น้ำหนักของเธอลงไปกระทบ พื้นดินรอบๆ ก็เกิดปฏิกิริยาประหลาด เส้นใยเรืองแสงสีฟ้าครามผุดขึ้นมาจากใต้ดินราวกับเส้นเลือดฝอยของสิ่งมีชีวิต ขยายตัวเป็นวงกว้างและส่องสว่างวาบขึ้นทีละจุด ไล่เรียงกันไปจนถึงความมืดมิดของผืนป่าทึบเบื้องหน้า "พระเจ้า..." ไคโรสพึมพำ ก้าวตามลงมาพร้อมกับอุปกรณ์สแกนชีวะในมือ ดวงตาของนักวิทยาศาสตร์เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง "พวกมันไม่ใช่พืช... อลิส ดูโครงสร้างเซลล์นี่สิ มันมีการจัดเรียงตัวคล้ายกับระบบประสาทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่มันเชื่อมโยงกันเป็นผืนแผ่นเดียวทั้งดาวเคราะห์!" อลิสไม่ตอบ เธอยกปืนขึ้นเล็งไปที่เงาดำทึบของแนวป่าที่อยู่ห่างออกไปร้อยเมตร พืชพรรณรูปร่างแปลกตาคล้ายเฟิร์นยักษ์กำลังขยับใบเข้าหาพวกเธอช้าๆ ราวกับพวกมันกำลังสูดดมกลิ่นอายของผู้มาเยือน แสงเรืองแสงสีฟ้าและสีม่วงอ่อนระยิบระยับไปทั่วผืนป่าราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ถูกดึงลงมาวางไว้บนพื้นดิน ทุกอย่างดูเงียบสงบ งดงาม และชวนให้เคลิบเคลิ เคลิ้มจนน่ากลัว แต่สัญชาตญาณดิบของทหารผ่านศึกในตัวอลิสกำลังกรีดร้องเตือนภัย "ถอยหลังกลับไปที่แคปซูล ไคโรส เดี๋ยวนี้" เสียงของเธอนิ่งสนิทแต่เฉียบขาด "เดี๋ยวก่อนสิกัปตัน ตัวอย่างพวกนี้มีมูลค่ามหาศาล—" "ฉันบอกให้ถอย!" ก่อนที่ไคโรสจะได้โต้แย้ง เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ลอยล่องมากับสายลม เป็นเสียงที่ไม่ได้ยินด้วยหู แต่ดังก้องขึ้นโดยตรงภายในกะโหลกศีรษะ—เสียงที่ประกอบด้วยคลื่นความถี่ต่ำหลายร้อยคลื่นประสานกัน มันเป็นภาษาที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยได้ยิน แต่สมองของอลิสกลับแปลความหมายออกมาได้ทันทีด้วยกลไกป้องกันตัว *...ผู้บุกรุก... เจ้าพาความตาย... กลับมาอีกครั้ง...* พืชพรรณเรืองแสงรอบตัวหยุดชะงักการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ ก่อนที่แสงสีฟ้าทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกะทันหัน อุณหภูมิรอบตัวดิ่งฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว และในวินาทีที่อลิสเหนี่ยวไกเพื่อยิงเปิดทางถอย แสงไฟฉุกเฉินจากแคปซูลด้านหลังก็ดับวูบลง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาสูงโปร่งร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากม่านหมอกสีม่วง—ร่างนั้นไม่มีใบหน้า มีเพียงกลุ่มก้อนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่หมุนวนเป็นรูปทรงมนุษย์ และในมือของมัน... กำลังถือหมวกนิรภัยของลูกเรือ *อีคารัส-1* ที่ควรจะสูญหายไปในห้วงอวกาศเมื่อสิบปีก่อน - เนบิวลาสตาร์
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เนบิวลาแห่งพันธสัญญา: รหัสลับดวงดาวที่สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%