นิติมานุษยวิทยากับรอยสักที่ไม่มีวันจาง•ตอนที่ 13

ห้องแห่งความทรงจำ

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
"คุณกำลังก้าวลงไปในหลุมศพของตัวเอง, หมอรินลดา" เสียงทุ้มต่ำของศิลาลอดผ่านความอับชื้นของอากาศ ปลายกระบอกไฟฉายในมือเขาหวือหวาตัดความมืดมิดในโถงทางเดินที่พื้นพรมถูกกัดกินจนเหลือแต่โครงไม้ผุพัง ฝุ่นผงละอองสีเทาลอยวนอยู่ในลำแสงราวกับเศษซากวิญญาณที่ถูกกาลเวลาบดขยี้ รินลดาไม่ตอบคำถามนั้นทันที เธอหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้สักบานใหญ่ที่ถูกตอกปิดตายด้วยแผ่นเหล็กขึ้นสนิม รอยสักรูปงู Ouroboros บนต้นแขนภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวเริ่มส่งความร้อนจางๆ ราวกับมันกำลังเตือนภัยจากเบื้องลึกของผิวหนัง ที่นี่คืออาคารเรียนไม้สักทองสามชั้นของโรงเรียนประจำโบราณที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่าสามทศวรรษ พื้นที่ปิดตายที่แผนผังเมืองระบุไว้ว่าเป็น "เขตหวงห้ามเพื่อความปลอดภัย" แต่ร่องรอยการงัดแงะที่ประตูทางเข้าเมื่อสิบนาทีสัปดาห์ก่อน กลับนำพาพวกเขาหลุดเข้ามาติดกับดักทางสถาปัตยกรรมแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ บานประตูเหล็กเบื้องหลังเพิ่งลั่นคลิกปิดตายด้วยกลไกสปริงสนิมเขรอะที่ไม่มีทางเปิดย้อนกลับ "คุณต่างหากที่พาฉันเดินวนอยู่ในเขาวงกตแห่งนี้, ผู้กอง" รินลดาเอ่ยเสียงเรียบ สายตาคมกริบกวาดมองคราบสกปรกบนผนังปูนที่กะเทาะร่อน เผยให้เห็นรอยขูดขีดนับร้อยเป็นแนวตั้งและแนวนอน คล้ายกับความพยายามของมนุษย์บางคนที่ถูกขังไว้และพยายามนับวันเวลาด้วยเล็บมือ "ผมไม่ได้ตั้งใจจะพาคุณมาติดแหง็กในซากปรักหักพังนี่... แต่รอยเลือดบนพื้นดินด้านนอกมันบอกว่าเราไม่มีทางเลือก" ศิลาขยับเข้าไปใกล้ร่างโปร่งจนแผ่นหลังของเธอแทบจะแนบชิดกับอกแกร่งของเขา กลิ่นบุหรี่จางๆ เจือปนกับกลิ่นฝนและความเครียดจากตัวชายหนุ่มลอยเข้ามาแตะจมูก "อีกอย่าง... ถ้าคุณกลัวความมืด ทำไมไม่จับมือผมไว้ล่ะครับ? อ้อ... ขอโทษที ลืมไปว่านักมานุษยวิทยากายภาพผู้เยือกเย็นอย่างคุณ ไม่เคยเชื่อเรื่องความอ่อนแอของมนุษย์" ประโยคท้ายเจือรอยยิ้มหยันที่มุมปาก แต่นัยน์ตาสีเข้มของเขาไม่มีแววขบขันแม้แต่น้อย มันคือความตึงเครียดที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ท่าทีหยิ่งผยอง เช่นเดียวกับหัวใจของรินลดาที่เต้นแรงขึ้นไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขาในบรรยากาศที่หนาวเหน็บจนน่าขนลุก "ฉันไม่ได้กลัวความมืด... แต่ฉันกลัวความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้ซากตึกพวกนี้ต่างหาก" รินลดาเบี่ยงตัวหลบ ก้าวเท้าเข้าไปในห้องเรียนเก่าที่อยู่ตรงหน้า แสงไฟฉายสาดส่องกระทบกับโต๊ะเรียนไม้เก่าแก่ที่ตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ ทว่าทุกตัวกลับหันหน้าเข้าหาผนังห้อง ไม่ใช่กระดานดำ ความผิดปกติทางจิตวิทยาของสถาปัตยกรรมทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด "ห้องเรียนกลับด้าน..." รินลพึมพำกับตัวเอง ก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปสำรวจโต๊ะตัวใกล้ที่สุด บนหน้าโต๊ะไม้มีรอยสลักลึกด้วยของมีคม เป็นชื่อย่อของเด็กนักเรียนและตัวเลขปี พ.ศ. ที่สอดคล้องกับคดีเด็กหายปริศนาเมื่อสามสิบปีก่อน "การหันโต๊ะเข้าหาผนังไม่ใช่การลงโทษเด็กนักเรียนธรรมดา... แต่มันคือการทำลายการมองเห็น การบังคับให้พวกเขาเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าและเสียงกระซิบจากกำแพง" ศิลาก้าวตามเข้ามา ย่อตัวลงใช้แสงไฟฉายส่องสำรวจที่ใต้โต๊ะ "ดูนี่สิ, หมอ" รอยคราบสีน้ำตาลเข้มที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีดำสนิทกระจายอยู่บนพื้นไม้รอบขาโต๊ะ มันไม่ใช่แค่คราบเลือด แต่มีร่องรอยของการขูดขีดเป็นสัญลักษณ์ประหลาด—สัญลักษณ์เดียวกันกับรอยสักบนศพของเหยื่อรายล่าสุด และ... รอยสักที่เธอพยายามตามหาความหมายมาตลอดชีวิต "รอยประทับของพิธีกรรม" รินลดานั่งคุกเข่าลง นิ้วมือเรียวภายใต้ถุงมือยางแตะลงบนพื้นผิวไม้ที่เย็นเฉียบ "พวกมันไม่ได้ฆ่าเด็กพวกนี้เพื่อความสะใจ... แต่นี่คือห้องทดลองทางจิตวิทยาขนาดใหญ่ พื้นที่ปิดตายที่ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบขีดจำกัดของความหวาดกลัว มนุษย์เมื่อถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและแสงสว่าง ด้านมืดในจิตใจจะเริ่มกัดกินตัวตนของพวกเขาเอง" "แล้วถ้าไม่ใช่แค่เรื่องจิตล่ะ?" ศิลาแทรกขึ้น น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นจนรินลดาต้องเงยหน้าขึ้นมอง "ลองดูที่เพดานสิ, หมอ" ลำแสงไฟฉายพุ่งขึ้นไปเบื้องบน บนเพดานไม้เก่าแก่มีร่องรอยการเจาะรูขนาดเล็กเรียงรายเป็นวงกลม และที่ตรงกลาง... มีเลนส์กระจกเงาขนาดใหญ่วางคว่ำอยู่ มันคือระบบกล้องวงจรปิดยุคโบราณที่สะท้อนภาพจากมุมสูงลงมา "มีคนเฝ้ามองพวกเขาทุกฝีก้าว..." รินลดาพูดเบาหวิว ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง "ไม่ใช่แค่การทดลอง... แต่นี่คือการแสดงโชว์" บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที อากาศที่เคยอับชื้นกลับรู้สึกบางเบาลงราวกับมีออกซิเจนน้อยลงทุกที เสียงฝีเท้าแผ่วเบา—เสียงลากเท้าของบางสิ่ง—ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก มันดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบงันของตึกร้าง ศิลาก้าวถอยหลังมาประชิดตัวเธอ มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ สายตาคมกราบกรานไปยังบานประตูห้องที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง "คุณได้ยินไหม?" เขาถามกระซิบ "เสียงลากขา... จังหวะการเดินแบบนั้น..." รินลดาเบิกตากว้าง ความทรงจำในวัยเด็กที่เธอพยายามฝังกลบไว้ผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเธอกรีดร้องเตือนภัย ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะเบาๆ สามครั้งดังขึ้นที่บานกระจกหน้าต่างด้านนอก ซึ่งเป็นระเบียงทางเดินชั้นสามที่ไม่มีทางเชื่อมต่อกับบันไดใดๆ ทั้งสิ้น! ศิลาไม่รอช้า เขาพุ่งตัวไปยังหน้าต่างและกระชากผ้าม่านสีทึบออกเพื่อสาดไฟฉายออกไป ทว่าสิ่งเดียวที่สะท้อนกลับมาคือความมืดมิดอันว่างเปล่า และ... รอยมือเปื้อนเลือดที่เพิ่งถูกป้ายลงบนกระจกใสจากด้านนอกสดๆ ร้อนๆ หยาดเลือดยังคงไหลย้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วง และก่อนที่ศิลาจะทันได้สบถคำใดออกมา หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกันทั้งคู่ หน้าจอสีดำสนิทสว่างวาบขึ้นเองโดยไม่มีการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันใดๆ ข้อความตัวอักษรสีแดงฉานถูกพิมพ์ขึ้นทีละตัวอย่างช้าๆ ต่อหน้าต่อตาพวกเขา **"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... รินลดา"** ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดและพิสูจน์ความจริงไปกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติมานุษยวิทยากับรอยสักที่ไม่มีวันจาง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%