"ขอโทษนะครับ กระเป๋าเดินทางใบนี้ เกินโควตามาเจ็ดกิโลกรัมเต็ม ๆ และถ้าคุณยังยืนกรานจะยัดขาตั้งกล้องสามตัวกับเลนส์เทเลอร์ห้าตัวใส่เป้ขึ้นเครื่องแบบนี้ ผมคงต้องขออนุญาตเรียกเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินมาปรับเงินคุณข้อหาทำผิดกฎความปลอดภัยการบินแล้วล่ะครับ"
น้ำเสียงของพิมพ์ตะวันราบเรียบ เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยความเป็นมืออาชีพชนิดที่พร้อมจะเชือดคอคู่สนทนาได้ทุกเมื่อ หากแต่คนฟังกลับไม่สะท้านเลยสักนิด
ธีร์ยักไหล่กวน ๆ พลางเลิกคิ้วมองหญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มไกด์นำเที่ยวสีน้ำเงินเข้ม เธอรวบผมตึงเปรี๊ยะ ปลายกระโปรงยาวคลุมเข่าพอดีเป๊ะ และที่สำคัญคือ ป้ายชื่อพนักงานบนอกเสื้อที่ระบุตำแหน่งไว้อย่างชัดเจนว่าเธอคือ ‘หัวหน้าทัวร์’ ของทริปเนปาล-หิมาลัยครั้งนี้
"ก็บอกแล้วไงครับว่าอุปกรณ์พวกนี้มันคือจิตวิญญาณของช่างภาพ ถ้าให้โหลดลงใต้เครื่องแล้วเกิดกระเป๋าโยนจนเลนส์ราคาครึ่งล้านร้าวขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบครับคุณไกด์... หรือคุณจะช่วยออกเงินค่าเลนส์ใหม่ให้ผมล่ะ"
ธีร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาท มือเรียวยาวสอดเข้ากระเป๋าแจ็คเก็ตยีนส์ตัวเก่ง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นตาสายตาจ้องมองพิมพ์ตะวันด้วยความท้าทาย ไม่มีความเกรงกลัวต่ออำนาจมืดของหัวหน้าทัวร์แม้แต่น้อย
พิมพ์ตะวันสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ เธอยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ รู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่ขมับซ้ายกำลังเต้นตุบ ๆ นี่เพิ่งเป็นเวลาตีห้าครึ่ง ณ เคาน์เตอร์เช็กอินสนามบินสุวรรณภูมิ และไอ้ช่างภาพปากเสียคนนี้ก็ทำให้โควตาความอดทนของเธอที่สะสมมาตลอดสามเดือนเต็มพังทลายลงในเวลาไม่ถึงห้า นาที
"คุณธีร์คะ... เอ้ย! คุณธีร์ครับ" พิมพ์ตะวันเกือบหลุดปากคำลงท้ายของผู้หญิงออกไปตามความคุ้นเคย แต่ดึงสติกลับมาได้ทันท่วงทีตามกฎเหล็กของบริษัท "ฟังผมให้ดีนะครับ เรากำลังจะเดินทางไปเทรคกิ้งบนภูเขาที่สูงที่สุดในโลก กฎก็คือกฎครับ ทุกคนต้องแฟร์และเท่าเทียมกัน ถ้าคุณไม่อยากโหลดกระเป๋า คุณก็ต้องไปเคลียร์กับเจ้าหน้าที่สายการบินเอาเอง ไม่ใช่มาโยนภาระให้ผมยืนแก้ปัญหาอยู่ตรงนี้!"
"ก็ไม่ได้ขอให้คุณมาช่วยแก้ปัญหานี่ครับ ผมแค่มารายงานตัวตามกำหนดเวลา... ส่วนเรื่องกระเป๋าเนี่ย ผมเห็นคุณยืนถือคลิปบอร์ดเช็กลิสต์ทำหน้าเครียดตั้งแต่ร้อยเมตรแรกแล้วต่างหาก ผมแค่แวะมาทักทายในฐานะ 'เพื่อนร่วมทริป' เฉย ๆ นะครับ"
ธีร์พูดหน้าตาย พร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถหน้าจอเล่นราวกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ ท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวนั่นยิ่งทำให้พิมพ์ตะวันอยากจะเอาคลิปบอร์ดในมือฟาดหน้าหล่อ ๆ ของเขาให้หายหมั่นไส้สักทีสองที
เธอกวาดสายตามองสำรวจผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อแจ็คเก็ตยีนส์เซอร์ ๆ กางเกงคาร์โก้กระเป๋าเยอะแยะเต็มไปหมด และเป้เดินทางใบมหึมาที่ดูทรงแล้วน่าจะหนักอึ้งจนกระดูกสันหลังแทบหัก องค์ประกอบทั้งหมดนี่ตะโกนคำว่า 'ปัญหาใหญ่ระดับชาติ' ออกมาดังลั่น ช่างภาพฟรีランスสายติสต์แตกคนนี้นี่แหละที่จะเป็นหายนะของทริป 60 วันข้างหน้านี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ปมในอดีตที่เธอตัดสินใจลาออกจากบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังเพื่อมาทำตามความฝันในการเป็นไกด์อิสระ คือการได้หลีกหนีจากพวกมนุษย์จอมบงการและพวกไร้ระเบียบวินัย แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะตลก
ร้าย ส่งไอ้ผู้ชายประเภทร้ายที่สุดเข้ามาอยู่ในความดูแลของเธอซะงั้น
"โอเคครับ..." พิมพ์ตะวันกดเสียงต่ำ ข่มอารมณ์กรุ่นโกรธไว้ภายใต้รอยยิ้มการค้าที่ปลอมเปลือกที่สุดในสามโลก "ในเมื่อคุณยืนยันว่าจะไม่ยอมโหลดกระเป๋า งั้นผมขอใช้อำนาจหัวหน้าทัวร์ สั่งให้คุณไปจัดการเคลียร์กับเจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์เดี๋ยวนี้ครับ ไม่อย่างนั้น... ผมจะตัดสิทธิ์การเดินทางของคุณและยึดเงินมัดจำคืนทั้งหมด โดยที่คุณไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น"
รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของธีร์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมคายเงยขึ้นสบตาไกด์สาวหน้าตายตรง ๆ เป็นครั้งแรก ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงประกาศเที่ยวบินและเสียงลากกระเป๋าของผู้โดยสารคนอื่น
ริมฝีปากหยักยกยิ้มขึ้นอีกครั้งอย่างท้าทาย แต่แววตาคู่คมกลับฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก
"โห... โหดจังนะครับ ไกด์พิมพ์ตะวันเนี่ย" ธีร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะยอมหันไปคุยกับเจ้าหน้าที่สายการบินแต่โดยดี แม้ปากจะยังบ่นพึมพำไม่หยุด "ก็ได้ครับ ๆ ยอมแพ้แล้วครับ ยอมเป็นผู้ร้ายในสายตาคุณก็ได้..."
พิมพ์ตะวันยืนมองแผ่นหลังกว้างที่เดินไปจัดการเรื่องน้ำหนักกระเป๋าตามคำสั่ง เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด มือเรียวเปิดแฟ้มเอกสารในมือเพื่อเช็กรายชื่อลูกทัวร์คนอื่น ๆ ต่อ แต่ในใจกลับสังหรณ์
ใจแปลก ๆ ว่า ทริปเนปาลครั้งนี้คงไม่ใช่การเดินทางเพื่อฮีลใจอย่างที่เธอวาดฝันไว้เสียแล้ว แต่มันน่าจะเป็นสมรภูมิรบขนาดย่อมที่มีเธอกับไอ้ช่างภาพปากหมานี่เป็นคู่ปรับตัวฉกาจ
เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ธีร์เดินกลับมาพร้อมกับสลิปค่าปรับน้ำหนักกระเป๋าเกินในมือ สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความเดือดร้อนเรื่องเงินเลยสักนิด กลับกัน เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้พิมพ์ตะวันจนเธอต้องผถะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
"เรียบร้อยแล้วนะครับ คุณไกด์คนสวย... เอ้ย! คนเก่ง" ธีร์จงใจเน้นเสียงคำหลังด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "หวังว่าตลอดหก十วันข้างหน้า คุณจะใจดีกับช่างภาพตาดำ ๆ คนนี้มากกว่านี้นะครับ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะถ่ายรูปออกมาให้คุณหน้าตาเหมือนแม่มดใจร้ายก็ได้นะ"
พิมพ์ตะวันปัดมือเขาที่ยื่นเข้ามาใกล้ให้ออกห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงความนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก แม้ในใจจะแอบด่าเขาไปแล้วร้อยแปดตลบ
"หน้าที่ของผมคือพาคุณไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยครับ ส่วนเรื่องรูปออกมาเป็นยังไง ถ้ามันห่วยแตก... ผมนี่แหละครับที่จะเป็นคนฟ้องบริษัทคุณก่อนคนแรก"
เธอกล่าวจบก็หันหลังเดินนำหน้าไปยังจุดตรวจความปลอดภัยทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดอะไรต่ออีก แต่ทว่า... จังหวะที่เธอหันหลังกลับนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความแชตในโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น
*Ping!*
พิมพ์ตะวันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างรวดเร็วด้วยความสงสัย ข้อความถูกส่งมาจากแอปพลิเคชันสนทนากลุ่มของทริป ที่มีชื่อสมาชิกใหม่เพิ่งแอดเข้ามาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
**[Tee_Cnx]:** "เดินระวัง ๆ หน่อยนะครับคุณไกด์... รองเท้าผ้าใบที่คุณใส่ พื้นสึกจนแทบจะไม่มีดอกยางอยู่แล้ว เดี๋ยวได้ล้มหัวฟาดพื้นก่อนถึงกาฐมาณฑุผมไม่รู้ด้วยนะ 😉"
พิมพ์ตะวันชะงักกึก เธอก้มมองรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่โปรดของตัวเองทันที แล้วพบว่า... มันสึกจนเรียบจริง ๆ อย่างที่เขาทัก!
เธองยหน้าขึ้นมองหาเจ้าของข้อความ ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเดินผ่านประตูผู้โดยสารขาออก ธีร์ในแจ็คเก็ตยีนส์กำลังเดินนำหน้าเธอไปไกลลิบ พร้อมกับหันมาโบกมือให้เธอเบา ๆ เป็นเชิงเยาะเย้ย
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว!
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทแรกนี้นะครับ
ไกด์สาวหน้าตายกับนายช่างภาพสายวีน: ทริปนี้ต้องรอด•ตอนที่ 1
ทริปนรกเริ่มต้นที่สนามบิน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวหน้าตายกับนายช่างภาพสายวีน: ทริปนี้ต้องรอด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
