“ถอยไป เอเลียส... นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
เสียงของเซนอสเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งที่กัดกินลึกถึงกระดูกสันหลัง เขาไม่ได้หันมามองฉัน แต่แผ่นหลังกว้างที่เคยสวมชุดเกราะแม่ทัพ บัดนี้อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนเปื้อนแป้งกลับเกร็งแน่นจนเห็นสันกล้ามเนื้อชัดเจน มือที่หยาบกร้านจากการจับดาบและจอบกระชับด้ามไม้ในมือไว้มั่น สายตาของเขามุ่งตรงไปยังเงาดำสองร่างที่ยืนอยู่หน้าประตูคาเฟ่... เงาดำที่ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ในเมืองที่แสนสงบแห่งนี้
“ริน เจ้าถอยไปอยู่หลังเคาน์เตอร์” เอเลียสไม่ได้หันกลับมา เขาสั่งด้วยน้ำเสียงต่ำแต่เด็ดขาด มือข้างหนึ่งของเขาเริ่มปล่อยไอพลังสีเทาจางๆ ที่สั่นไหวราวกับเปลวเทียนใกล้ดับ “ที่นี่คือเขตแดนของริน ไม่ใช่สนามรบที่พวกเจ้าจะมาทำลายได้ตามใจชอบ”
กลิ่นกาแฟดริปที่ฉันเพิ่งชงเสร็จยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ แต่มันกลับถูกกลบด้วยกลิ่นเหม็นอับของความตายที่ลอยมากับลมยามค่ำคืน ร่างสองร่างนั้นก้าวเข้ามา แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อมันผ่านร่างของคนแปลกหน้า ผู้มาเยือนสวมชุดคลุมยาวสีเข้มปิดบังใบหน้า แต่ดวงตาสีเลือดที่วาวโรจน์ออกมานั้นบอกชัดเจนว่าพวกเขาไม่ใช่ลูกค้าที่มาเพื่อหาความอบอุ่น
“ช่างเป็นสถานที่ที่น่าเวทนา...” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น เสียงของมันฟังดูเหมือนเสียงแก้วแตกที่ถูกบดขยี้ “แม่ทัพมังกรผู้เกรียงไกร กลับต้องมามัวหมองกับการชงน้ำดำๆ และปั้นแป้งให้พวกชั้นต่ำกิน ช่างน่าสมเพชจริงๆ เซนอส”
เซนอสแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนยอมแพ้ แต่มันคือเสียงของสัตว์ร้ายที่ถูกต้อนให้จนมุม “พวกเจ้าก็แค่สุนัขรับใช้ที่ขี้ขลาดเกินกว่าจะกล้าเผชิญหน้ากับความจริง พลังที่พวกเจ้ามีก็แค่อิทธิพลมืดที่เน่าเฟะ... ออกไปจากร้านของนาง ก่อนที่ข้าจะลืมไปว่าตอนนี้ข้าไม่ได้ถือดาบเหล็กกล้าอยู่”
บรรยากาศในร้านกดดันจนฉันรู้สึกหายใจไม่ออก ฉันมองไปยังถาดมัฟฟินบลูเบอร์รี่ที่ยังอุ่นอยู่บนโต๊ะ มันเป็นขนมที่ฉันตั้งใจทำเพื่อลูกค้าในวันพรุ่งนี้ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นเพียงพยานปากเอกในความเงียบงันที่น่าอึดอัด ฉันสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ความกลัวคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในยามนี้ แต่ถ้าฉันยอมให้ความกลัวครอบงำ สิ่งที่ฉันเพิ่งสร้างมา... ทั้งคาเฟ่ ทั้งมิตรภาพ และที่พักพิงของเซนอส... ทุกอย่างจะพังทลาย
“พวกคุณสองคนคะ” ฉันก้าวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เสียงของฉันสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ฉันบังคับให้มันมั่นคงที่สุด “ที่นี่คือคาเฟ่ ถ้าไม่ได้มาเพื่อชิมขนมหรือจิบกาแฟ ก็เชิญออกไปทางเดิมค่ะ”
ชายในชุดคลุมหยุดชะงัก มันหันมามองฉัน ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดปรากฏเพียงรอยยิ้มบิดเบี้ยว “ช่างกล้านักนะ เจ้ามนุษย์ตัวจ้อย... เจ้าคิดหรือว่ากำแพงไม้ผุๆ กับกลิ่นอบขนมพวกนี้จะปกป้องเจ้าจาก ‘ความจริง’ ได้?”
มันขยับมือเบาๆ ทันใดนั้น หมอกควันสีดำสนิทก็เริ่มก่อตัวขึ้นที่มุมห้อง มันกัดกินผนังไม้จนเกิดเสียงเปรี๊ยะราวกับถูกไฟเผา สิ่งของบนชั้นวางสั่นไหว แก้วกาแฟที่ฉันรักที่สุดร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจาย เซนอสพุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้า ด้ามดาบไม้ในมือของเขาปะทะกับกรงเล็บสีดำของอีกฝ่ายจนเกิดประกายไฟสีม่วงพุ่งกระจัดกระจายไปทั่วร้าน
“ริน! หนีไป!” เซนอสตะโกนลั่นขณะที่เขารับการโจมตีที่รุนแรงจนพื้นไม้ใต้เท้าแยกออกจากกัน
ฉันไม่ขยับหนี มือของฉันคว้าเอาโถแก้วที่บรรจุผงเครื่องเทศพิเศษที่ฉันหมักเองไว้แน่น มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมีในตอนนี้ ฉันรู้ว่าพลังของพวกเขาเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปมากนัก แต่ที่นี่คือบ้านของฉัน และไม่มีใครมีสิทธิ์ทำลายรอยยิ้มของลูกค้าที่ฉันคอยดูแลมาตลอดหลายเดือนนี้
“เอเลียส! ใช้พลังของเจ้าช่วยเซนอส!” ฉันตะโกนสั่งเอเลียสที่ยังคงยืนนิ่งราวกับกำลังลังเล
“ริน... ถ้าข้าใช้พลังนี้ ที่นี่จะไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านนะ!” เอเลียสตะโกนกลับมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ทำเถอะ!” ฉันยืนยัน “ถ้าไม่มีวันนี้ ก็ไม่มีวันหน้าให้เรากลับมาทำขนมอีกแล้ว!”
ทันทีที่ฉันพูดจบ เซนอสก็ถูกผลักกระเด็นมาทางฉัน เอเลียสตัดสินใจรวบรวมพลังสีเทาที่หมุนวนรอบมือจนกลายเป็นพายุขนาดย่อม เขากระแทกฝ่ามือลงกับพื้นร้าน พลังนั้นไม่ได้ทำลายข้าวของ แต่กลับสร้างเกราะป้องกันหนาแน่นครอบคลุมไปทั่วพื้นที่รอบตัวเรา
ทว่า ในขณะที่ความโกลาหลกำลังถึงขีดสุด เสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ฉันคิดว่าไม่มีใครกล้าเข้ามากลับดังกริ๊งขึ้นมาอย่างแผ่วเบา... มันเป็นจังหวะที่นุ่มนวลและไม่เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
เงาดำที่กำลังจะโจมตีหยุดชะงักลงพร้อมกัน มันหันไปมองที่ประตูด้วยท่าทีที่เปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เซนอสที่คุกเข่าอยู่กับพื้นถึงกับหน้าถอดสี เขาหันมามองฉันด้วยสายตาที่บอกว่า ‘แย่แล้ว’
ประตูค่อยๆ เปิดออก ร่างของใครบางคนก้าวเข้ามา... ไม่ใช่ใครที่น่ากลัว ไม่ใช่ปีศาจจากแดนไกล แต่เป็นหญิงชราที่มาที่ร้านทุกเช้าพร้อมกับรอยยิ้มใจดี เธอวางตะกร้าดอกไม้ลงบนโต๊ะข้างๆ ที่กำลังจะพังถลาย แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับไม่สนใจว่าร้านกำลังจะกลายเป็นสนามรบ
“พวกเจ้าทำเสียงดังรบกวนเวลาชงชาของคนแก่เกินไปแล้วนะ” หญิงชรากล่าวพลางปัดฝุ่นออกจากชุด “แล้วริน... แม่หนูจ๊ะ วันนี้ไม่มีคุกกี้อัลมอนด์อบใหม่หรือ? ฉันอุตส่าห์ตั้งตารอมาทั้งวันเลยนะ”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่หญิงชราผู้นั้น ในขณะที่หมอกสีดำที่เคยเกาะกินผนังเริ่มสลายตัวลงอย่างรวดเร็วราวกับเกลือที่ถูกน้ำสาดใส่ เซนอสลดดาบลงด้วยความมึนงง เอเลียสคลายพลังที่กำไว้แน่น ความเงียบเข้าปกคลุมร้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบของความกลัว แต่มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร หญิงชราคนนั้นก็หันมามองฉันด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป... ไม่ใช่แววตาของคนแก่ใจดีอีกต่อไป แต่มันคือสายตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยอำนาจที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“ริน...” เธอกระซิบ “เจ้าคงไม่คิดจริงๆ หรอกใช่ไหม ว่าที่เจ้าเลือกมาเปิดร้านตรงนี้ มันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญน่ะ?”
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังของฉันในทันที มือที่ฉันถือโถเครื่องเทศไว้สั่นระริก ความทรงจำที่ฉันพยายามลืมเลือนค่อยๆ ผุดขึ้นมาพร้อมกับเสียงกระซิบจากอดีตที่ฉันเคยคิดว่าทิ้งไว้ในอีกมิติทิ้งไปแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันช่วงเวลาอันแสนอบอุ่นในคาเฟ่หลังม่านหมอกไปกับรินและพวกเขานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
คาเฟ่ลับหลังม่านหมอก: สูตรขนมหวานเยียวยาใจเผ่าพันธุ์ต่างโลก•ตอนที่ 22
รอยร้าวในกำแพงเมือง
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คาเฟ่ลับหลังม่านหมอก: สูตรขนมหวานเยียวยาใจเผ่าพันธุ์ต่างโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!