กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งตัดผ่านความเงียบงันของผืนป่า รสชาติฝาดเฝื่อนคล้ายสนิมเหล็กอัดแน่นอยู่เต็มช่องปาก ราวกับยมทูตกำลังใช้เรียวลิ้นเย็นเยียบกวาดต้อนวิญญาณของเขาลงสู่ขุมนรกโลกันตร์
หลี่มู่เหยียนขยับเปลือกตาอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดราวนับพันเข็มเล่มกำลังทิ่มแทงเข้าสู่เส้นประสาทและจุดชีพจรทั่วร่าง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด... สิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณแห่งอดีตมหาเทพกระบี่ต้องสั่นสะท้าน คือความจริงที่ว่า เขายังมีลมหายใจ
*ข้า... หลี่มู่เหยียน ผู้บรรลุวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ จนสามารถตัดผ่าฟ้าดินด้วยมือเปล่าเหตุใดจึงยังหลงเหลือเศษเสี้ยววิญญาณอยู่ในร่างสวะเช่นนี้เล่า?*
ความคิดสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลงบนยอดเขาบรรจบฟ้าเมื่อสามร้อยปีก่อน ยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ภาพของ "ไป่ซือเฉิง" ศิษย์รักที่ตนฟูมฟักมากับมือ ถือกระบี่โลหิตสวรรค์แทงทะลุหัวใจของเขา ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าผู้อาวุโสเก้าสำนักใหญ่ ดวงตาทรยศคู่นั้น ความโลภอันไร้ขีดจำกัด และคำสาปแช่งที่สลักลึกเข้าสู่กระดูกดำ—ความแค้นนั้นหลอมรวมเป็นเพลิงโลกันตร์ที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจเผาผลาญให้มอดไหม้
"ศิษย์พี่รอง... ท่านยังไม่ตายหรอกหรือ?"
น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นเบื้องล่าง หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลงกวาดมองผ่านม่านหยาดโลหิตที่อาบใบหน้า ร่างที่เขากำลังอาศัยอยู่นี้เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี นามว่า "สวี่เฉิน" ศิษย์สายสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ผู้มีพลังปราณเพียงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม ร่างกายบอบบางราวกับกิ่งไม้แห้งที่ถูกหักท่อน และที่กลางหน้าอก... มีรอยกระบี่ลึกจนเห็นกระดูกซี่โครง เป็นแผลฉกรรจ์ที่ต่อให้มียาเซียนวิเศษเพียงใดก็ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้
ทว่า บัดนี้ จุดตันTian (ตันเถียน) ที่ควรจะแตกสลาย กลับกำลังหมุนวนด้วยกระแสพลังปราณสีเงินยวงประหลาด สายหนึ่ง สายเลือดแปลกปลอมและดวงวิญญาณอมตะของมหาเทพกระบี่ได้กลืนกินร่างนี้อย่างสมบูรณ์!
เบื้องหน้าของสวี่เฉิน ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดศิษย์สายใน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก มือสั่นเทาที่ถือกระบี่อาบยาพิษยังคงหยดหยาดโลหิตติ๋งๆ
"เจ้า... เจ้าสำแดงวิชาประหลาดอะไรออกมา! ทำไมหัวใจที่ควรจะหยุดเต้นไปแล้ว ถึงยังส่งเสียงเต้นราวกับกลองศึกได้อีก!" จ้าวไห่คำรามเสียงสั่น ความเย่อหยิ่งของศิษย์สายในมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวาดผวาเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น
ดวงตาที่เคยไร้เดียงสาของสวี่เฉิน บัดนี้กลับเยียบเย็นดั่งหุบเขาน้ำแข็งหมื่นปี ลึกซึ้งราวกับห้วงมหาสนุกที่กลืนกินดวงดาว ทอประกายแสงคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝักเป็นครั้งแรกในรอบสามร้อยปี!
หลี่มู่เหยียนไม่ได้เอ่ยคำใด เขายังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นดินที่เปรอะเปื้อนโคลนและคราบเลือด ปล่อยให้ลมหายใจปรับจังหวะประสานเข้ากับชีพจรของฟ้าดิน ขอบเขตพลังยุทธ์ที่สูญเสียไป กำลังถูกหล่อเลี้ยงด้วยเศษเสี้ยวความทรงจำแห่งวิถีกระบี่อันไร้เทียมทาน
"เจ้าฆ่างูพิษ ย่อมต้องโดนพิษงูกัดกิน..." เสียงของหลี่มู่เหยียนแหบพร่า ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบกายลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งบางๆ บนใบไม้ "เจ้าคิดว่าการแทงเข้าที่จุดหัวใจ จะสามารถปลิดชีพ 'เขา' ได้อย่างแท้จริงกระนั้นหรือ... จ้าวไห่?"
จ้าวไห่ผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้า ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรบรรพกาล ไม่ใช่ศิษย์น้องผู้อ่อนแอที่ตนเพิ่งลอบสังหารเพื่อแย่งชิงศิลาปราณระดับสูง
"ผี... ผีหลอก! สวี่เฉิน เจ้ามันไอ้สวะปีศาจ!"
จ้าวไห่กรีดร้องด้วยความสติแตก เขาไม่อาจทนรับแรงกดดันทางจิตวิญญาณนี้ได้อีกต่อไป เงากระบี่ในมือวาดออกอย่างไร้ระเบียบ พลังปราณขั้นรวมปราณระดับเจ็ดระเบิดออกเป็นวงกว้าง หวาดหมายบดขยี้ร่างของเด็กหนุ่มให้แหลกเป็นจุลในกระบวนท่าเดียว!
"กระบี่ทะยานเมฆา!"
คมกระบี่กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูง พลังปราณสีครามพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของหลี่มู่เหยียนอย่างเหี้ยมโหด รวดเร็วและรุนแรงจนต้นไม้รอบด้านหักโค่น
ทว่า... ไม่มีแม้แต่เสียงกระทบของเนื้อหนัง
นิ้วเรียวยาวราวกับหยกสลักของเด็กหนุ่ม ยื่นออกไปอย่างไร้ร่องรอย... แล้วคีบคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงไว้ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางได้อย่างแม่นยำ ราวกับมันเป็นเพียงแมลงตัวจ้อยที่บินมาเกาะ!
เวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ
จ้าวไห่อ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างจนแทบถลอกจากเบ้า สมองของเขาขาวโพลน พลังยุทธ์ระดับเจ็ดของตนที่ทุ่มสุดกำลัง กลับถูกเด็กหนุ่มขั้นสามหยุดยั้งไว้ได้ด้วยสองนิ้ว?! นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน!
"วิชากระบี่ของสำนักกระบี่เมฆาในยุคนี้... ตกต่ำจนกลายเป็นปาหี่ของเด็กอมมือไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
หลี่มู่เหยียนปรายตามองเศษเหล็กในมือด้วยความผิดหวังระคนสมเพช มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้จ้าวไห่รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่... แกไม่ใช่สวี่เฉิน!" จ้าวไห่ละล่ำละลักละลาน เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
"ข้าคือใครน่ะหรือ?"
หลี่มู่เหยียนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา สายอสนีบาตบนท้องฟ้าคำรามก้องราวกับรับรู้ถึงการตื่นขึ้นของตัวตนอันยิ่งใหญ่ ร่างกายที่เคยบอบบางกลับแผ่ซ่านด้วยรัศมีกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น
"จำชื่อนี้ไว้ให้ดี... เพราะมันจะเป็นชื่อเดียวกับยมทูตที่จะไปทวงคืนทุกสิ่งจากศิษย์อกตัญญูของข้า"
เปรี๊ยะ!
นิ้วที่คีบกระบี่ออกแรงเพียงเล็กน้อย คมกระบี่ชั้นดีของจ้าวไห่ก็แตกละเอียดเป็นผุยผงเศษโลหิตกระจายว่อน ทว่าก่อนที่จ้าวไห่จะทันได้เปล่งเสียงร้องขอชีวิต นิ้วมือข้างเดิมก็จิ้มเข้าที่ระหว่างคิ้วของเขาอย่างแม่นยำ
กระแสปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ทะลวงผ่านกะโหลกศีรษะ ทำลายเส้นชีพจรและจุดตันเถียนของจ้าวไห่ในพริบตาเดียว เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ดวงตาของจ้าวไห่เบิกค้างไร้แววชีวิต ก่อนที่ร่างไร้ลมหายใจจะทรุดฮวบคราบลงแทบเท้าของหลี่มู่เหยียน
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ผืนป่าอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยาดฝนที่กระทบใบไม้และกลิ่นเลือดที่เข้มข้นขึ้น
หลี่มู่เหยียนกอบกุมมือซ้ายเข้าหากัน สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่ยังคงอ่อนแอเกินไป ร่างกายนี้เปราะบางเกินกว่าจะรับกระบวนท่าขั้นสูงได้ทั้งหมด ทว่าในห้วงลึกของมิติแห่งจิตวิญญาณ อักขระโบราณเก้าตัวกำลังส่องแสงเรืองรอง มันคือเคล็ดวิชา "กระบี่นิรันดร์สลักจันทร์" ที่ติดตามวิญญาณเขาข้ามภพข้ามชาติมา
ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเดินออกจากหุบเขาไร้นามเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่สำนักกระบี่เมฆา สายลมรอบกายก็พลันหยุดนิ่งสนิทอย่างไร้สาเหตุ
ม่านหมอกหนาทึบเบื้องหน้าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายดาราจันทร์ นางยืนอยู่บนยอดกิ่งสนสูงตระหง่าน เรือนผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางเซียนผู้สูงส่งเกินกว่าจะแตะต้อง ทว่าแววตากลับเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี และที่สำคัญ... ในมือของนางถือกระบี่ที่สลักลวดลายจันทร์เสี้ยว ซึ่งหลี่มู่เหยียนจำได้แม่นยำว่าเป็นของสิ่งเดียวกับที่เขาเคยทิ้งไว้ ณ หุบเขาเมฆาเมื่อสามร้อยปีก่อน
"หลี่มู่เหยียน..."
สุ้มเสียงไพเราะดั่งเสียงดนตรีสวรรค์แต่กลับเย็นเยียบเข้าถึงกระดูก เอ่ยนามของเขาออกมาอย่างแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา
"สามร้อยปีผ่านไป... เจ้ากล้าคืนชีพกลับมาในร่างสวะเช่นนี้ คิดจะหนีพ้นจากเงื้อมมือของข้า... เทพธิดาแห่งหุบเขาเมฆา คนนี้อย่างนั้นหรือ?"
***
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่หุบเขากระบี่อันเหน็บหนาวนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
กระบี่ไร้ลักษณ์สลักจันทร์ดับดารา•ตอนที่ 1
วิญญาณตกค้าง ณ หุบเขาไร้นาม
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สลักจันทร์ดับดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
