คราบน้ำตาบนกระดาษหย่าแผ่นนั้น ได้กลายเป็นหมึกพิมพ์แห่งบทเรียนราคาแพงที่คณินไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิต
เสียงเปิดประตูห้องทำงานกระจกใสสะท้อนความเงียบงันของค่ำคืนอันยาวนาน แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าใจกลางเมืองสาดส่องเข้ามาเป็นเงาสลัวทาบทับร่างของชายหนุ่มผู้เคยถือไพ่เหนือกว่าในทุกเกมชีวิต ทว่าในยามนี้ เขากลับเหลือเพียงความว่างเปล่าอันหนาแน่นอยู่ในอก คณินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังราคาแพง สายตาคมกริบที่เคยใช้มองผู้คนราวกับเป็นเพียงเบี้ยในกระดานธุรกิจ บัดนี้กลับทอดมองแหวนเพชรเม็ดเล็กที่อยู่ในกล่องกำมะหยี่สีดำสนิท—แหวนวงเดิมที่เขาเคยซื้อด้วยความสะเพร่าและไร้ซึ่งความใส่ใจเมื่อหลายปีก่อน แหวนที่พิมพ์มาดาไม่เคยแม้แต่จะชายตามองด้วยความยินดี
แต่ในวันนี้ แหวนวงนี้ถูกนำมาขัดเกลาใหม่โดยช่างฝีมือผู้ประณีต สลักชื่อย่อของคนทั้งสองไว้ด้านในอย่างเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยน้ำหนักของความรู้สึกที่ผ่านการแหลกสลายมาแล้วครั้งหนึ่ง
"คุณพิมพ์ครับ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพึมพำกับความว่างเปล่า ขณะที่ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนยังคงกรีดแทงหัวใจเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่เขาเคยยื่นข้อเสนออันเย็นชา วันที่เขาผลักไสผู้หญิงคนหนึ่งให้เดินออกจากชีวิตด้วยหัวใจที่แตกสลาย โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า โลกทั้งใบของเขาได้พังทลายลงในวินาทีที่แผ่นหลังบางนั้นก้าวพ้นประตูบ้านไป
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงโปรดปรานของเลขานุการส่วนตัวจะก้าวเข้ามา พร้อมกับแฟ้มเอกสารบางอย่างในมือ
"คุณคณินครับ รายงานการประชุมเรื่องโครงการพัฒนาชุมชนร่วมกับบริษัทของ... คุณพิมพ์มาดา เรียบร้อยแล้วครับ"
คณินเงยหน้าขึ้นจากกล่องแหวน แววตาไหววูบไปชั่วขณะ "เธอว่าอย่างไรบ้าง?"
"คุณพิมพ์มาดาตรวจสอบรายละเอียดทุกบรรทัดด้วยตัวเองครับ เธอย้ำว่าทุกอย่างต้องโปร่งใสและให้เกียรติชุมชนอย่างแท้จริง ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับกลุ่มทุนของเราครับ... และ..." เลขานุการเว้นจังหวะเล็กน้อยด้วยความลังเล "เธอกำชับว่า การประชุมครั้งต่อไป ขอให้เป็นการประสานงานผ่านทีมงานเท่านั้นครับ เธอไม่มีความจำเป็นต้องพบคุณคณินเป็นการส่วนตัว"
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้คณินโกรธเคืองเหมือนในอดีต ตรงกันข้าม มันกลับสร้างรอยยิ้มขื่นขมที่มุมปากของชายหนุ่ม รอยยิ้มของผู้ชายที่เพิ่งรู้ตัวว่า ความเย่อหยิ่งของตนเองคือราคาที่แพงที่สุดที่ต้องจ่าย
"เธอทำถูกต้องแล้วล่ะครับ" คณินตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับสะท้อนความมุ่งมั่นบางอย่างที่ยากจะสั่นคลอน "ขอบคุณมาก คุณออกไปพักผ่อนเถอะครับ"
เมื่อประตูห้องปิดลงอีกครั้ง คณินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สูทเนื้อดีถูกจัดให้เข้า
รูป ร่างสูงสง่าก้าวเดินออกจากห้องทำงาน มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่เขาใช้เวลาตระหนักรู้มานานนับปี
ร้านกาแฟเล็กๆ แต่บรรยากาศอบอุ่นย่านชานเมือง แสงไฟสีส้มวลีอ่อนโยนสาดส่องกระทบกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งก้มหน้าตรวจเอกสารบนโต๊ะไม้เรียบง่าย ข้างกายเธอคือเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบกำลังนั่งระบายสีอย่างตั้งอกตั้งใจ รอยยิ้มบนใบหน้าจิမ်းลิ้มนั้นถอดแบบมาจากคณินราวกับพิมพ์เดียวกัน—น้องพีท แก้วตาดวงใจของคนทั้งคู่ และเป็นสะพานเชื่อมเดียวที่เหลืออยู่ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
คณินยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังกระจកใส นานนับนาทีที่เขาเพียงแค่มองภาพนั้น ภาพที่เขาเคยมีสิทธิ์ครอบครองแต่กลับปล่อยให้มันหลุดลอยไปเพียงเพราะความโง่เขลา พิมพ์มาดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่คอยก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เธอกลายเป็นหญิงสาวที่สง่างาม แข็งแกร่ง และเปี่ยมด้วยรัศมีแห่งความภาคภูมิใจในตัวเอง ทุกย่างก้าวที่เธอก้าวเดินเต็มไปด้วยความมั่นคง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คณินทั้งรู้สึกละอายใจและหลงรักเธอจนหมดหัวใจ
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนผลักประตูร้านเข้าไป เสียงกระดิ่งลมเหนือประตูส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ
กริ๊ง...
พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยฉายแววเจ็บปวดในอดีต บัดนี้กลับนิ่งสงบและเย็นชาเมื่อสบเข้ากับร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า มือบางชะงักการกระทำโดยอัตโนมัติ รอยยิ้มของเธอดับลงทันทีเหลือเพียงความระแวดระวัง
"คุณมาทำไมอีกครับ?" น้ำเสียงของพิมพ์มาดาราบเรียบ ไร้ซึ่งเยื่อใย แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟังยิ่งกว่าคำด่าทอใดๆ
น้องพีทเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ "คุณอาคนนั้น... มาอีกแล้วเหรอครับแม่?"
คำว่า 'คุณอา' จากปากลูกชายแท้ๆ ของตัวเองเปรียบเสมือนมีดปลายแหลมที่กรีดลงบนแผลเดิมซ้ำๆ คณินรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ลำคอแห้งผาก แต่เขากลับฝืนยันทิฐิทั้งหมดที่มีไว้เบื้องหลัง ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะนั้นอย่างช้าๆ โดยเว้นระยะห่างให้เธอรู้สึกปลอดภัยมากที่สุด
"พี่ไม่ได้มาเพื่อรบกวนเวลาของคุณกับลูกหรอกครับ... พิมพ์" คณินเอ่ยเรียกชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาเลือกใช้สรรพนามแสดงความจริงใจแทนที่จะใช้อำนาจเข้าข่ม
พิมพ์มาดาวางปากกาลงในมืออย่างช้าๆ เอนหลังพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยกำแพงป้องกันตัว เธอมองหน้าอดีตสามีด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "ถ้าเรื่องงาน ฉันให้ทนายจัดการแล้ว แต่ถ้าเรื่องส่วนตัว... ฉันคิดว่าเราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วค่ะ... เอ๊ย... ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วครับ... เอ่อ... หมายถึง ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องเกี่ยวข้องกันอีก" เธอเผลอหลุดคำพูดออกมาด้วยความเคยชิน แต่ก็รีบดึงสติกลับมาควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคง
คณินยิ้มรับความผิดพลาดเล็กๆ นั้นด้วยความเจ็บปวดลึกๆ เขารู้ดีว่าเธอระแวงและระวังตัวแค่ไหน
ชายหนุ่มไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงต่อ เขาค่อยๆ คุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นร้านที่ปูด้วยไม้ปาเก้ ท่ามกลางสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างเคียงที่เริ่มหันมามอง ภาพของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลคุกเข่าลงต่อหน้าอดีตภรรยาผู้เคยถูกเขี่ยทิ้ง เป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น
พิมพ์มาดาตกใจเล็กน้อย เธอขยับตัวจะถอยหนี "คุณทำบ้าอะไร ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!"
"ไม่ครับ... พิมพ์ฟังพี่ก่อน" คณินเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาคู่นั้นไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่เลย มีเพียงความเวทนาต่อตัวเองและความจริงใจที่อัดแน่นจนล้นปรี่ "พี่รู้ว่าคำขอโทษมันไร้ค่าสำหรับผู้หญิงที่เคยถูกกระยាំขยี้ความรู้สึกจนไม่เหลือชิ้นดีอย่างพิมพ์ พี่รู้ว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา พิมพ์ต้องผ่านความมืดมิดลำพังกับลูกแค่ไหน... พี่มันโง่เง่าเองที่มองไม่เห็นเพชรแท้ในมือ จนกระทั่งวันที่บ้านหลังนั้นไม่มีเสียงหัวเราะของพิมพ์อีกต่อไป"
มือหนาเอื้อมหยิบกล่องกำมะหยี่สีดำออกจากกระเป๋าเสื้อสูทอย่างระมัดระวัง แล้วเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นแหวนเพชรที่สลักชื่อของคนทั้งสองสะท้อนกับแสงไฟ
"พี่ไม่ได้เอาเงินมาซื้อความสุขของพิมพ์อีกแล้ว... และพี่ก็ไม่ได้เอาทะเบียนสมรสมาบีบบังคับพิมพ์เหมือนวันนั้น" คณินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่มั่น
คง "วันนี้... ผู้ชายที่ชื่อคณิน คนที่เคยใจร้ายและโง่เขลาที่สุดในโลกคนนี้ ขอก้มลงขอโอกาสจากพิมพ์อีกครั้ง... แต่งงานกับพี่อีกครั้งนะครับ... ไม่ใช่ในฐานะภรรยาในนาม ไม่ใช่ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ แต่ในฐานะผู้หญิงที่พี่เคารพรักและบูชาด้วยหมดทั้งหัวใจที่เหลืออยู่"
ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมทั่วบริเวณนั้น ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมานอกจากเสียงลมหายใจที่ตื่นเต้นของคนรอบข้าง น้องพีทเอียงคอสงสัยด้วยความไร้เดียงสา ก่อนจะหันไปมองหน้ามารดา
พิมพ์มาดานิ่งอึ้ง หัวใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่ด้วยความเคลิบเคลิ้ม แต่เป็นเพราะความทรงจำอันเจ็บปวดที่พรั่งพรูขึ้นมาเตือนสติ กำแพงที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องลูกและตัวเองสั่นคลอนอย่างรุนแรง น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาของหญิงสาว แต่เธอกลับกะพริบไล่มันกลับเข้าไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เธอมองหน้าผู้ชายที่เคยทำให้เธอตายทั้งเป็น... และผู้ชายที่กำลังคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนอยู่แทบเท้าในวันนี้
มือบางเอื้อมออกไปช้าๆ...
คณินใจเต้นไม่เป็นส่ำ ลมหายใจของเขาแทบหยุดสะดุด เมื่อปลายนิ้วเรียวของเธอกำลังจะสัมผัสโดนกล่องแหวน
ทว่า... ในวินาทีที่ปลายนิ้วนั้นห่างจากกล่องกำมะหยี่เพียงแค่คืบ พิมพ์มาดากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่เฉียบคมราวกับใบมีด
"คุณลุกขึ้นเถอะค่ะ..." เสียงของเธอนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความลังเลใจใดๆ ทั้งสิ้น "เพราะต่อให้คุณจะคุกเข่าตรงนี้นานแค่ไหน... สิ่งที่คุณทำมันก็ลบอดีตไม่ได้..."
คณินหน้าถอดสี หัวใจหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยคำใดแก้ตัว ประตูร้านกาแฟด้านหลังก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งด้วยแรงลม พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสهกัลสากลที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—ชายหนุ่มผู้เป็นทนายความส่วนตัวและเพื่อนสนิทของพิมพ์มาดา ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ และรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงความนัย
"ขอโทษทีที่มาช้าครับ... คุณพิมพ์ เอกสารรับรองสิทธิ์การดูแลบุตรแต่เพียงผู้เดียว... ศาลอนุมัติเรียบร้อยแล้วนะครับ"
คณินชะงักกึก หันขวับไปมองหน้าผู้มาใหม่สลับกับอดีตภรรยาที่เวลานี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ซึ่งเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้มองเธอก่อนวันเซ็นใบหย่าเมื่อหลายปีก่อน...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครทุกตัวนะครับ
หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง•ตอนที่ 29
คำมั่นสัญญาแห่งรัก
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!