หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง•ตอนที่ 1

ใบหย่าที่ไร้รอยน้ำตา

ผลงานโดย บันทึกคนจร
กลิ่นอายของกาแฟดำราคาแพงที่กรุ่นอยู่บนโต๊ะทำงานหินอ่อนสีดำสนิท ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมืองอบอุ่นขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย ความเงียบงันทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ มันกดทับ โอบล้อม และบีั้นคั้นหัวใจของคนที่นั่งอยู่สองฝั่งโต๊ะให้แทบหยุดหายใจ บนปฏิทินตั้งโต๊ะหนังแท้สีชา... วันนี้คือวันที่สามสิบของเดือนที่สาม ปีที่ห้าของการแต่งงาน ห้าปีที่คณินจดจำได้แค่เพียงว่า มันเป็นสัญญาทางกฎหมายชิ้นหนึ่งที่ช่วยค้ำจุนหุ้นส่วนทางธุรกิจระหว่างตระกูล ไม่เคยมีดอกไม้ ไม่เคยมีดินเนอร์ใต้แสงเทียน และแน่นอนว่าไม่เคยมีคำว่า ‘รัก’ จากปากของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทะนงตนคนนี้ “คุณเซ็นตรงนี้สิครับคณิน” น้ำเสียงของพิมพ์มาดาราบเรียบ ไร้ซึ่งรอยสั่นเครือ หรือแม้แต่ประกายความตัดพ้อที่เคยมีอยู่เต็มเปี่ยมตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันคือความนิ่งสนิท... นิ่งเสียจนน่ากลัว นิ่งรากับผิวน้ำในบึงลึกที่ไม่มีกระแสลมใดพัดผ่านให้เกิดริ้วรอย คณินละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ตแสดงกราฟหุ้น ปรายตามองเอกสารสองแผ่นที่เลื่อนมาหยุดตรงหน้า มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจเหนือกว่าตามนิสัยของคนที่เชื่อมาตลอดว่า ‘เงิน’ สามารถซื้อได้ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ รวมถึงความอดทนของผู้หญิงตรงหน้าด้วย “เอกสารอะไรอีกพิมพ์... สัญญาโอนหุ้นโครงการใหม่เหรอ หรือคุณอยากได้กระเป๋ารุ่นลิมิเต็ดคอลเลกชันไหนเพิ่ม ถึงได้ขยันหาเรื่องมาเซ็นเอกสารในวันครบรอบแต่งงานนัก” น้ำเสียงของเขาเจือความรำคาญอย่างปิดไม่มิด คณินไม่แม้แต่จะก้มลงมองหัวข้อกระดาษแผ่นนั้นด้วยซ้ำ เขาวางปากกาหมึกซึมราคาแพงลงบนโต๊ะอย่างไร้ความใส่ใจ ราวกับสิ่งที่ภรรยาถือมาคืองานบ้านไร้สาระที่เขาสั่งให้เธอจัดการ พิมพ์มาดายิ้ม... รอยยิ้มที่ทำให้อกข้างซ้ายของคณินกระตุกวูบไปชั่วขณะโดยไม่มีสาเหตุ มันไม่ใช่รอยยิ้มออดอ้อนแบบที่เธอเคยทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาเมื่อนานมาแล้ว แต่มันคือรอยยิ้มของคนพ้นทุกข์ คนที่เดินออกจากกองเพลิงและรู้ตัวว่า ตัวเองรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ “ไม่ใช่สัญญาโอนหุ้นหรอกครับคณิน... แต่มันคือ ‘ใบหย่า’” คำพูดเรียบง่ายแต่ทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจห้อง คณินชะงัก ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันบนมุมปากแข็งค้าง ความเงียบงันกลับมาเข้าครอบงำอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันหนาแน่นและเต็มไปด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม “คุณว่ายังไงนะ?” คณินทวนคำ น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ พandาก้าวเข้าสู่โหมดนักเจรจาผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด “เล่นมุกอะไรของคุณพิมพ์ มันไม่ตลกเลยนะ ช่วงนี้คุณว่างมากเหรอถึงได้คิดค้นวิธีเรียกร้องความสนใจแบบเด็กๆ แบบนี้ขึ้นมา” “ผมดูเหมือนคนกำลังล้อเล่นเหรอครับคณิน” พิมพ์มาดาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเจ็บช้ำมาตลอดห้าปี บัดนี้กลับว่างเปล่าและเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ห้าปีที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ภรรยาที่ดีมาตลอด ดูแลคุณ จัดการทุกอย่างในบ้านหลังนี้ให้เรียบร้อยโดยไม่เคยเรียกร้องอะไร แม้กระทั่งตอนที่คุณ... ええ... เอาผู้หญิงคนอื่นเข้าบ้าน หรือปล่อยให้ผมอยู่โดดเดี่ยวในวันสำคัญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมก็ทนมาตลอด” “คุณก็รู้ว่านั่นมันแค่เรื่องธุรกิจ พิมพ์... สังคมของผมมันจำเป็นต้องมีหน้าตาทางสังคม” คณินขมวดคิ้วเริ่มหงุดหงิดที่ภรรยาเอาเรื่องไร้สาระพวกนี้มาพูดในเวลางาน “อย่าเอาเรื่องไร้สาระพวกนี้มางี่เง่าในวันที่ผมกำลังยุ่งได้ไหม” “ใช่ครับ... มันคือเรื่องไร้สาระสำหรับคุณ แต่สำหรับผม มันคือชีวิตทั้งชีวิตที่ถูกเผาผลาญไปกับผู้ชายที่ไร้หัวใจอย่างคุณ” พิมพ์มาดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอไม่ได้ก้มหน้าหนีสายตาดุดันคู่นั้นอีกต่อไป เธอมองตรงเข้าไปในดวงตาของสามีทางนิตินัยด้วยความเด็ดเดี่ยว “เราจบกันแค่นี้เถอะครับคณิน ผมไม่อยากเป็นตัวตลกในชีวิตคุณอีกต่อไปแล้ว” “คุณคิดว่าการเดินออกจากชีวิตผมมันง่ายนักหรือไง พิมพ์มาดา!” คณินผุดลุกขึ้นตาม แรงกดดันแผ่ซ่านออกจากตัวเขาจนอากาศรอบตัวแทบจะร้อนระอุ เขาเกลียดการถูกท้าทาย และยิ่งเกลียดมากกว่าเมื่อมันมาจากคนที่เขาคิดมาตลอดว่าไม่มีวันไปไหนพ้น “คุณคิดว่าคุณหาเงินเองได้เหรอ? คิดว่าตระกูลที่กำลังจะล้มละลายของคุณจะอยู่รอดได้โดยไม่มีเงินจากผมสนับสนุนหรือไง? อย่าทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจให้มันมากนัก!” นี่คือไม้ตายที่คณินมักใช้กดขี่เธอเสมอ... อำนาจเงินและความมั่นคงที่เขาเป็นผู้กุมบังเหียน แต่คณินหารู้ไม่ว่า... นกที่ถูกขังอยู่ในกรงทองจนปีกหัก เมื่อมันตัดสินใจจะบินหนี ต่อให้ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อและหยาดน้ำตา มันก็จะไม่ยอมบินกลับมาหาเจ้าของกรงอีกเป็นอันขาด พิมพ์มาดายิ้มเยาะให้กับความเย่อหยิ่งของสามี เธอไม่ได้โกรธ ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายตามบทบาทที่เขาคาดหวัง ตรงกันข้าม เธอกลับหยิบกระดาษแผ่นสุดท้ายออกมาจากแฟ้มเอกสาร แล้ววางทับลงบนใบหย่านั้น “นี่คือสัญญาแลกเปลี่ยนสิทธิ์ในหุ้นบริษัทครอบครัวผมทั้งหมดที่ผมเคยเอามาจำنไว้กับคุณ... ผมจัดการซื้อคืนและเคลียร์หนี้สินทั้งหมดหมดแล้วครับคณิน” พิมพ์มาดาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมทุกพยางค์ “นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ระหว่างผมกับคุณ... เราไม่มีอะไรติดค้างกันทางธุรกิจอีกแล้ว และในส่วนของลูก... ผมขอสิทธิ์ในการเลี้ยงดู ‘น้องพีท’ แต่เพียงผู้เดียวครับ” “ลูก?” คณินชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินชื่อนั้น ก่อนที่ความระแวงจะเข้าครอบงำ “หมายความว่ายังไง เรื่องอะไรผมจะต้องให้คุณเอาลูกไป... ลูกผมก็ต้องอยู่ที่นี่สิ” “ลูกของคุณเหรอครับ?” พิมพ์มาดาหัวנסเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง “วันที่ลูกป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลตอนตีสอง คุณอยู่ที่ไหนเหรอคณิน? วันที่น้องพีทเรียกหาพ่อในวันเกิดขวบปีแรก คุณจำได้ไหมว่าคุณนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกับใคร? ผู้ชายที่จำหน้าลูกตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้คำว่า ‘พ่อ’ เต็มปากหรอกครับ” “พิมพ์มาดา! คุณกล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับผม!” คณินตบโต๊ะเสียงดังสนั่นด้วยความโกรธกริ้ว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนากำหมัดแน่นจนสั่นเทา เขาไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนหยามเกียรติและปฏิเสธความต้องการของเขาได้มาก่อนในชีวิต “ผมไม่ได้พูดจาอวดดี... ผมแค่พูดความจริง” พิมพ์มาดาก้มลงหยิบกระเป๋าถือหนังสีดำขึ้นมาสะพายไหล่ เธอเดินผ่านหน้าสามีผู้ทรงอิทธิพลไปอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะหยุดยืนที่ประตู แล้วหันกลับมามองเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ทำให้คณินรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม “เอกสารเซ็นแล้ววางไว้บนโต๊ะนะครับ... เชิญคุณใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองตามสบายเถอะคณิน ขอให้มีความสุขกับความว่างเปล่าที่คุณสร้างขึ้นมาเองนะครับ” *ปัง!* เสียงประตูห้องเพนต์เฮาส์ปิดลงเบาๆ แต่กลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคณินราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดลงกลางใจ ความเงียบงันกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่ารำคาญเหมือนตอนแรก... มันคือความเงียบที่เยียบเย็นและเวิ้งว้างจนน่ากลัว คณินยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปที่เอกสารใบหย่าที่วางอยู่บนโต๊ะ ลายเซ็นของพิมพ์มาดาถูกจรดไว้อย่างสวยงามและมั่นคง ไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนของหยดน้ำตาแม้แต่หยดเดียว... เป็นใบหย่าที่ไร้ซึ่งคราบน้ำตาอย่างแท้จริง เขารู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ ลมหายใจติดขัดอย่างประหลาด คณินรีบก้าวเท้าตามออกไปที่ห้องโถงกว้างเพื่อจะกระชากตัวภรรยาให้กลับมาอธิบายให้รู้เรื่อง แต่ทว่า... เมื่อประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออก ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของเขากลับทำให้ลมหายใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครถึงกับสะดุดกึก ที่มุมโซฟาห้องรับแขกด้านนอก... มีกระเป๋าเดินทางใบเล็กสองใบวางตั้งอยู่ข้างตุ๊กตาหมีตัวโปรดของเด็กผู้ชายวัยสามขวบ และบนโซฟานั้น ร่างเล็กป้อมของเด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมสีน้ำเงินกำลังนั่งแกว่งขาไปมาอย่างอารมณ์ดี เด็กน้อยหันมาสบตากับเขาพอดี ดวงตากลมโตคู่นั้น... จมูกโด่งรั้นรั้นนั่น... และโดยเฉพาะรอยยิ้มที่มุมปาก... มันถอดแบบพิมพ์เขียวมาจาก ‘คณิน’ ในวัยเด็กราวกับส่องกระจกเงา! หัวใจของคณินกระชากวูบลงไปถึงตาตุ่ม มือหนาที่กำลังจะเอื้อมไปเปิดประตูลิฟต์ค้างเติ่งกลางอากาศ เมื่อร่างเล็กๆ นั้นเอ่ยปากเรียกผู้หญิงที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องด้วยเสียงแจ๋วใสว่า... “แม่ครับ... คุณพ่ออนุญาตให้เราไปเที่ยวหาคุณตาแล้วใช่ไหมครับ?” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครใน "บันทึกคนจร" นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ขาด แล้วอย่ามาขาดใจที่หลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%