ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 20

อุปสรรคชิ้นแรก

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
"คุณพ่อคะ... เรื่องนั้นผม..." เสียงทุ้มต่ำของคิมหันต์ที่ดังลอดออกมาจากเครื่องมือสื่อสารสีดำเครื่องหรู ไม่ได้เบาพอที่จะเล็ดลอดผ่านความเงียบงันของห้องครัวไม้ไผ่ไปได้ ปาลินซึ่งกำลังยืนบรรจงเรียงกลีบดอกบัวสายลงบนใบตองตึงเพื่อเตรียมทำกระทงสมุนไพร ชะงักมือทันที ปลายนิ้วเรียวที่เคยขยับอย่างคล่องแคล่วกลับแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ไอร้อนผ่าวจากชาสมุนไพรอุ่นๆ ตรงหน้า ดูจะไม่ได้ช่วยบรรเทาความหนบหนับที่ก่อตัวขึ้นในช่องท้องของเขาเลยสักนิด ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนยืนหันหลังให้อยู่ตรงระเบียงเรือน ไหล่กว้างที่มักจะแผ่ซ่านความมั่นคงและปลอดภัยให้ปาลินได้พึ่งพิงเสมอในยามนี้กลับเกร็งเครียดจนเนื้อผ้าตึงเปรี๊ยะ ฝ่ามือหนากำโทรศัพท์แน่นเสียจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด แม้ปาลินจะไม่ได้ยินเสียงปลายสายที่ตวาดแว้ดผ่านคลื่นสัญญาณมา แต่ความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังนั้นหนักหน่วงเสียจนคนมองรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง "ผมบอกแล้วไงครับว่าผมยังไม่พร้อม... ไร่หมอกไผ่ยังมีงานที่ผมต้องรับผิดชอบ... คุณพ่อครับ ฟังผมก่อนสิครับ!" น้ำเสียงของคิมหันต์เจือความหงุดหงิดและเหนื่อยล้าอย่างที่ปาลินไม่เคยได้ยินบ่อยนัก ตลอดเวลาที่ผู้ชายคนนี้ก้าวเข้ามาในพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ คิมหันต์ในสายตาของปาลินคือความนิ่งสงบ ดั่งขุนเขาที่โอบกอดสายหมอกไว้ด้วยความมั่นคง ทว่าในนาทีนี้ ขุนเขากำลังสั่นคลอนด้วยแรงกระแทกจากโลกภายนอก โลกที่ปาลินไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้าไปยืนเคียงข้าง โลกของตระกูลใหญ่ ทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน และหน้าที่การงานที่ถูกขีดเส้นทางไว้หมดแล้วตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก ปาลินค่อยๆ วางกลีบดอกไม้ลงในสำรับอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขากลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ความรู้สึกหน่วงหนับในอกตีรวนขึ้นมาเป็นระลอกคลื่น ความเงียบงันรอบตัวช่างน่ากลัวเหลือเกินในยามที่บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความตึงเครียด เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือใหญ่ที่กดวางสาย ปาลินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อหันไปเห็นร่างสูงใหญ่ก้าวกลับเข้ามาในห้องครัว แววตาคมกริบที่มักจะทอดมองเขาด้วยความอ่อนโยนและประกายความอบอุ่นเสมอ ในตอนนี้กลับฉายแววสับสน กังวล และเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจนน่าใจหาย "มี... มีอะอะไรรึเปล่าครับ... เอ๊ย... มีอะไรหรือเปล่าครับ... เอ๊ย... มีอะไรหรือเปล่าคะ... เอ้ย ไม่ใช่..." ปาลินเผลอพูดติดๆ ขัดๆ ด้วยความประหม่า ดวงตากลมโตหลุบต่ำลงมองปลายนิ้วตัวเองที่ประสานกันแน่นบนตัก ลืมตัวไปชั่วขณะว่ากำลังใช้น้ำเสียงแบบไหนกับตัวเอง จนกระทั่งคิมหันต์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นอายดินฝนและไพน์วูดที่ปาลินคุ้นเคยล้อมกรอบเขาไว้ คิมหันต์ยื่นมือมาหมายจะแตะลงบนกลุ่มผมของเขาตามความเคยชิน ทว่าจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มกลับชะงักมือค้างไว้กลางอากาศราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ปลายนิ้วคู่นี้เพิ่งจะกำโทรศัพท์ที่นำพาข่าวร้ายมาทำลายบรรยากาศอันสงบสุขของพวกเขา "ปาลิน..." เสียงทุ้มแหบพร่าเอמה่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ "ครับ... คุณคิม..." นายเอกหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่หวานไหวระริกด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด แม้ริมฝีปากจะพยายามแย้มยิ้มบางๆ เพื่อปลอบประโลม แต่อัตราการเต้นของหัวใจกลับรัวเร็วจนน่ากลัว "ถ้า... ถ้ามีงานด่วนที่กรุงเทพฯ คุณคิมรีบกลับไปจัดการก่อนก็ได้นะครับ ทางนี้ลุงมิ่งกับผมดูแลต่อเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ไร่ของเราไม่ได้หนีไปไหนเสียหน่อย" คำพูดที่พยายามแสดงออกว่าเข้มแข็งและเข้าใจโลก ช่างบาดลึกหัวใจของคนฟังเสียเหลือเกิน คิมหันต์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขารู้ดีว่าปาลินกำลังพยายามทำตัวเป็นเด็กดี พยายามไม่เป็นภาระ และพยายามเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่อยากเข้าใจเลยแม้แต่น้อย "มันไม่ใช่แค่เรื่องงานน่ะสิครับ ปาลิน..." คิมหันต์ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าเก้าอี้ที่ปาลินนั่งอยู่ มือหนาสองข้างเอื้อมไปกุมมือเรียวนุ่มที่เย็นเฉียบเอาไว้แน่น ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของสถาปนิกหนุ่มส่งผ่านเข้ามา แต่มันกลับทำให้ขอบตาของปาลินร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ "พ่อผม... ท่านอยากให้ผมกลับไปรับตำแหน่งรองประธานบริหารคนใหม่ และ..." ชายหนุ่มเว้นวรรคไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มหลบสายตาคู่นั้นวูบหนึ่ง ก่อนจะเงยขึ้นสบตาตรงๆ ด้วยความรู้สึกผิดที่อัดแน่นจนล้นอก "ท่านจัดงานเลี้ยงต้อนรับ... และนัดหมายให้ผมไป 'ดูตัว' กับคนที่ผู้ใหญ่ทางนั้นจัดเตรียมไว้ให้" ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจในวันที่ไร้ฝน ร่างเพรียวบางของปาลินชาวาบไปทั้งร่าง ลมหายใจสะดุดกึกลงทันที คำว่า *'ดูตัว'* และ *'คู่หมั้น'* ที่เคยได้ยินแต่ในละครโทรทัศน์หรือนิยายรักน้ำเน่า บัดนี้มันกำลังตกลงมาทับถมอยู่กลางอกของเขา หนักหน่วง เจ็บปวด และชาหนึบจนแทบไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีก รอยยิ้มบางเบาที่ปาลินพยายามประคับประคองไว้เมื่อครู่แตกสลายลงในพริบตา ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ แต่นายเอกผู้แสนอ่อนโยนคนนี้กลับเลือกที่จะฝืนเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น เพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา เขาไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวที่รั้งอนาคตและหน้าที่การงานของคิมหันต์ไว้ด้วยความรู้สึกของตัวเอง "น... นั่นสินะครับ..." ปาลินพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ แม้มันจะล้มเหลวไม่เป็นท่า "คุณ... คุณคิมเป็นถึงทายาทตระกูลใหญ่... มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ... เรื่องแบบนี้... มันก็เป็นเรื่องปกติของคนในสังคมระดับนั้นไม่ใช่เหรอครับ" "ปาลิน! มองหน้าผม!" คิมหันต์บีบมือเรียวแน่นขึ้นอีกนิดด้วยความร้อนรน หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็นเมื่อเห็นหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตาคู่สวยนั้น "คุณกำลังพูดอะไร? คุณคิดว่าผมจะยอมทำตามที่พ่อสั่งอย่างนั้นเหรอ? คุณไม่รู้จักผมเลยหรือไง ปาลิน!" "แล้วคุณคิมจะขัดขืนผู้มีพระคุณได้ยังไงล่ะครับ!" ในที่สุด ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาตลอดก็ระเบิดออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นเผาะลงบนหลังมือของคิมหันต์ ปาลินสะบัดหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนความอ่อนแอ แต่ปลายนิ้วอุ่นของอีกฝ่ายก็ตามมาเชยคางมนให้กลับมาสบตากันอีกครั้งอย่างอ่อนโยน "ครอบครัวของคุณคิม... หน้าตาทางสังคม... แล้วก็ผู้หญิงเพียบพร้อมคนนั้น... พวกเขาเหมาะสมกันทุกอย่าง... แล้วผมล่ะครับ? ผมเป็นใคร? เป็นแค่เด็กหนุ่มเจ้าของไร่สมุนไพรปลายแถวที่ไม่มีอะไรคู่ควรกับคุณเลยสักนิด!" "ปาลิน!" คิมหันต์ตวาดเสียงกร้าวแต่นุ่มนวลในเวลาเดียวกัน ดวงตาคมเข้มแดงก่ำด้วยความอัดอั้นตันใจไม่แพ้กัน "อย่าพูดจาดูถูกตัวเองแบบนี้อีก! ผมไม่เคยสนใจว่าใครจะเหมาะสมกับผม ชาติตระกูล หน้าตา หรือชื่อเสียงบ้าบออะไรนั่น ผมไม่เคยต้องการมันเลยสักนิด! สิ่งเดียวที่ผมต้องการ... สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยากลืมตาตื่นขึ้นมาในทุกๆ วันที่ไร่นี่... คือคุณ! คือรอยยิ้มของคุณ! คืออ้อมกอดของคุณตรงนี้ต่างหากเล่า!" คำสารภาพรักที่หนักแน่นและจริงใจจากปากของชายหนุ่มมาดนิ่ง ทำให้ห้องครัวทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านและเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ปาลินเบิกตากว้าง มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น และพบแต่ความจริงจังที่ไม่มีวันสั่นคลอน ทว่า ก่อนที่ปาลินจะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกมาเพื่อตอบรับความรู้สึกที่อัดแน่นล้นปรี่ในหัวใจ เสียงเคาะประตูกระจกเรือนไม้ไผ่ด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ไม่ใช่เสียงเคาะประตูแบบคนคุ้นเคยอย่างลุงมิ่ง... แต่มันคือเสียงเคาะที่หนักแน่น ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยความเร่งรีบราวกับจงใจจะประกาศการมาเยือนของบุคคลที่ไม่ได้รับเชิญ ทั้งคิมหันต์และปาลินผุกตัวลุกขึ้นยืนพร้อมกันด้วยความตกใจ คิมหันต์หันขวับไปมองยังบานประตูกระจกที่ปิดสนิท และก่อนที่เขาจะทันได้ก้าวไปเปิด ร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบ พร้อมด้วยบอดี้การ์ดร่างยักษ์อีกสองคนที่ก้าวตามเข้ามาอย่างไร้มารยาท ก็ผลักประตูเปิดออกด้วยตัวเองเสียแล้ว ร่างของประธานอาวุโสแห่งตระกูลใหญ่ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้องครัวไม้ไผ่กลิ่นอายธรรมชาติแห่งนี้ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างเพรียวบางของปาลินที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างกายบุตรชาย "แกหมดเวลาเล่นสนุกอยู่กับเด็กบ้านนอกนี่แล้ว, คิมหันต์..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ โดยไม่ชายตาแลปาลินแม้แต่น้อย "รถจอดรออยู่ข้างนอกแล้ว กลับกรุงเทพฯ กับพ่อเดี๋ยวนี้... แล้วเลิกทำตัวไร้สาระเสียที!" ปาลินรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ขาทั้งสองข้างชาดิกจนแทบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เมื่อตระหนักได้ว่า... อุปสรรคชิ้นแรกที่เขาต้องเผชิญ ไม่ได้มาในรูปแบบของปัญหาทั่วไป แต่มันคือครอบครัวของคิมหันต์ที่ก้าวเข้ามาพรากทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตาอย่างเลือดเย็น *** ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง สั่นไหวหัวใจ และเติบโตไปพร้อมกับความรักของคิมหันต์และปาลินในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%