เสียงกุ้งแห้งในชามข้าวต้มมื้อค่ำที่ถูกเคี้ยวอย่างเงียบเชียบ คือดนตรีประกอบเดียวในห้องอาหารโอ่อ่าสไตล์ยุโรปแห่งคฤหาสน์ไพศาลกุล
รัญธิดาวางช้อนกระเบื้องเคลือบสีมุกกลงบนจานช้าๆ ราวกับกลัวว่าเสียงกระทบจะไปรบกวนความนิ่งงันของประมุขแห่งบ้าน ผู้ซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะยาวเฟื้อย—ระยะห่างระหว่างเขากับเธอนั้น ไม่ใช่แค่หลักเมตร แต่มันคือช่องว่างทางจิตวิญญาณที่กว้างใหญ่ไพศาล เสียจนต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตข้ามไป ก็คงไม่มีวันถึง
ลีโอ ไพศาลกุล ไม่เคยเงยหน้าขึ้นมองภรรยาในยามค่ำคืนแบบนี้ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบขนตานิ่งสนิทกำลังจับจ้องอยู่กับหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อตรวจดูหุ้นในตลาดลอนดอน นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเรียบเรื่อย แสดงถึงความเย่อหยิ่งและเย็นชาที่ถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นเนื้อแท้ เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูดอะไร รัศมีรอบตัวเขาก็เพียงพอที่จะกดทับให้คนหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
“ทานต่อสี่คำสิครับ คุณหมอบอกว่าคุณน้ำหนักลดเกินไปในช่วงไตรมาสแรก…”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ โดยที่ดวงตายังไม่ละจากหน้าจอ มันไม่ใช่ความห่วงใยจากสามี แต่มันคือหน้าที่ของ ‘เจ้าของเรือนร่าง’ ที่ต้องรักษาทรัพย์สินในความครอบครองให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อหน้าตาของตระกูล รัญธิดากระตุกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ส่งไม่ถึงดวงตาและเต็มไปด้วยเศษซากความร้าวราน
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะคุณลีโอ อีกไม่นาน… คุณก็ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องน้ำหนักของดิฉันอีกแล้ว”
รัญธิดาเอ่ยเบาๆ เสียงของเธอนุ่มนวล ทว่ากลับบาดลึกในความเงียบสงบ ลีโอชะงักนิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอ เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสีนิลคู่นั้นกวาดมองภรรยาด้วยความรำคาญระคนแปลกใจเล็กน้อย
“คุณเริ่มพูดจาแปลกๆ อีกแล้วนะรัญธิดา อย่าหาเรื่องเรียกร้องความสนใจในเวลาทำงานของผม”
คำพูดที่เจือความดูแคลนนั้น ช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา ประโยคทำนองนี้คือสิ่งที่เธอได้รับเป็นของขวัญวันครบรอบ เป็นคำทักทายยามเช้า และเป็นคำบอกฝันดีในยามค่ำคืน รัญธิดาไม่โกรธอีกต่อไปแล้ว ความโกรธมันมอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านสีเทาตั้งแต่วินาทีที่เธอรู้ว่า… หัวใจของสามีคนนี้ไม่มีวันมีพื้นที่ให้เธอและลูก
มือเรียวบางเลื่อนวัตถุบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าปูโต๊ะสีครีมออกมาวางไว้ตรงหน้าเขา กระดาษสีขาวขอบทองที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย พร้อมด้วยแหวนเพชรเม็ดโต น้ำงามสามกะรัตที่ส่องประกายเย้ยหยันภายใต้แสงไฟระยิบระยับของแชนเดอเลียร์
ลีโอหรี่ตาลงมองมัน แวบแรกมีความหงุดหงิดฉายชัดผ่านนัยน์ตาคมกริบ ก่อนที่ความหมายของกระดาษแผ่นนั้นจะซึมซับเข้าสู่สมอง
*‘ใบหย่า’*
หัวข้อตัวหนังสือตัวหนาเด่นชัดเจน ลีโอแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แต่มันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันในความไร้เดียงสาของภรรยา เขาคิดว่านี่คงเป็นแค่เกมเรียกร้องความสนใจอีกรูปแบบหนึ่งของเธอ เช่นเดียวกับผู้หญิงไร้ค่าคนอื่นๆ ที่แต่งเข้ามาเพื่อเกาะตระกูลไพศาลกุลกิน
“เล่นอะไรของคุณรัญธิดา หยิบมันกลับไปซะ แล้วอย่าหาเรื่องปัญญาอ่อนแบบนี้มาล้อเล่นอีก” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตระหนกตกใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะความมั่นใจเต็มร้อยว่า ผู้หญิงที่ไร้ที่พึ่งอย่างรัญธิดา ไม่มีวันกล้าเดินออกจากคฤหาสน์หลังนี้ด้วยซ้ำไป เธอไม่มีเงิน เธอไม่มีครอบครัว และที่สำคัญ… เธอกลัวเขา
รัญธิดานั่งนิ่ง เธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้องฟูมฟายตามบทบาทภรรยาที่ถูกสามีหมางเมินในละครน้ำเน่า ดวงตากลมโตคู่สวยกลับพินิจพิเคราะห์ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้นกรีกของสามีเป็นครั้งสุดท้าย บันทึกทุกความเย็นชา ทุกลมหายใจ และความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของเขาเก็บไว้ในความทรงจำ
“ดิฉันไม่ได้ล้อเล่นค่ะคุณลีโอ” น้ำเสียงของเธอมั่นคงและราบเรียบยิ่งกว่ากระดาษแผ่นนั้น “สามปีที่ผ่านมา ดิฉันทำหน้าที่ภรรยาที่ดีและอดทนมามากพอแล้ว ทนอยู่กับผู้ชายที่มองเห็นดิฉันเป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน ทนอยู่กับความหนาวเหน็บในคฤหาสน์ที่ไม่มีแม้กระทั่งความอบอุ่นของคำว่าครอบครัว และวันนี้… ดิฉันขอคืนอิสรภาพให้คุณ”
“คุณกล้าดียังไงมาพูดคำนี้?” ลีโอยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจนอากาศรอบตัวแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง เขาจ้องมองเธอด้วยแววตาวาวโรจน์ “คิดว่าเซ็นชื่อกระดาษบ้าๆ นี่แล้วจะหนีพ้นงั้นเหรอ? รัญธิดา คุณเป็นของผม เป็นสมบัติของตระกูลไพศาลกุล ไม่มีทางที่คุณจะเดินออกไปจากที่นี่ได้ตามอำเภอใจ!”
“สมบัติงั้นเหรอคะ…” รัญธิดายิ้มหยันให้กับคำพูดนั้น เธอลุกขึ้นยืนเช่นกัน แม้ส่วนสูงจะต่างกันมากจนเธอต้องแหงนมองเขาเล็กน้อย แต่แววตาของเธอกลับเหนือกว่าและเยือกเย็นกว่าเขาเป็นร้อยเท่า “น่าเสียดายนะคะที่ตอนนี้ ‘สมบัติ’ ชิ้นนี้… ได้ตัดสินใจสลัดทิ้งความเป็นไพศาลกุลไปจนหมดสิ้นแล้ว”
พูดจบ เธอก็ถอดแหวนแต่งงานวงโตวางทับลงบนมุมขวาของใบหย่า เสียงโลหะกระทบกับเนื้อกระดาษดังขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟังอย่างประหลาด รัญธิดาหันหลังให้เขาทันทีโดยไม่รอฟังคำประณามใดๆ ฝีเท้ามั่นคงก้าวเดินไปตามทางเดินหินอ่อน มุ่งหน้าออกสู่ประตูใหญ่ของคฤหาสน์โดยไม่มีแม้แต่เงาของบอดี้การ์ดหรือแม่บ้านคนใดกล้าเข้ามาขวาง
ลีโอยืนมองแผ่นหลังบางระหงที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ หัวใจข้างซ้ายกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง—ความกลัวที่หลบซ่อนอยู่ลึกที่สุดในจิตใต้สำนึก—เริ่มกัดกินขั้วหัวใจของเขา แต่มันถูกความอีโก้และทิฐิอันสูงส่งปัดตกไปอย่างรวดเร็ว
“กลับมาเดี๋ยวนี้รัญธิดา! อย่าหาว่าผมไม่เตือนคุณ ถ้าคุณก้าวพ้นประตูนั้นไป คุณจะไม่มีวันได้กลับเข้ามาเหยียบที่นี่อีกตลอดชีวิต!” เขาส่งเสียงคำรามไล่หลังด้วยความเกรี้ยวกราด คิดว่าวิธีนี้จะทำให้เธอกลัวจนต้องวิ่งกลับมาซบแทบเท้าเหมือนทุกครั้ง
แต่รัญธิดาไม่ได้หยุดเดิน… เธอมือเอื้อมไปผลักบานประตูไม้สักทองบานใหญ่ให้เปิดออกอย่างไร้เยื่อใย แสงไฟสีส้มอุ่นจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาตัดกับเงาร่างของเธอที่ก้าวข้ามธรณีประตูออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความว่างเปล่าและความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวในคฤหาสน์หลังใหญ่
ทว่า… ในวินาทีที่ประตูบานนั้นกำลังจะปิดลง เสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งตึงตังพร้อมกับเสียงหัวใสใสของเด็กชายวัยสามขวบก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง
“ม้าฮะ! รอธามด้วยสิฮะ ทำไมเดินเร็วจังเลย!”
ลีโอชะงักกкаก เขาหันขวับกลับไปมองตามต้นเสียงหัวใจเต้นรำรัวอย่างบ้าคลั่ง และภาพที่ปรากฏตรงหน้า… ทำให้เลือดในกายของประธานหนุ่มผู้เย็นชาเย็นเฉียบลงจนแทบเป็นน้ำแข็ง เมื่อเด็กชายตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตสีนิลและจมูกโด่งรั้นที่ถอดแบบมาจากตัวเขาเองทุกระเบียดนิ้ว กำลังวิ่งผ่านหน้าเขาไปเพื่อโผเข้าสู่อ้อมกอดของอดีตภรรยาที่เพิ่งเซ็นใบหย่าหมาดๆ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความเจ็บปวดครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังว่าจะได้เจอหน้าลูก•ตอนที่ 1
ใบหย่าบนโต๊ะอาหาร
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังว่าจะได้เจอหน้าลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!