"...ฉลาดมาก, คุณเวนน์" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังแทรกความเงียบผ่านเครื่องขยายเสียงจากปลายทางเดิน "น่าเสียดายจริงๆ ที่ความอยากรู้อยากเห็นของคุณ... จะต้องถูกฝังไว้ที่นี่ พร้อมกับซากปรักหักพังพวกนี้ตลอดกาล"
เสียงคลิกโลหะดีดตัวดังขึ้นสั้นๆ ตามด้วยเสียงคำรามต่ำของระบบล็อกประตูฉุกเฉินชั้นที่สี่ที่ถูกตัดกระแสไฟฟ้า
ไซรัส เวนน์ ไม่ได้ขยับเขยื้อnหนี ดวงตาสสีเทาเข้มภายใต้แสงไฟกะพริบสีส้มของสถานีอวกาศที่กำลังจะตาย สะท้อนภาพหน้าจอแท็บเล็ตวิศวกรรมในมือ นิ้วเรียวยาวของเขายังคงลากผ่านโค้ดคำสั่งสุดท้ายอย่างใจเย็น ราวกับเสียงขู่ฆ่าเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงรบกวนจากพัดลมระบายความร้อนที่เสื่อมสภาพ
"คุณประเมินความเร็วในการเข้ารหัสของผมต่ำไป, แบล็กเวลล์" ไชรัสเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศในห้องทำงาน มากกว่าการยืนอยู่ต่อหน้าความตาย "ประตูบานนั้นถูกเชื่อมต่อกับระบบระบายความร้อนหลัก ถ้าคุณสั่งตัดไฟ มันจะกระตุ้นวาล์วระบายแรงดันอัตโนมัติ... และในอีกสามสิบวินาทีข้างหน้า ห้องควบคุมที่คุณยืนอยู่จะกลายเป็นเตาอบสุญญากาศขนาดย่อม"
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาผ่านคลื่นวิทยุที่สะท้อนถึงความลังเลที่เกิดขึ้นเสี้ยววินาที
เอเลน่า วาเลนไทน์ ที่ยืนพิงผนังโลหะเยียบเย็นอยู่ข้างๆ ขยับตัวเล็กน้อย แววตาคมกริบของเธอไม่ได้มองไปที่ประตูที่ถูกล็อก แต่กวาดสายตาสำรวจรอยเชื่อมบนผนังห้องโดยสารที่ถูกดัดแปลงอย่างประณีต มือเรียวของเธอกำด้ามปืนพกเลเซอร์แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด แม้ภายนอกเธอจะรักษาท่าทีสงบเยือกเย็นได้อย่างไร้ที่ติ แต่หยาดเหงื่อที่ไหลรินข้างขมับก็บ่งบอกถึงความตึงเครียดที่พุ่งถึงขีดสุด
"เรากำลังเจรจากับคนตายที่ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตาย, ไซรัส" เอเลน่ากระซิบ เสียงของเธอต่ำลอดไรฟัน "เขาไม่ได้มาคนเดียว ระบบตรวจจับความร้อนสำรองที่เราซ่อมไว้เมื่อชั่วโมงก่อนแสดงรอยเท้าพลังงานอย่างน้อยห้าจุดกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทางช่องระบายอากาศด้านบน"
"ผมรู้" ไซรัสตอบสั้นๆ โดยละสายตาจากหน้าจอ เขาหันมาสบตากับเอเลน่า ระยะห่างระหว่างพวกเขาน้อยกว่าหนึ่งช่วงแขน กลิ่นอายของโอโซนผสมกับเหงื่อและกลิ่นเหล็กอุ่นๆ ลอยคละคลุ้งในบรรยากาศที่ไร้แรงโน้มถ่วงสมบูรณ์แบบ "และนั่นหมายความว่า กลุ่มคนที่ซ่อนตัวอยู่ตลอดสามเดือนบนสถานีนี้... ไม่ได้มีแค่พวกก่อวินาศกรรมกลุ่มเดียว"
*แกร๊ก!*
เสียงโลหะฉีกขาดดังมาจากเพดานเหนือศีรษะ น็อตยึดฝาครอบท่อระบายความร้อนหลุดกระเด็นทีละตัว แรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ทำให้ฝุ่นละอองและคราบสนิมร่วงกราวลงมาเหมือนหิมะสีเทา
ในเสี้ยววินาทีนั้น เอเลน่าไม่รอช้า เธอพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนเสื้อของไซรัสแล้วกระชากหลบวิถีกระสุนพลาสมาที่เจาะทะลวงผนังโลหะด้านหลังเข้ามาจนเกิดรอยไหม้สีดำสนิท กลิ่นไหม้ของฉนวนกันความร้อนโชยเข้าจมูกทันที
"ระวัง!" เธอดึงตัวเขาลงหมอบราบไปกับพื้นผิวทางเดินที่เย็นเฉียบ
"ขอบคุณครับ... สำหรับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ไม่เลวเลย" ไซรัสกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะบีบคั้นจนแทบไม่มีอากาศหายใจ เขายังคงรักษาความนิ่งสงบเอาไว้ได้ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาอย่างสมบูรณ์แบบ
"เก็บคำชมไว้ใช้ตอนที่เราออกจากที่นี่ได้เถอะค่ะ... อ้อ ขอโทษที ผมติดนิสัยพูดครับ" เอเลน่ากัดฟันตอบด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก แม้ในยามวิกฤต หญิงสาวก็ยังไม่วายเหน็บแนมความไร้ชีวิตชีวาของวิศวกรหนุ่มผู้นี้
จากช่องระบายอากาศที่พังทลายลงมา ร่างในชุดเกราะกู้ภัยรุ่นเก่าที่ถูกดัดแปลงให้ดูดุดันปรากฏขึ้น รอยสัญลักษณ์บนเกราะไม่ใช่ตราของสหพันธ์ดวงดาว และก็ไม่ใช่กลุ่มกบฏที่พวกเขาเคยประเมินไว้ มันคือสัญลักษณ์รูป "วงโคจรดับสูญ" ที่เลือนราง—กลุ่มคนผู้สูญเสียทุกสิ่งจากสงครามการค้าระหว่างดาวเคราะห์ และเลือกที่จะกลายเป็นผีดิบหลบซ่อนอยู่ในซากสถานีอวกาศรกร้างแห่งนี้เพื่อรอวันล้างแค้น
ผู้นำของกลุ่มผู้รอดชีวิตปริศนาค่อยๆ ก้าวลงมาจากช่องระบายอากาศ หมวกนิรภัยถูกปลดออกเผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลึกพาดผ่านดวงตาข้างซ้าย ดวงตาสีฟ้าซีดคู่นั้นจ้องมองมาที่ไซรัสและเอเลน่าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ระหว่างความเกลียดชัง ความโหยหา และความสิ้นหวัง
"ไม่คิดเลยว่าจะมีใครรอดชีวิตจากยานอพยพเที่ยวสุดท้ายเมื่อสิบปีก่อนมาได้อีก..." เสียงแหบพร่าของชายคนนั้นดังขึ้น ก้องกังวานไปทั่วโถงทางเดินที่เงียบงัน "โดยเฉพาะคนจากตระกูลเวนน์... คนที่ออกแบบระบบล็อกประตูนิรภัยจนทำให้ครอบครัวนับร้อยต้องติดอยู่ข้างในและกลายเป็นจุล"
หัวใจของไซรัสกระตุกวูบไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองตรรกะและตัวเลขพรั่งพรูขึ้นมาในสมองราวกับเขื่อนแตก มือที่ถือแท็บเล็ตสั่นเทาเล็กน้อย—เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวที่เอเลน่าสังเกตเห็น
เธอยื่นมือไปสัมผัสหลังมือของเขาเบาๆ เป็นการเตือนสติโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด
ไซรัสสูดหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา ดวงตาสีเทาเข้มกลับมาเย็นชาและเฉียบคมอีกครั้ง เขายืนขึ้นช้าๆ เผชิญหน้ากับชายเจ้าของแผลเป็นโดยไม่หลบสายตา
"ระบบไม่ได้ผิดพลาด, ผู้กองเรย์มอนด์" ไซรัสกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทรงพลังพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของลูกสมุนรอบกายทั้งหมด "คนที่ผิดพลาดคือคำสั่งที่บังคับให้ระบบฝืนทำงานเกินขีดจำกัด... ซึ่งนั่นเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาของคุณเองไม่ใช่หรือครับ?"
เรย์มอนด์ชะงักไป รอยแผลเป็นบนใบหน้ากระตุกเกร็ง ปืนพลาสมาในมือสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะถูกยกขึ้นเล็งตรงมาที่หน้าอกของไซรัส
"แกมันก็แค่ไอ้หุ่นยนต์เลือดเย็นที่ไม่เคยเข้าใจความเจ็บปวดของการสูญเสีย!" เรย์มอนด์คำราม เสียงตวาดก้องสะท้อนในความเงียบ
"ถ้าผมเป็นคนไร้ความรู้สึกจริง..." ไซรัสขยับตัวก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ท่ามกลางปากกระบอกปืนที่จ่ออยู่ตรงหน้า โดยมีเอเลน่าขยับตามประกบพร้อมลั่นไกสกัดทุกเมื่อ "ผมคงไม่เสียเวลาถอดรหัสระบบระบายอากาศเพื่อช่วยชีวิตคนกลุ่มสุดท้ายที่ซ่อนตัวอยู่... รวมถึงพวกคุณด้วย"
เรย์มอนด์ขมวดคิ้วแน่น นิ้วที่เหนี่ยวไกชะงักค้าง
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด หน้าจอแท็บเล็ตในมือของไซรัสที่ถูกตั้งระบบตรวจจับสัญญาณชีวะระยะไกลก็ส่งเสียงเตือนสดยาว *ปี๊บ—* พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉานที่เด้งขึ้นมากลางจอภาพ
เอเลน่าก้มลงมองหน้าจอแวบหนึ่ง ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด ข้อความนั้นระบุชัดเจนว่าสัญญาณชีพของยานรบระดับบัญชาการจากสหพันธ์ดวงดาวกำลังพุ่งตรงมายังสถานีนี้ด้วยความเร็วเหนือแสง... และรหัสประจำตัวที่ส่งมาล่วงหน้า ไม่ใช่รหัสกู้ภัยอย่างที่ควรจะเป็น
แต่มันคือรหัส "กวาดล้างพื้นที่" ที่ออกคำสั่งโดยบุคคลที่พวกเขาคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในห้วงอวกาศอันหนาวเหน็บนี้ด้วยกันนะครับ
วิศวกรไร้ใจกับทูตสันถวไมตรีในวงโคจรดับสูญ•ตอนที่ 21
การหักหลังภายใน
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรไร้ใจกับทูตสันถวไมตรีในวงโคจรดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!