กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน•ตอนที่ 1

หมากกระดานใหม่ในโลกที่คุ้นเคย

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
"รอยเย็บสามเข็มสุดท้ายนี้ ช่างหยาบคายและไร้ซึ่งความประณีตเสียจริง" กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและฟางข้าวเก่าๆ ตลบอบอวลอยู่ในโพรงจมูก ทว่าสัมผัสแรกที่ปลุกเร้าสติสัมปชัญญะของหลินเฟยหรานให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน มิใช่กลิ่นกายของความยากจนข้นแค้น หากแต่เป็นความเจ็บแปลบที่ปลายนิ้วนางข้างขวา—นิ้วที่เคยจรดพู่กันขนหมาป่าราคาแพงลิบลิ่วเพื่อร่างฎีกาสะเทือนบัลลังก์ บัดนี้กลับด้านด้านและสากระคายด้วยรอยด้านหนาจากการถือจอบเสียม ดวงตากลมโตคู่คมกริบดั่งหงส์สะบัดเปลือกตาขึ้นช้าๆ แสงสลัวสีเทาหม่นลอดผ่านช่องว่างของฝาผนังไม้ไผ่สานที่ผุพัง เผยให้เห็นเพดานมุงจากที่หยากใย่เกาะกราว ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักอักษรบูรพาอันโอ่อ่าในวังหลวงแห่งต้าฉี... ไม่มีกลิ่นอายของกำยานไม้กฤษณา ไม่มีเสียงหยกกระทบกันยามนางกำนัลก้าวเดิน และยิ่งไม่มีกระดาษสาเนื้อดีที่ปูลาดรอรับราชโองการ แต่นี่คือ "คอมมูนการเกษตร" ในดินแดนรกร้างห่างไกล ทศวรรษที่เจ็ดของคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ ยุคสมัยที่ผู้คนสวมชุดสีเขียวขี้ม้าหม่นหมองและเทิดทูนผู้นำสูงสุดด้วยจิตวิญญาณอันบ้าคลั่ง "ยังไม่รีบตื่นขึ้นมาทำงานอีกหรือวะ อีเมียไร้ค่า! คิดจะนอนกินแรงคนอื่นไปถึงไหน!" เสียงตบโต๊ะไม้กระแทกดังสนั่นจนเศษฝุ่นร่วงลงมาจากคานบ้าน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ประตูห้องหับอันคับแคบ หลินเฟยหรานไม่แม้แต่จะขยับตัวหนี นางเพียงป้องปลายนิ้วที่เจ็บระบมไว้ด้วยความนิ่งสงบ แววตาที่ทอดมองออกไปมีความเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขาอู๋อี๋ สะท้อนภาพของหญิงวัยกลางคนร่างท้วมที่ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูกรอบไม้ผุๆ นางคนนั้นคือ "แม่สามีจาง" ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายและมือไวในหมู่บ้านหง Hsin หลินเฟยหรานป้องริมฝีปากที่แห้งผากของตนเองเบาๆ พลางสำรวจความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวสมองราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก ร่างนี้เป็นของหญิงสาวชาวนาแซ่หลินผู้มีชื่อเสียงเรียงนามเดียวกัน นางเพิ่งแต่งเข้ามาในครอบครัวนี้ได้เพียงครึ่งปี สามีผู้ล่วงลับถูกส่งไปใช้แรงงานในเหมืองไกลโพ้นจนแทบไม่เหลือแม้แต่กระดูก ส่วนนางก็ต้องทนรับเคราะห์กรรมรองรับอารมณ์ของบ้านสามี จนกระทั่งตรอมใจตายคาคานไม้ไผ่แห่งนี้... ช่างเป็นบทละครราคาถูกที่แสนน่าสมเพชเสียนี่กระไร "ข้าเรียกเจ้าไม่ได้ยินหรือไง อีเด็กไม่รักดี!" แม่สามีจางก้าวเข้ามาหมายจะกระชากแขนเรียวบางที่ซูบผอมจนเห็นกระดูก ทว่า— ก่อนที่ปลายนิ้วหยาบกร้านนั้นจะสัมผัสโดนเนื้อตัว หลินเฟยหรานก็เบี่ยงกายหลบอย่างงดงามราวกับสายน้ำไหลผ่านซอกหิน ท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นสง่างามและเปี่ยมด้วยชั้นเชิงของสตรีสูงศักดิ์โดยสัญชาตญาณ นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้เสื้อผ้าปะชุนสีมอซอจะไม่อาจปิดบังความโทรม แต่รัศมีความเย่อหยิ่งและสายตาที่กดต่ำลงมามองราวกับกำลังพิจารณา "มดปลวก" ใต้ฝ่าเท้า กลับทำให้แม่สามีจางถึงกับผะหนีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "ท่านแม่... น้ำเสียงเช่นนี้ไม่คู่ควรกับความอาวุโสของท่านเลยสักนิด" น้ำเสียงของหลินเฟยหรานแหบพร่าเล็กน้อย แต่ทุกคำที่เปล่งออกมากลับหนักแน่น ทรงพลัง และเยือกเย็นเสียจนคนฟังต้องขนลุกซู่โดยไร้สาเหตุ "อีกอย่าง การจะใช้กำลังกับภรรยาหม้ายที่เพิ่งฟื้นไข้... หากแพร่สะพัดออกไปถึงหูของคณะกรรมการประจำคอมมูน ท่านคิดว่า 'ความประพฤติ' ของลูกชายคนโปรดของท่าน จะยังคงได้รับการพิจารณาให้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าหน่วยผลิตอยู่หรือไม่?" ดวงตาของแม่สามีจางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นางอ้าปากพะงาบๆ ราวกับปลาขาดน้ำ หลินเฟยหรานในยามนี้ช่างแตกต่างจากลูกสะไภ้ขี้ขลาดตาขาวคนเดิมราวฟ้ากับเหว หญิงสาวตรงหน้าดูคล้าย... คล้ายปีศาจจิ้งจอกจำแลงกายมามากกว่าจะเป็นหญิงชาวนาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้! "เจ้า... เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!" แม่สามีจางแผדเสียงแหลมสูงเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก "คิดว่าเรียนหนังสือมาจากไหน ถึงได้กล้าปีนเกลียวกับผู้ใหญ่! ไสหัวออกไปเกี่ยวหญ้าหมูเดี๋ยวนี้! ถ้าพระอาทิตย์ไม่ตกดินแล้วตระกร้าไม่เต็ม วันนี้เจ้าไม่ต้องกินข้าว!" หลินเฟยหรานไม่โต้เถียง นางเพียงคลี่ยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความร้ายกาจไว้อย่างแนบเนียน ดุจคมดาบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฝักแพรไหมชั้นดี "ย่อมได้..." นางเอ่ยเสียงเบา พลางก้มลงหยิบเคียวตัดหญ้าขึ้นมาพินิจพิจารณาคมมีดที่ขึ้นสนิมเขรอะ "ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้ข้าได้มีลมหายใจใหม่อีกครา หมากกระดานนี้... ข้าคงต้องเป็นผู้เดินด้วยตนเองเสียแล้ว" ขณะที่หลินเฟยหรานก้าวเท้าเดินผ่านธรณีประตูออกไปยังลานดินกว้าง ท้องฟ้าเบื้องบนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทะมึน สายฝนปรอยโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าซีดเก่าคนหนึ่งกำลังยืนตากฝนอยู่ ร่างสูงใหญ่สง่างามดุจพญาอินทรี ทว่าแผ่นหลังนั้นกลับเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาและความเหนื่อยล้า เขาถอดหมวกแก๊ปออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหินผา และดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่กวาดสายตาเข้ามาหยุดนิ่งสนิทอยู่ที่ร่างของหลินเฟยหรานพอดี หัวใจของอดีตกุนซือหญิงกระตุกวูบไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก ภาพซ้อนของอ๋องผู้เยือกเย็นในอดีตชาติซ้อนทับกับนายทหารปลดประจำการตรงหน้าอย่างไม่น่าเชื่อ! ชายหนุ่มผู้มาใหม่หรี่ตามองนาง นัยน์ตาคู่นั้นไม่มีความอบอุ่น มีเพียงความระแวดระวังและประกายบางอย่างที่ลึกล้ำยากหยั่งถึง ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำดุจก้อนกรวดกระทบกัน "ผู้หญิงคนนี้... ใครกัน?" ส้มหวานมิติลับ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางข้ามมิติเวลาไปด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%