กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งยังคงอวลติดปลายประสาทสัมผัส ราวกับมหาสมุทรโลหิตที่เขาเพิ่งจมดิ่งลงไปเมื่อชั่วยามก่อน ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่ดวงจิตจะแตกสลายคือภาพของกระบี่อมตะเก้าเล่มที่เสียบทะลุร่างอันไร้เทียมทานของ "หลินฟาน" มหาเทพผู้ครองฟ้าดิน บรรดาผู้อาวุโสแห่งแดนสวรรค์ทั้งเก้าต่างหวาดผวาจนตัวสั่นเทาขณะมองดูเขาดับสูญ แต่ในวิถีแห่งเต๋า... ความตายมิใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นเพียงประตูบานใหม่ที่ถูกผลักเปิดออกเท่านั้น
"ศิษย์พี่รอง... ข้าว่าเจ้านี่คงไม่รอดแล้วกระมัง ดูลมหายใจของมันสิ ช่างโรยรินเสียยิ่งกว่าไส้เดือนถูกแดดเผา"
น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึกดังขึ้นเหนือศีรษะ ขัดจังหวะการโคจรลมปราณที่ยังคงปั่นป่วนอยู่ในห้วงสำนึก หลินฟานค่อยๆ ปรือเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดราวนับพันเข็มทิ่มแทงแล่นพล่านไปทั่วทุกเส้นเอ็นและกระดูก สำนึกแรกที่ตระหนักรู้คือ... ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอยิ่งนัก อ่อนแอเสียจนเขารู้สึกขัดเคืองใจอย่างที่สุด
นี่ไม่ใช่ร่างอมตะที่ผ่านการหลอมรวมกับเต๋าแห่งสวรรค์อันเกรียงไกรของเขา
นี่คือร่างของเด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดปี ผู้มีจุดตันเถียนตีบตัน เส้นชีพจรลมปราณพิการมาแต่กำเนิด และถูกขนานนามว่าเป็น "ขยะแห่งสำนักกระบี่เมฆา"
"ฮึ่ม เจ้าสวะ 'หลินฟาน' ผู้นี้ ช่างสร้างความอับอายให้แก่ยอดเขาตงหลิวเสียจริง กล้าดียังไงถึงไปท้าประลองกับศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาหลัก? ผลลัพธ์จึงกลายเป็นเช่นนี้... ถูกซ้อมจนปางตาย ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เสียงที่สองเอ่ยสมน้ำหน้าตามมา พร้อมกับแรงกระแทกด้วยปลายเท้าที่เข้าบริเวณซี่โครงของเขาอย่างจัง
*ปั๊ก!*
ความเจ็บปวดแล่นแปลบ หลินฟานกัดฟันแน่นโดยไม่หลุดเสียงครวญครางออกมาแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมที่เคยพินิจมองจักรวาลบัดนี้ลืมขึ้นเต็มตา เปล่งประกายแสงสีทองเรืองรองจางๆ ลึกล้ำและเยียบเย็นจนผู้ที่มองสบตาถึงกับผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว
เงาร่างของศิษย์ร่วมสำนักสองคนยืนค้ำหัวเขาอยู่ ชุดศิษย์สาย外 (นอก) สีเทาหม่นเปรอะเปื้อนฝุ่นผง พวกมันมองลงมาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังมองดูซากสัตว์เดรัจฉานข้างทาง
"ทะ... สายตานั่นมันอะไรกันวะ?" ศิษย์คนแรกกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความกดดันที่ไร้รูปทรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างอันบอบช้ำของหลินฟาน ทำให้พวกมันรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่หน้าอสูรร้ายที่หลับใหลและพร้อมจะตื่นขึ้นมาขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ
หลินฟานยันกายลุกขึ้นช้าๆ แม้ร่างกายจะร้าวระบมไปหมด แต่กระดูกสันหลังของเขายังคงตั้งตรงสง่าดั่งกระบี่วิเศษที่ปักค้ำฟ้า ปรัชญาแห่งเต๋าที่หลอมรวมอยู่ในจิตวิญญาณมิได้สูญสลายหายไปไหน การกลับชาติมาเกิดในร่างของศิษย์สวะผู้นี้ อาจเป็นฟ้าลิขิตให้เขาได้ก้าวเดินบนวิถีกระบี่ใหม่อีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม
"พวกเจ้า... รบกวนเวลาการตื่นของข้า"
น้ำเสียงของหลินฟานแหบพร่า ทว่ากลับทรงพลังและกดดันอย่างประหลาด ราวกับเสียงคำรามของมังกรที่กักเก็บไว้ในลำคอ มันไม่ใช่เสียงของเด็กหนุ่มผู้ไร้พลังปราณใกล้ตายอีกต่อไป แต่เป็นน้ำเสียงของ "มหาเทพ" ผู้เคยเหยียบย่ำทวีปเซียนให้สั่นสะเทือน
ศิษย์ทั้งสองหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ "วะ... ว่าไงนะ? เจ้าสวะนี่กล้าต่อปากต่อคำกับพวกเราหรือ? สงสัยสมองคงกระทบกระเทือนจนเพี้ยนไปแล้วกระมัง!"
ก่อนที่พวกมันจะได้กล่าวสิ่งใดเพิ่ม ร่างของหลินฟานก็ขยับวูบ แม้ปราณในร่างจะแทบไม่มี แต่ทักษะการเคลื่อนไหวที่สะสมมานับหมื่นปีและสัญชาตญาณแห่งนักสู้หาญกล้ายังคงอยู่ ฝ่ามือเรียวยาวพุ่งเข้าปะทะเข้าที่จุดชีพจรใต้ราวนมของศิษย์คนแรกอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
*พรวด!*
กระแสลมปราณอันเบาบางแต่เฉียบคมดั่งเข็มเงินพุ่งทะลวงเข้าจุดตาย ทำให้ศิษย์ผู้นั้นกระอักเลือดคำโตทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในคราเดียว ดวงตาเบิกโพ้างosด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด มันไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคนใกล้ตายเช่นนี้จึงสามารถพลิกกลับมาโจมตีได้อย่างแม่นยำและเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้
ศิษย์คนที่สองหน้าซีดเผือด ขาสั่นพับด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ปีศาจ... เจ้ามันปีศาจ!" มันตะโกนลั่นแล้ววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงหายลับไปจากเรือนพักโทรมๆ แห่งนี้ทันที
หลินฟานยืนมองแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปอย่างไม่แยแส เขายกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกของตนเอง รับรู้ได้ถึงเส้นชีพจรที่อุดตันและจุดตันเถียนที่แห้งผากราวกับแผ่นดินแล้งฝน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา
"คิดว่าเส้นชีพจรพิการแล้วข้าจะจนมุมงั้นหรือ? ช่างไร้เดียงສาสิ้นดี..."
ในอดีตชาติ เขาคือผู้สร้าง "เคล็ดกระบี่กลืนนภา" วิชาบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้าที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องหวาดกลัว วิชาสายมารและเซียนหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว การจะทะลวงจุดตันเถียนที่ตีบตัน สำหรับหลินฟานแล้ว มิใช่เรื่องยากเย็นอันใด เพียงแต่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรที่เหมาะสม
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะนั่งลงโคจรพลังเพื่อปรับสมดุลร่างกาย พลันมีเสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับเกล็ดหิมะโปรยปรายดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของดอกเหมันต์ลอยละล่องเข้ามาในอากาศ กลิ่นอายอันบริสุทธิ์สูงส่งนี้ทำให้หลินฟานต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
ประตูไม้ผุพังถูกผลักออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน เส้นผมยาวสลวยดั่งรัตติกาลดําขลับ ใบหน้างามล้ำเลิศราวกับภาพวาดของเทพเซียน ทว่ากลับประดับไว้ด้วยความเย็นชาและห่างเหิน ราวกับนางพญาหิมะที่ไม่เคยหลอมละลายให้ผู้ใด
นางคือ "มู่หรงเซวี่ย" เทพธิดาแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้ครองตำแหน่งศิษย์สายหลักอันดับหนึ่ง และเป็นยอดฝีมือหญิงผู้เย็นชาที่สุดในรอบร้อยปีของดินแดน
นางกวาดสายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งมามองหลินฟานที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนคราบเลือด ร่องรอยความผิดหวังและรังเกียจฉายชัดขึ้นในแววตานั้นชั่วขณะ ก่อนจะเอื้อnเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก
"หลินฟาน... เจ้าสร้างเรื่องให้อับอายขายหน้าถึงเพียงนี้ เจ้าสำนักกำลังพิจารณาขับไล่เจ้าออกจากสำนัก เจ้ายังมีหน้ามานั่งหายใจอยู่อีกหรือ?"
หลินฟานเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ดวงตาคู่คมสีทองจางๆ ประสานเข้ากับนัยน์ตาคู่สวยของนางเซียนผู้เย่อหยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและตึงเครียด เขามิได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือลนลานเหมือนที่ผ่านมา ตรงกันข้าม... มุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและท้าทาย
ในอディตชาติ มู่หรงเซวี่ยผู้นี้คือสตรีเพียงคนเดียวที่ยืนเคียงข้างเขาในยาระหว่างที่เขาเผชิญทัณฑ์สวรรค์ และเป็นผู้เดียวที่ยอมใช้กระบี่เล่มงามของนางยอมหักสะบั้นเพื่อปกป้องดวงจิตที่เหลืออยู่ของเขา แม้ในชาตินี้ นางจะยังคงเย็นชาและมองเขาเป็นเพียงศิษย์สวะไร้ค่า แต่หลินฟานรู้ดี... ภายใต้เกราะน้ำแข็งนั้น หัวใจของนางกำลังสั่นไหว
"ศิษย์พี่รองมู่หรง..." หลินฟานลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวเท้าเข้าไปหานางทีละก้าวอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของหญิงสาว "ท่านมาเพื่อขับไล่ข้าด้วยตนเอง หรือว่า... เป็นห่วงข้ากันแน่?"
มู่หรงเซวี่ยชะงักไปเล็กน้อย นางไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มผู้ขี้ขลาดตาขาวและหวาดกลัวนางมาตลอด จะกล้าเอާމวาจาเช่นนี้ใส่ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น... แววตาของหลินฟานในยามนี้ ไม่มีร่องรอยความอับอายหรือความอ่อนแอหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความลึกล้ำที่ทำให้นางรู้สึกราวกับถูกมองทะลุปรุโปร่ง
นางชักกระบี่ประจำกายออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายคมกระบี่สีฟ้าใสจ่อเข้าที่ลำคอของหลินฟานทันที ห่างเพียงมิลลิเมตรเดียว กลิ่นอายกระบี่เยือกเย็นบาดผิวจนเกิดรอยแดงจางๆ
"หลินฟาน เจ้าอยากตายนักใช่ไหม?" เสียงของนางเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็ง
หลินฟานไม่ถอยหนี เขากลับขยับลำคอเข้าหาคมกระบี่ของนางทีละน้อย จนปลายกระบี่แนบชิดผิวเนื้อ ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของนางเซียนผู้เย่อหยิ่ง พลางกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของนาง
"อย่าได้ใช้กระบี่เล่มนี้ขู่ข้า... มู่หรงเซวี่ย เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ มีเพียงกระบี่ของเจ้าเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์ได้ติดตามข้าไปพิชิตเก้าชั้นฟ้า!"
*เปรี้ยง!*
สิ้นเสียงคำกล่าวของหลินฟาน ท้องน้ายามวิกาลที่เคยปลอดโปร่งพลันเกิดเสียงสายฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหว เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นเกลียวพายุเหนือยอดเขาตงหลิวอย่างกะทันหัน ราวกับสวรรค์กำลังพิโรธต่อวาจาอันอาจหาญนั้น!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดotไปนะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 1
ฟื้นจากความตายในร่างศิษย์สวะ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!