เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำบนโต๊ะกระจกนิรภัยไม่ได้ดังพอจะกลบความเงียบอันน่าอึดอัดในห้องประชุมชั้นสี่สิบของบริษัทกฎหมายชั้นนำแห่งนี้ได้เลย
“คุณอชิรคะ ฉันคิดว่าเราคงไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อมกันอีก ฉบับร่างแปลนโครงการ ‘The Labyrinth’ ของคุณมีรอยต่อทางเรขาคณิตซ้อนทับกับสิทธิ์บัตรของกลุ่มบริษัทคิวบิกสถาปัตย์แบบลายเส้นต่อลายเส้น ซึ่งนั่นหมายความว่า… คุณกำลังถูกฟ้องในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาอย่างโจ่งแจ้ง”
น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล หรือแม้แต่เศษเสี้ยวของความเห็นอกเห็นใจถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงเบอร์กันดี รินรดานั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงาน ฝ่ามือเรียวบางประสานกันบนตักอย่างมั่น The posture of power ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเฉียบจ้องมองตรงไปยังบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าชิ้นหนึ่งในตลาดมืด
อชิร สถาปัตย์หนุ่มผู้สร้างชื่อเสียงจากการพลิกโฉมตึกร้างให้กลายเป็นงานศิลปะมูลค่าหลายพันล้าน ยืนนิ่งสนิท มือข้างหนึ่งซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทเนื้อดี เขายังไม่แม้แต่จะชายตาแลเอกสารทางกฎหมายหนาเตอะนั่น ดวงตาคมเข้มคู่ความเย็นชาคู่นั้นกวาดมองสำรวจใบหน้าของทนายความสาวอย่างพินิจพิเคราะห์ เขากำลังอ่านเธอ… เช่นเดียวกับที่เธอกำลังต้อนเขาให้จนมุม
“รอยต่อทางเรขาคณิตที่คุณว่า มันเกิดจากทฤษฎีการหักเหของแสงและเงา ซึ่งถูกจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้ในสาธารณสมบัติก่อนที่บริษัทปู่ของคุณจะเกิดเสียอีก คุณรินรดา” อชิรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงทันที “หรือว่าคณะนิติศาสตร์ชื่อดังในอังกฤษไม่ได้สอนเรื่องการแยกแยะระหว่าง ‘แรงบันดาลใจ’ กับ ‘การลอกเลียนแบบ’ ให้คุณฟังในชั่วโมงแรกกันแน่”
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของรินรดาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะโน้มตัวไปข้างหน้าน้อยๆ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงแรงปะทะทางอารมณ์ที่คุกรุ่น
“กฎหมายไม่สนหรอกค่ะว่าคุณจะได้แรงบันดาลใจมาจากพระเจ้าองค์ไหน สนแค่ว่าลายเส้นในกระดาษแผ่นนี้… มันปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของทีมออกแบบคุณก่อนกำหนดส่งมอบโครงการเพียงสามวัน และผู้ถือหุ้นใหญ่ของคิวบิกสถาปัตย์… ก็คือคนที่กำลังซื้อหนี้ทั้งหมดของคุณอยู่ในตอนนี้ด้วย”
คำพูดนั้นทำให้อชิรชะงักไปเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังคงความเรียบเฉยไว้ได้อย่างแนบเนียน แต่กรามที่ขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูนก็เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า ธันวา คู่แข่งทางธุรกิจที่จ้องจะฮุบตระกูลของเขากำลังเล่นสกปรกผ่านเงื้อมมือของทนายความสาวคนนี้
“คุณเป็นทนาย… ไม่ใช่สุนัขรับใช้ที่คอยวิ่งตามเก็บกวาดเศษซากความโลภให้ใคร” อชิรขยับเข้าประชิดโต๊ะทำงานมากขึ้น โน้มตัวลงต่ำจนใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นกระดาษเก่าๆ จากตัวเธอปะทะเข้ากับนาสิก “บางที ค่าจ้างที่คุณได้จากธันวา อาจจะสูงพอที่จะทำให้คุณยอมเอาศักดิ์ศรีวิชาชีพมาแลกกับการทำลายผลงานชิ้นเอกของคนอื่นสินะคะ”
คำพูดที่จงใจย้อนเกล็ดทำให้ดวงตาคู่สวยของรินรดาวาวโรจน์ขึ้นมาวบหนึ่ง เธอไม่ได้ถอยหนี กลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว ความใกล้ชิดนี้ทำให้ทั้งคู่ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่แผ่รังสีความกดดันอันตราย ขณะที่หญิงสาวกลับใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว
“ดิฉันทำหน้าที่ตามพยานหลักฐานค่ะ คุณอชิร และถ้าคุณคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์นัก… ก็เก็บคำพูดพวกนี้ไว้ไปพูดในชั้นศาลเถอะค่ะ” รินรดากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากอยู่ห่างจากมุมปากเขาเพียงคืบเดียว เธอยกแฟ้มเอกสารขึ้นปิดกั้นพื้นที่ระหว่างกัน “การไต่สวนนัดแรกเริ่มในอีกเจ็ดวันข้างหน้า หวังว่าคุณจะเตรียมทนายฝีมือดีมาด้วยนะคะ เพราะฉันไม่ชอบรังแกคนมือเปล่า… มันน่าเบื่อ”
อชิรแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏบนริมฝีปากหยักลึก เขาเอื้อมมือไปแตะมุมแฟ้มเอกสารสีดำแผ่นนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสโดนหลังมือของเธอผ่านกระดาษ สัมผัสอุ่นร้อนทำให้รินรดาสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ยอมชักมือกลับ
“มือเปล่าหรือเปล่า… คุณคงต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ… เอ้ย… ค่ะ” อชิรจงใจหลุดคำพูดที่กวนประสาทเพื่อทดลองปฏิกิริยาของเธอ
รินรดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจกับสรรพนามที่เปลี่ยนไป แต่ก่อนที่เธอจะได้ตอกกลับด้วยถ้อยคำเชือดเฉือยใดๆ เสียงเคาะประตูก็กร่อนความเงียบลงเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา” รินรดาผละสายตาจากอชิร เอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
ประตูห้องประชุมเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดสูทสากลเรียบร้อย ธันวาก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มแห่งผู้ชนะที่เคลือบยาพิษ บนมือของเขามีซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองหนึ่ง ซึ่งถูกวางลงบนโต๊ะข้างๆ แฟ้มคดีละเมิดลิขสิทธิ์
“คุยกันไปถึงไหนแล้วล่ะครับคุณรินรดา หวังว่าสถาปนิกอัจฉริยะคนนี้คงจะเริ่มตาสว่างแล้วนะว่า เขากำลังเล่นอยู่กับใคร” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางใช้สายตาดูกลืนกินมองอชิรตั้งแต่หัวจรดเท้า
แต่อชิรไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว เขายืดตัวตรง กลับคืนสู่มาดของสถาปนิกผู้เย่อหยิ่งดังเดิม สายตาคมกราบกรานมองธันวาด้วยความสมเพชเวทนา
“คนที่ต้องตาสว่าง… ไม่ใช่ผมหรอกครับคุณธันวา” อชิรยิ้มมุมปาก ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ธันวาเพิ่งวางลงมาถือไว้ในมือ เปิดมันออกอย่างใจเย็น หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้ววางทับลงกลางโต๊ะ “แต่เป็นคุณ… ที่ไม่รู้เลยว่า แบบแปลนฉบับจริงที่จดลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายก่อนใครทั้งหมด… มันถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นชื่อของใครแล้ว”
รินรดารีบก้มมองเอกสารแผ่นนั้นทันที ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อตัวหนังสือระบุชื่อผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง ไม่ใช่ทั้งอชิรและไม่ใช่ทั้งธันวา… แต่เป็นชื่อของสำนักงานกฎหมายที่เธอกำลังสังกัดอยู่
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางในเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ทนายสายดิ่งกับสถาปนิกไร้จุดยืน•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนพิมพ์เขียว
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายสายดิ่งกับสถาปนิกไร้จุดยืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!