คราบเลือดบนพื้นปูนเปลือยไม่ได้แห้งสนิทด้วยกลไกของการระเหยตามธรรมชาติ มันยังคงความชื้นสัมพัทธ์ในระดับที่แปลกประหลาด ตัดขาดจากสภาพอากาศแห้งแล้งของห้องใต้ดินร้างแห่งนี้ราวกับว่าเวลาของหยดเลือดเหล่านั้นถูกแช่แข็งไว้ในมิติอื่น รณกรคุกเข่าลงเบื้องหน้าคราบสีคล้ำนั้น ปลายเรียวนิ้วสวมถุงมือยางสีขาวยื่นออกไปใกล้ โดยที่สัญชาตญาณความเป็นอดีตวิศวกรโครงสร้างกำลังประมวลผลค่าทางฟิสิกส์อย่างรวดเร็ว—อุณหภูมิห้องสามสิบสององศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่าร้อยละสี่สิบ แรงดันบรรยากาศปกติ ไม่มีทางที่ของเหลวอินทรีย์จะคงสภาพความหนืดและสีสันสดใสเช่นนี้ได้หลังผ่านไปนานกว่ายี่สิบสี่ ชั่วโมง
นี่ไม่ใช่แค่คราบเลือด แต่มันคือความผิดปกติทางกายภาพที่ท้าทายตำราฟิสิกส์ทุกเล่มที่เขาร่ำเรียนมา
"คุณกำลังใช้ตรรกะของโลกสามมิติมาวัดสิ่งที่อยู่นอกเหนือกรอบของมันอยู่หรือเปล่าครับ รณกร"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง เพลิงกัลป์ก้าวออกมาจากเงาของเสาคอนกรีตเก่า ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ทสีดำสนิทไม่ได้ทิ้งร่องรอยฝุ่นแม้แต่น้อยขณะเดินย่ำบนพื้นคอนกรีตที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาไม่ได้มองมาที่ตัวรณกร แต่ทอดมองไปยังผนังห้องฝั่งตรงข้าม—ผนังที่ปรากฏรอยขูดขีดเป็นสัญลักษณ์ประหลาด ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่ามันคืองานศิลปะของคนเสียสติ แต่ในสายตาของนักอาคม มันคือแผนผังการกักขังพลังงาน
รณกรลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดเศษฝุ่นที่หัวเข่า สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องด้วยความหงุดหงิดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ท่าทีนิ่ง1ขรึม "ผมเป็นวิศวกร เพลิงกัลป์ โลกของผมขับเคลื่อนด้วยสมการ แรงปฏิกิริยา และกฎเทอร์โมไดนามิกส์ สิ่งที่คุณเห็นตรงหน้าไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรืออาคม แต่มันต้องมีตัวแปรทางวิทยาศาสตร์ที่เรายังค้นไม่พบ... ตัวแปรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความผิดพลาดของเครื่องมือวัด"
"บางครั้ง... ความดื้อรั้นก็เป็นเกราะป้องกันที่ดีสำหรับมนุษย์นะ" เพลิงกัลป์ย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่คราบเลือดนั้นทันทีโดยไม่ใส่ถุงมือ "แต่ในคดีการหายตัวไปของน้องสาวคุณ รณกร... ความดื้อรั้นนี่แหละที่จะเป็นสิ่งที่พรากโอกาสสุดท้ายในการตามหาเธอกลับมา"
คำพูดนั้นราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่า รณกรชะงักไปชั่วขณะ ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่นจนสันนูนขึ้นมา ความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากห้องปฏิบัติการที่ปิดตายเมื่อหเดือนก่อนผุดขึ้นมาในหัว ทุกอย่างมีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกับที่นี่—ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีกล้องวงจรปิดตัวใดจับภาพได้ และไม่มีคำอธิบายใดๆ จากตำรวจนอกจากคำว่า "อุบัติเหตุและการระเหยของบุคคล" ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี
"ผมไม่ได้ตามหาความเชื่อทางไสยศาสตร์เพื่อมาปลอบใจตัวเอง" รณกรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทแต่แฝงด้วยความเฉียบคม "ผมต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ หลักฐานที่จับต้องได้และพิสูจน์ได้ว่า... มีใครบางคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้"
เพลิงกัลป์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสองคู่ประสานกันในความสลัวของห้องใต้ดิน บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่จอมขมังเวทหนุ่มจะหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท มันคือชิ้นส่วนโลหะขนาดเท่าฝ่ามือ มีลักษณะเป็นเฟืองจักรกลโบราณที่สลักลวดลายอักขระขอมโบราณทับซ้อนลงบนซี่ฟันเฟืองเหล็กกล้าอย่างไร้รอยต่อ
รณกรเบิกตากว้างเล็กน้อย สมองส่วนวิเคราะห์เริ่มทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ "นั่น... มันคือโลหะผสมไทเทเนียมเกรดเดียวกับที่ใช้ในโครงสร้างห้องทดลองของน้องสาวผม... แต่เดี๋ยวก่อน อักขระพวกนั้นถูกสลักด้วยเลเซอร์ความละเอียดสูงหรือการตอกด้วยมือ?"
"ไม่มีรอยเครื่องมือกล และไม่มีความร้อนจากการตัดด้วยแสงเลเซอร์" เพลิงกัลป์โยนเฟืองชิ้นนั้นให้รณกรรับไว้ น้ำเสียงของเขามีความจริงจังที่ทำให้รณกรต้องนิ่วหน้า "มันถูกสร้างขึ้นด้วยการใช้ 'จิต' บีอัดเนื้อโลหะให้หลอมรวมกับอาคมในระดับโมเลกุล... สิ่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในโรงงาน แต่มันถูก 'เสก' ให้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่าเมื่อสิบนาทีที่แล้ว ก่อนที่เราจะก้าวเข้ามาในตึกนี้"
รณกรรับเฟืองโลหะเย็นเฉียบนั้นไว้ในมือ น้ำหนักของมันเบากว่าที่ควรจะเป็นเกือบครึ่งหนึ่งตามหลักมวลสารศาสตร์ เขายกมันขึ้นส่องกับแสงไฟฉายแรงสูง ปลายนิ้วสัมผัสร่องรอยอักขระที่เรียบเนียนจนน่ากลัว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ผิวหนังของเขาแตะโดนจุดกึ่งกลางของเฟือง ร่างกายทั้งร่างก็แข็งทื่อ
เสียงกระซิบแผ่วเบา... ไม่ใช่เสียงของเพลิงกัลป์ และไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่มันดังขึ้นมาจากความว่างเปล่าข้างใบหูของเขา เป็นเสียงคลื่นความถี่ต่ำที่ต่ำกว่ายี่สิบลึกเฮิรตซ์ ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่ได้ยินด้วยหู แต่รับรู้ได้ด้วยการสั่นสะเทือนของกะโหลกศีรษะ
*...ยินดีต้อนรับสู่สมการสุดท้าย รณกร...*
พร้อมๆ กับเสียงนั้น จอภาพดิจิทัลขนาดเล็กของเครื่องตรวจวัดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF Meter) ที่รณกรพกติดตัวไว้ตลอดเวลาในกระเป๋าเสื้อก็สั่นสะเทือนรุนแรง หน้าจอ LCD ที่ควรจะแสดงตัวเลขค่าพลังงานปกติ กลับกระพริบถี่รัวด้วยรหัสตัวเลขแปลกประหลาดที่วิ่งวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้จุดสิ้นสุด—ไม่ใช่ตัวเลขค่าพลังงานไฟฟ้า แต่เป็นพิกัดละติจูดและลองจิจูดกลางมหาสมุทรแปซิฟิก และบรรทัดถัดมาคือข้อความแจ้งเตือนระบบที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจออุปกรณ์วัดทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออยู่เลยแม้แต่น้อย
[ระบบตรวจพบวัตถุแปลกปลอมระดับ SSS: ร่างกายของคุณกำลังถูกซิงโครไนซ์เข้ากับโครงข่ายอาคมมิติที่ 4]
รณกรก้มมองหน้าจอเครื่องมือด้วยความตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อสายตา เมื่อเส้นแสงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นจากพื้นคอนกรีตใต้รองเท้าของเขา ถักทอเป็นรูปทรงเรขาคณิตสามมิติที่ซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะวาดขึ้นมาได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
เพลิงกัลป์เปลี่ยนสีหน้าจากความสุขุมนุ่มลึกเป็นความเคร่งเครียดอย่างฉับพลัน เขากระชากแขนของรณกรให้ถอยหลังสุดแรงพร้อมกับตะโกนลั่นห้อง "หมอบลง! มีบางอย่างกำลังตื่นขึ้นมาจากใต้พื้นดิน!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาบทแรกไป2ด้วยกันนะครับ
ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ•ตอนที่ 1
ทฤษฎีที่พังทลาย
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!