ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ•ตอนที่ 9

มิตรภาพที่เริ่มก่อตัว

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
คราบเขม่าสีดำบนแผ่นเหล็กกล้าไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับรณกร นอกจากกลิ่นอายความชื้นและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ในห้องปฏิบัติการชั่วคราว ใต้ตึกร้างย่านชานเมือง อดีตวิศวกรหนุ่มใช้ปลายนิ้วสัมผัสรอยไหม้เกรียมบนวงยันต์โบราณที่ถูกเขียนทับด้วยชอล์กเรืองแสง เครื่องวัดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในมือส่งเสียงร้องเตือนถี่ๆ หน้าจอ LCD แสดงกราฟความถี่ที่บิดเบี้ยวอย่างไร้เหตุผลทางฟิสิกส์ "คุณกำลังใช้ตรรกะของโลกสามมิติไปวัดสิ่งที่อยู่เหนือมิติ" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืด เพลิงกัลป์ก้าวออกมาจากเงาของเสาคอนกรีต ในมือของจอมขมังเวทหนุ่มถือแผ่นยันต์หนังเสือที่ขอบรุ่ยขาด ร่างกายของเขามีร่องรอยเหนื่อยล้าจากการปะทะกับพลังงานลี้ลับเมื่อคืนก่อน แต่ดวงตาสคมยังคงนิ่งสงบราวกับบึงน้ำลึก รณกรไม่หันกลับไปทันที เขายังคงจ้องมองหน้าจอเครื่องมือวัดด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย "ผมไม่ได้ใช้แค่สามมิติ เพลิง... กราฟนี้คำนวณจากค่าความหนาแน่นของพลังงานความร้อนที่ผิดปกติ พลังงานมันต้องมีแหล่งกำเนิด มันไม่ใช่เรื่องงงงวยไร้เหตุผล แค่เรายังหาตัวแปรทางวิทยาศาสตร์มาแทนค่าไม่ได้ต่างหาก" "เหตุผลของคุณมีกรอบ" เพลิงกัลป์เดินเข้ามาใกล้ วางแผ่นยันต์ลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ "แต่ภูตผีและอาคมไม่ได้เติบโตมาในห้องเรียนฟิสิกส์ มันเกิดจากความแค้น ความโศกเศร้า และจิตใจที่แตกสลายของมนุษย์... สิ่งเหล่านี้ไม่มีสูตรคำนวณ" บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงพัดลมระบายความร้อนจากคอมพิวเตอร์ที่ดังฮัมเบาๆ รณกรถอนหายใจยาว เขาวางเครื่องมือลงบนโต๊ะแล้วหันมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ดวงตาคู่คมหลังกรอบแว่นสายตาฉายแววครุ่นคิด เขาไม่ใช่คนหัวดื้อที่ปิดกั้นความจริง ตรงกันข้าม... ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาหลังจากน้องสาวของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคดีอาถรรพ์ รณกรเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าโลกใบนี้มีสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง แต่สัญชาตญาณนักวิเคราะห์ของเขาก็ยังเรียกร้องหาความสมเหตุสมผลเสมอ "ผมแค่อยากเข้าใจ..." รณกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ความแข็งกร้าวเมื่อครู่จางหาย เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ลึก "ถ้าผมควบคุมตัวแปรไม่ได้ ผมก็ปกป้องใครไม่ได้... เพลิง คุณก็รู้ว่าผมกำลังตามหาอะไรอยู่" เพลิงกัลป์มองลึกลงไปในดวงตาของอดีตวิศวกรหนุ่ม ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอยู่กับไสยเวทมาตั้งแต่เด็กเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ความพยายามที่จะหาเหตุผลให้ "ความสูญเสีย" คือกลไกการป้องกันตัวของจิตใจมนุษย์ จอมขมังเวทหนุ่มหยิบปากกาเคมีบนโต๊ะขึ้นมา ขีดเส้นตรงลงบนกระดาษกราฟที่รณกรเพิ่งบันทึกค่าความผิดปกติเมื่อครู่ "ถ้าคุณอยากใช้เหตุผล เรามาลองผสมผสานกันดูสิครับ" เพลิงกัลป์เงยหน้าขึ้นสบตา มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหายากที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลง "ในมุมมองของผม รอยยันต์นี้ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือไสยเวท แต่มันคือ 'วงจรไฟฟ้า' ชนิดหนึ่ง... อาคมก็มีขั้วบวก ขั้วลบ และตัวต้านทาน เพียงแต่มันใช้ 'จิต' เป็นกระแสไฟเลี้ยง" รณกรกะพริบตาช้าๆ สมองส่วนวิศวกรเริ่มประมวลผลคำพูดนั้นทันที "วงจรไฟฟ้า... จิตเป็นกระแสไฟ?" "ใช่ครับ" เพลิงกัลป์ลากเส้นเชื่อมโยงระหว่างจุดพลังงานบนแผนผังห้อง "ถ้าจุดนี้คือแหล่งจ่ายไฟ การทำลายอาคมไม่ได้แปลว่าต้องใช้คาถาที่แก่กล้ากว่าเสมอไป แต่มันคือการตัดวงจร หรือสร้างแรงต้านทานที่เหมาะสมเพื่อลัดวงจรมัน... ในทางวิทยาศาสตร์ เขาก็ทำแบบนี้ไม่ใช่หรือครับ?" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความอึดอัด มันคือความเงียบของการตระหนักรู้ รณกรนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากของเขาจะค่อยๆ คลี่9ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ดูจริงใจและปลดปล่อยภาระทางใจออกไปได้บ้าง "คุณนี่มัน... เกินคาดจริงๆ เพลิง" รณกรส่ายหัวเบาๆ หยิบปากกาอีกด้ามขึ้นมาลากเส้นต่อจากที่เพลิงกัลป์ทำไว้ "ถ้ามองแบบนั้น อาคมบทนี้ก็มีจุดอ่อนที่โครงสร้างฐานรากสินะครับ แรงกดดันทางกายภาพในจุดรับน้ำหนักอาจทำให้โครงสร้างไสยเวทร้าวได้เหมือนกับคานคอนกรีต" "ถูกต้องครับ" เพลิงกัลป์พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ "นี่แหละคือเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกัน... วิทยาศาสตร์ของคุณกับอาคมของผม" มิตรภาพที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันผ่านคราบเขม่าและความตาย ค่อยๆ หลอมรวมคนสองคนที่มีโลกคนละใบให้กลายเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการเผชิญหน้ากับความมืดมิด ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเข้าใจอันดีนั้นเอง จู่ๆ หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมจำลองคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ก็ดับวูบลงพร้อมกันทั้งหมด! ไฟนีออนบนเพดานกะพริบถี่รัวก่อนจะดับสนิท เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวที่สาดส่องสลับไปมา เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตดังลั่นห้อง และสิ่งที่ทำให้รณกรกับเพลิงกัลป์ต้องชะงักค้าง คือเสียงเคาะกระจกหน้าต่างจากภายนอก... ทั้งๆ ที่ห้องนี้อยู่บนชั้นสี่ของตึกร้างที่ไม่มีแม้แต่นั่งร้าน! แล้วเสียงกระซิบแหบพร่าเย็นเยียบก็ดังลอดเข้ามาในโสตประสาทของทั้งคู่ เป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด... เสียงของเด็กสาวที่ควรจะหายสาบสูญไปนานแล้ว ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับเรา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ เข็มทิศมองวิญญาณ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงสายวิทย์กับคดีอาถรรพ์ที่ไร้คำตอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%