กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกาลเวลาที่ตายซากในห้องจัดแสดงวัตถุโบราณยุคศตวรรษที่สิบเก้า ไม่เคยฉุนกึกเท่ากับกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดิม—กลิ่นแอมเบอร์ผสมไม้จันทน์ที่เคยอบอวลอยู่บนปกเสื้อสูทของคนที่เธอเคยซุกใบหน้าสะอื้นไห้ในคืนที่สูญเสียทุกอย่าง
รินรดายังคงถือถุงมือหนังสีขาวในมือซ้าย ปลายเลิฟลิ่งโลหะในมือขวากดแนบกับขอบตู้กระจกนิรภัยอย่างมั่นคง สายตาคู่คมที่ผ่านการมองทะลุความเปราะบางของวัตถุโบราณมานับชิ้นไม่ถ้วน กวาดมองเงาสะท้อนรางเลือนบนกระจกใส ก่อนที่ลมหายใจอุ่นจะถูกพ่นออกมาเป็นไอจางๆ ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิความเย็นเยียบ
"คุณยังใช้ถุงมือหนังแกะเบอร์เดิม... ไม่เคยเปลี่ยนเลยสินะครับ... อ้อ ขออภัย ฉันหมายถึง... ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะคะ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าและร่องรอยความเหนื่อยล้าของกาลเวลาดังขึ้นจากความมืดหลังเสาหินอ่อนอิตาลี รินรดาไม่ต้องหันกลับไปมองด้วยซ้ำ เธอก็จำโครงร่างของเงาสะท้อนนั้นได้แม่นยำยิ่งกว่าลายพิมพ์นิ้วมือของตัวเอง เงาของมนุษย์ผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจของเธอจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง—ธันวา
รินรดายังคงนิ่งสงบ ราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกจัดวางไว้ถูกที่ถูกทาง ปลายเลิฟลิ่งในมือขยับกรีดเคาะกระจกเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ *ก๊อก... ก๊อก...*
"พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ปิดปรับปรุงสำหรับแขกวีไอพีแล้วค่ะ คุณธันวา หรือว่าความทรงจำของคุณมันเสื่อมถอยเสียจนจำตารางเวลาของสถานที่ที่คุณเป็นคนเซ็นอนุมัติงบประมาณบูรณะไม่ได้กันแน่" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ เย็นชา ไร้ซึ่งร่องรอยของความตกใจหรือความยินดีราวกับกำลังสนทนากับสิ่งแปลกปลอมไร้ค่าชิ้นหนึ่งบนพื้นห้อง
ธันวาก้าวออกจากเงาสลัวของเสาหิน แสงไฟสีส้มสลัวจากสปอตไลท์โบราณส่องกระทบใบหน้าของเขาให้เห็นร่องลึกรอบดวงตาและเส้นผมที่เริ่มมีสีดอกเลาแซมประปรายตามขมับ ชายผู้เคยเย่อหยิ่ง ทรงอำนาจ และมองโลกด้วยสายตาเหยียดหยามในอดีต บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าเธอด้วยไหล่ที่ห่อลู่ลงเล็กน้อย นัยน์ตาคู่นั้น... นัยน์ตาที่เคยใช้มองเธอราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุในคฤหาสน์หลังใหญ่ บัดนี้กำลังสั่นไหวและเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสอย่างน่าสมเพช
"ผม... ฉัน... พี่ไม่ได้มาที่นี่ในฐานะประธานมูลนิธิหรอกนะริน" ธันวาหลุดสรรพนามเก่าๆ ออกมาด้วยความลืมตัว ก่อนจะรีบกลืนคำพูดนั้นลงคอเมื่อเห็นมุมปากของอดีตภรรยากระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่เชือดเฉือนยิ่งกว่าใบมีดโกน
"อย่าเรียกคำนั้นเลยค่ะ มันน่าขยะแขยงเกินกว่าจะหลุดมาจากปากของคนที่เคยบอกว่าเด็กในท้องของฉันเป็นแค่ 'ภาระน่ารำคาญ' ที่ถ่วงความเจริญของคุณ" รินรดาหมุนตัวกลับมาช้าๆ เผชิญหน้ากับเขาเต็มตา ดวงตาคู่คมดุจใบมีดกวาดมองสำรวจสภาพของอดีตสามีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาสมเพชเวทนาจนอีกฝ่ายต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาเสียเอง
ธันวากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยมันรุนแรงเสียยิ่งกว่ามะเร็งร้ายที่กัดกินปอดของเขาเสียอีก เขายกมือขึ้นหมายจะเอื้อมไปแตะข้อศอกของเธอเพื่อขอร้อง วอนขอเศษเสี้ยวความเมตตา แต่นิ้วมือที่สั่นเทานั้นกลับต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อรินรดาก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างอย่างรวดเร็ว ราวกับรังเกียจแม้แต่การหายใจร่วมอากาศเดียวกัน
"อย่าแตะต้องฉันด้วยมือคู่นั้นค่ะ" เสียงเธอกระซิบแผ่วเบา แต่ทรงพลังราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางอก "มือที่เคยเซ็นใบหย่าไล่ฉันออกจากบ้านในวันที่ฉันมีเลือดไหลโทรมกาย... มือที่เลือกสมบัติพวกนี้มากกว่าชีวิตลูกของเรา"
"พี่ขอโทษ... ริน... พี่รู้ว่าพี่มันเลว พี่มันสมควรตายรังแต่ความโดดเดี่ยว..." เสียงของธันวาขาดห้วง เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งบนพื้นหินขัดเย็นเฉียบอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรีของนักธุรกิจพันล้าน น้ำตาสองข้างไหลอาบแก้มตอบซูบผอม "ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ไม่มีคืนไหนที่พี่ไม่ฝันถึงเสียงร้องไห้ของลูก... ไม่มีคืนไหนที่พี่ไม่เห็นเงาของรินเดินวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนั้น... พี่ตามหาพินัยกรรมฉบับนั้น ตามหาความจริงทั้งหมด... พี่มารับกรรมแล้วริน พี่กำลังจะตาย... ขอร้องล่ะ อโหสิกรรมให้พี่เถอะนะ"
รินรดายืนมองภาพชายผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกำลังคุกเข่าร้องไห้แทบเท้า หัวใจของเธอนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความว่างเปล่าสีดำสนิทที่ถูกถมเต็มด้วยความสะใจอันเยือกเย็น ความเจ็บปวดที่เธอเคยแบกรับไว้คนเดียวตลอดห้าปี บัดนี้มันถูกส่งต่อคืนให้เขาได้รับลิ้มลองจนหมดสิ้นแล้ว
"อโหสิกรรมอย่างนั้นหรือคะ?" รินรดาก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าสวยเฉียบโน้มเข้าไปใกล้ชิดจนธันวาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เย็นเฉียบ "คนที่ตายไปแล้ว... เขาไม่จำเป็นต้องให้อภัยสุนัขที่เพิ่งสำนึกผิดในวันที่ซากกระดูกมันผุพังหรอกนะคะ คุณธันวา ลุกขึ้นเถอะค่ะ... การมาคุกเข่าต่อหน้าฉันตรงนี้ มันไม่ได้ทำให้ลูกที่ตายไปฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้หรอก"
ธันวานั่งทรุดร่างลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง มือทั้งสองข้างกำเศษฝุ่นบนพื้นแน่น หยาดน้ำตาหยดลงกระทบพื้นหินจนเกิดเสียงสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันของห้องจัดแสดง ความเงียบที่กดทับหัวใจของเขาให้แหลกสลายเป็นจุล
ฉับพลัน... เสียงฝีเท้าเบาหวิวคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากทางเดินมืดสนิทด้านหลังเสาหินทึบ เป็นเสียงฝีเท้าของเด็กเล็กๆ ที่วิ่งเล่นซุกซน เสียงหัวเราะคิกคักใสกระจ่างดังแว่วมา พร้อมกับเงาดำเล็กๆ ที่พุ่งตรงเข้ามาคว้าชายกระโปรงผ้าไหมสีดำของรินรดาเอาไว้แน่น
"คุณแม่ครับ... น้าคนนี้เขาร้องไห้ทำไมเหรอครับ หน้าตาน่ากลัวจังเลย"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยราวสี่ขวบเอמהขึ้นถาม พร้อมกับเงยใบหน้าจิ้มลิ้มที่มีดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งเป็นสันคมถอดแบบมาจากธันวาคมราวกับแกะ ออกมามองผู้ชายที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความฉงนสนเท่ห์
ธันวาเบิกตากว้างจนแทบถลน ลมหายใจของเขาติดขัด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน สายตาของเขาจ้องมองใบหน้าเล็กๆ นั้นสลับกับรินรดาที่ยืนนิ่งสงบ ดุจดังรูปปั้นนางพญางูผู้กำกับความลับทั้งหมดไว้ในอุ้งมือ
"ริน... เด็กคนนี้... ลูก...?"
—กระจกเงาต้องสาป
ภัณฑารักษ์ไร้เงากับคนเฝ้าสุสานความจำ•ตอนที่ 2
รอยนิ้วมือบนกระจกเย็น
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ไร้เงากับคนเฝ้าสุสานความจำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
