คราบหมึกสีชาดบนแผ่นกระดาษสาโบราณมิได้บ่งบอกถึงความตายอันสงบ แต่รำพันถึงเสียงกรีดร้องของแผ่นดินที่กำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
ซูเหม่ยหลินไม่เคยเชื่อในเรื่องโชคลาง ทว่ายามนี้ ปลายนิ้วเรียวที่จรดอยู่บนพู่กันขนกระต่ายป่ากลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ภายในหอจันทรคราสอันเงียบสงบ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดนอกจากเสียงหยาดฝนที่โปรยปรายกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบสีนิล ดั่งเสียงกลองศึกที่รัวกระชั้นเข้ามาในความมืด
บันทึกโบราณเล่มที่สืบทอดกันมาในตระกูลซูหลายชั่วอายุคน ถูกเปิดออก ณ หน้าสุดท้าย หน้าที่บรรพบุรุษคาดโทษไว้ด้วยอักษรเลือดว่า 'ห้ามผู้ใดแตะต้อง มิฉะนั้นแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ'
"คุณหนูครับ... ยามนี้ดึกมากแล้ว ทางกองทัพหลวงส่งคนมาตรึงกำลังรอบจวนตระกูลซูแล้วนะครับ" เสียงกระซิบอันร้อนรนของบ่าวรับผิดชอบหน้าห้องดังลอดเข้ามา แฝงความหวาดกลัวจนเนื้อตัวสั่นเทา
เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยว นางปรายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานแกะสลัก ท่ามกลางความมืดมิดของเมืองหลวง แสงคบเพลิงจากกองทัพของอ๋องแม่ทัพหลี่จวินหรงกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ดั่งฝูงพญาอินทรีที่เตรียมขย้ำเหยื่อ
หลี่จวินหรง... บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งสงครามแดนเหนือ ผู้ซึ่งมือทั้งสองข้างเปื้อนเลือดของศัตรูมานับไม่ถ้วน และเป็นผู้ที่ฮ่องเต้ห่าวเทียนทรงหวาดระแวงยิ่งกว่าหนามยอกอก
"ให้พวกเขาเข้ามา" เสียงของเหม่ยหลินราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนบ่าวรับผิดชอบนอกห้องชะงักงัน นางวางพู่กันลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะก้มลงพิจารณาข้อความในบันทึกโบราณอีกครั้ง
*‘เมื่อดาวสีเลือดปรากฏเหนือหอจันทรคราส มังกรผู้ครองบัลลังก์จะสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ แผ่นดินถูกแบ่งแยกด้วยโลหิต และผู้กุมทัพแดนเหนือจักต้องเลือก ระหว่างบัลลังก์ที่อาบด้วยเลือดของพี่น้อง กับสตรีผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า’*
ตัวอักษรแต่ละคำชัดเจนราวกับมีชีวิต ดวงตาของเหม่ยหลินหรี่ลงเล็กน้อย นางรู้ดีว่าเวลานี้ตระกูลซูตกเป็นเป้าสายตาของราชสำนักแล้ว การที่นางครอบครองบันทึกทำนายชะตากรรมของราชวงศ์แคว้นต้าหลี่ เท่ากับการเอาชีวิตทั้งตระกูลมาแขวนไว้บนเส้นด้าย
ปัง!
ประตูไม้สักทองถูกถีบกระเด็นด้วยแรงมหาศาล เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว กลิ่นอายคาวเลือดและไอเย็นยะเยือกสนามรบพัดโถมเข้ามาในห้องหนังสือทันที ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิท ประดับลวดลายหมาป่าทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง รองเท้าหนังบดขยี้เศษไม้ที่แตกหักจนแหลละเอียด
หลี่จวินหรงหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะหนังสือ ร่างกายของเขาสูงสง่าจนทำให้ห้องอันกว้างขวางดูแคบลงไปถนัดตา ใบหน้าคมคายราวน้ำแข็งสลัก ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองร่างบางของสตรีที่ยืนนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะอย่างพิจารณา
"ท่านอ๋อง..." เหม่ยหลินมิได้สะทกสะท้าน นางประสานมือทำความเคารพตามธรรมเนียมด้วยท่าทีสง่างาม ไร้ซึ่งความหวาดกลัว แม้ว่าไอสังหารรอบตัวเขาจะรุนแรงเสียจนลมหายใจติดขัดก็ตาม
หลี่จวินหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นชาเสียจนหยาดฝนข้างนอกแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง "คุณหนูซูช่างใจกล้าหาญยิ่งนัก ดึกดื่นตื่นมานั่งอ่านตำรา หรือท่านกำลังรอต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างข้ากันแน่"
น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้มและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน หลี่จวินหรงก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะหนังสืออีกก้าวหนึ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองแผ่นกระดาษสาบนโต๊ะที่ยังคงมีรอยหมึกสดๆ ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะสะดุดเข้ากับข้อความบางส่วนที่ถูกเปิดทิ้งไว้
บรรยากาศในห้องพลันเงียบงัดลงทันที ราวกับเวลาหยุดเดิน
หลี่จวินหรงหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาอย่างดุร้าย มือหนาเอื้อมไปแตะขอบโต๊ะไม้ "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ บัณฑิตซู รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้ากำลังถืออยู่ สามารถทำให้หัวหลุดจากบ่าได้ทั้งตระกูล"
"หม่อมฉันทราบดีเพคะ..." เหม่ยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความลุ่มลึกและท้าทาย "แต่สิ่งที่ท่านอ๋องทรงกังวล หาใช่ความตายของตระกูลซูไม่... หากแต่เป็นสิ่งที่บันทึกนี้ทำนายเอาไว้ต่างหาก"
มุมปากของแม่ทัพหนุ่มกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ เขาโน้มตัวลงมาใกล้ใบหน้าของนาง จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายสงครามล้อมกรอบร่างของนางเอาไว้ทั้งหมด
"เจ้ากล้าดียังไงมาทายใจข้า" หลี่จวินหรงกระซิบชิดริมหูของนาง น้ำเสียงกดต่ำอันตราย "เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ รู้จักอะไรกับอำนาจและการนองเลือด"
"หม่อมฉันไม่รู้เรื่องอำนาจ..." เหม่ยหลินตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาสุกใสสะท้อนภาพใบหน้าอันเย็นชาของเขาอย่างชัดเจน "แต่หม่อมฉันรู้ว่า... ฮ่องเต้ทรงส่งราชโองการลับมาให้ท่านในคืนนี้ เพื่อสั่งปลดท่านจากการกุมกำลังทหารแดนเหนือ... ใช่หรือไม่เพคะ?"
หลี่จวินหรงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด นี่คือความลับสูงสุดในราชสำนักที่แม้แต่มหาเสนาบดีก็ยังไม่ล่วงรู้!
ทว่า ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารองครักษ์หลวงนับร้อยนายก็ดังขึ้นล้อมรอบตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานจากขันทีหน้าพระพักตร์ที่ดังทะลุสายฝนเข้ามา
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! สั่งให้ท่านอ๋องหลี่จวินหรงและบุตรีตระกูลซู ส่งมอบบันทึกโบราณและอาญาสิทธิ์ทันที หากผู้ใดขัดขืน... มีโทษประหารสถานเดียว!"
หลี่จวินหรงหันกลับไปมองประตูทางเข้าที่กำลังถูกพังเข้ามา ชั่วพริบตานั้น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น เขาหันกลับมามองสตรีตรงหน้าอีกครั้งอย่างลึกซึ้ง
มือหนาคว้าข้อมือเรียวของเหม่ยหลินไว้แน่น ดึงร่างบางเข้ามาประชิดตัวโดยไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน ขณะที่เงาของทหารหลวงเริ่มทาบทับเข้ามาถึงหน้าประตูห้อง
"ดูเหมือนว่า... เราสองคนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องร่วมมือกันแล้วกระมัง บัณฑิตซู" หลี่จวินหรงเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความท้าทายอันดุร้าย ก่อนที่คมดาบในมือของเขาจะถูกชักออกจากฝักพร้อมพุ่งชนความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
---
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินและตื่นเต้นไปกับจุดเริ่มต้นอันเข้มข้นนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 1
ดวงดาวสีเลือด ณ หอจันทรคราส
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับบัณฑิตหญิงผู้ล่วงรู้ชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!