กลิ่นกาแฟคั่วบดเข้มข้นที่ลอยอวลอยู่ในห้องประชุมใหญ่ชั้นสี่สิบของบริษัท *RAVEE Architecture* ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ตั้งไว้ต่ำกว่ายี่สิบสององศาเซลเซียส กลับยิ่งขับเน้นความเยียบEเย็นชาในสายตาคู่คมของประธานกรรมการบริหารสาวผู้ทรงอิทธิพลในวงการอสังหาริมทรัพย์ ให้เฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ
"ฉันไม่ได้จ้างคุณมาเพื่อรีไซเคิลซากปรักหักพังให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนะคะ, คุณรณิดา"
สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนคนฟังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเพรียระระหงในชุดสูทตัดเย็บเข้ารูปสีเทาเข้ม ปานระวีวางปากกาหมึกซึมราคาแพงลงบนโต๊ะกระจกนิรساะเสียง *กริ๊ก* เบาๆ แต่มันกลับดังสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันของคณะกรรมการทุกคนที่นั่งกุมขมับอยู่รอบโต๊ะ
รณิดา (นิดา) สถาปนิกสาวหัวรั้นเจ้าของเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกรวบไว้เป็นหางม้าอย่างลวกๆ แต่กลับดูเก๋ไก๋สะดุดตา เผลอขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น6ริ้วชัดเจน เธอยืนพิงขอบโต๊ะทำงานโดยใช้มือทั้งสองข้างค้ำยันไว้ ใบหน้าเรียวรูปไข่เชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตเป็นประกายดื้อรั้นจ้องมองผู้หญิงที่นั่งอยู่หัวโต๊ะตรงๆ โดยไม่คิดจะหลบสายตาแม้แต่น้อย
"แล้วฉันก็ไม่ได้สมัครเข้ามาเป็นทาสรับใช้แนวคิดอนุรักษ์นิยมแบบเต่าล้านปีของคุณเหมือนกันค่ะ, คุณปานระวี" นิดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความท้าทายที่ชัดเจนจนพิมพ์ชนก เพื่อนสนิทและดีไซเนอร์สาวที่นั่งอยู่แถวหลังต้องรีบยกมือขึ้นนวดขมับพลางส่งสายตาปรามระคนเหนื่อยหน่าย
"ตึกเก่าย่านทรงวาดหลังนั้นมีจิตวิญญาณ มีประวัติศาสตร์ และโครงสร้างไม้สักทองอายุเกือบศตวรรษที่หาไม่ได้อีกแล้วในกรุงเทพฯ การทุบมันทิ้งแล้วสร้างกระจกเงาทึบๆ ทรงกล่องสี่เหลี่ยมตามใจชอบของคุณ มันคือการฆาตกรรมทางสถาปัตยกรรมชัดๆ!"
นิดายกแท็บเล็ตในมือขึ้นมาสะบัดหน้าจอโชว์ภาพสามDแบบแปลนที่เธออดหลับอดนอนร่างขึ้นมาตลอดสามคืนเต็ม เส้นสายโครงสร้างที่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้ากับกลิ่นอายดั้งเดิมอย่างลงตัวปรากฏเด่นชัด
"คอนเซปต์ *'Echo of Heritage'* ที่ฉันเสนอ คือการรักษาโครงสร้างเดิมไว้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เพิ่มฟังก์ชันคอมมูนิตี้สเปซและคาเฟ่กึ่งอาร์ตแกลเลอรีเข้าไป มันจะดึงดูดทั้งคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าตึกกระจกเชยๆ ของคุณเป็นสเท่าตัวค่ะ!"
ปานระวีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตาดุดันกวาดมองภาพบนหน้าจอแท็บเล็ตแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ—เสียงหัวเราะที่ทำให้นิดารู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางสาธารณชน
"คุณพูดราวกับว่าเรากำลังทำมูลนิธิการกุศลนะคะ, คุณรณิดา" ปานระวีลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงระหงของเธอทำให้แรงกดดันยิ่งทวีคูณเมื่อร่างนั้นก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะฝั่งที่นิดายืนอยู่ทีละนิด กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมวานิลลาจางๆ ลอยปะทะจมูก ชวนให้ใจแกว่งแปลกๆ แต่นิดาก็รีบดึงสติกลับมาตั้งรับอย่างรวดเร็ว
"บริษัทของเราต้องการผลกำไรสูงสุดในไตรมาสหน้า ที่ดินตรงนั้นราคาตารางวาละเท่าไหร่ คุณใช้สมองส่วนไหนคิดถึงเอาเวลาไปนั่งลูบไล้ไม้ผุๆ พังๆ แทนที่จะใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด?"
"สมองส่วนที่ยังมีความเป็นมนุษย์และจรรยาบรรณวิชาชีพค่ะ!" นิดาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้ามบ้าง ระยะห่างระหว่างเธอกับประธานสาวลดลงจนเหลือเพียงแค่ความกว้างของโต๊ะประชุม ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ จนได้ยินเสียงลมหายใจที่ผ่อนเข้าออกอย่างระงับอารมณ์
ดวงตาคมกริบของปานระวีวูบไหวไปชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความมื้อรั้น ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป... อันตรายเสียจนปานระวีต้องรีบเบนสายตาลงมองเอกสารในมือเพื่อซ่อนความปั่นป่วนที่จู่ๆ ก็ตีรวนขึ้นมาในอก
"ถ้าโปรเจกต์นี้ไม่อนุมัติ... ฉันก็ไม่เซ็นชื่อรับรองแบบแปลนนี้เด็ดขาดค่ะ" นิดาทิ้งไพ่ใบสุดท้ายลงบนโต๊ะด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยว และท้าทายอำนาจเบ็ดเสร็จของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
"คุณกล้าดื้อกับฉันเหรอคะ, นิดา?" ปานระวีเอ่ยชื่อเล่นของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก น้ำเสียงทุบต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบที่ได้ยินกันแค่สองคน ทว่าเต็มไปด้วยกระแสความคาดคั้นที่รุนแรง
"ฉันไม่ได้ดื้อค่ะ... ฉันแค่ฉลาดพอที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำลายงานศิลปะชิ้นเอกเพื่อสนองนี้ดความโลภของตัวเอง" นิดายิ้มเยาะที่มุมปาก ดวงตาท้าทายระยิบระยับ "ถ้าคุณคิดว่าหาคนยอมก้มหัวให้คุณง่ายนัก ก็เชิญไล่ฉันออกแล้วไปจ้างสถาปัตย์โนเนมที่ไหนมาเซ็นแทนสิคะ!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมใหญ่อีกครั้ง บรรยากาศมาคุราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตแล่นพล่านอยู่รอบตัว ทั้งสองคนยืนจ้องหน้ากันเขม็ง ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้ใคร พิมพ์ชนกที่นั่งอยู่ข้างหลังถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ด้วยความเสียวไส้แทนเพื่อนรัก
ปานระวีเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ความโกรธขدุ่นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดลึกซึ้งที่เจ้าตัวก็ไม่อยากยอมรับ—ผู้หญิงคนนี้ช่างดื้อด้าน อวดดี และ... น่าหลงใหลเสียจนเธอแทบอยากจะยื่นมือไปบีบปากเล็กๆ นั่นให้หายพยศนัก
ก่อนที่สงครามประสาทขนาดย่อมจะได้ดำเนินไปถึงจุดแตกหัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ประธานสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ "ใคร!" เธอตะคอกเสียงแข็งใส่ประตู
ประตูบานใหญ่สีดำสนิทค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบเฉียบ พร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่เคลือบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์
"ขอโทษทีครับที่มาขัดจังหวะการประชุมสุดเดือด... แต่พอดีผม *กรณ์* หรือ กรวีร์ บอสใหญ่จาก *K-Estate* มีข้อเสนอที่ดีกว่าที่นี่สิบคูณสิบเท่า มาลองฟังดูหน่อยไหมครับ... คุณรณิดา?"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมลุ้นและต่อปากต่อคำไปกับยัยตัวแสบกับท่านประธานสายดuนะคะ!
สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน?•ตอนที่ 1
แบบแปลนแรกที่ไม่เคยลงรอย
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับคุณบอสสายดุ: ใครจะยอมแพ้ก่อนกัน? นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!