แก้วไวน์ราคาแพงในมือแกร่งถูกบีบเข้าหากันจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ราวกับว่าหากเขาออกแรงอีกเพียงนิดเดียว เครื่องแก้วเจียระไนชั้นดีชิ้นนั้นจะแหลกละเอียดคามือ เช่นเดียวกับสติสัมปชัญญะของ คีย์ ภาคินัย ในวินาทีนี้ที่แทบไม่เหลือชิ้นดี
หน้าจอสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานกระจกใสยังคงสว่างวาบ ภาพข่าวการอุ้มตัวอารักษ์ขาบุคคลสำคัญโดยกลุ่มชายฉายรรจ์ในชุดสูทสีเข้มหน้าคฤหาสน์หรูวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้ความปรานี และเป้าหมายของมันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นมารダของรินรดา หญิงสาวผู้เป็นดั่งลมหายใจและเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ที่สุดในหัวใจของเขาในเวลาเดียวกัน
วินเซนต์... เกมสกปรกแบบนี้มันต่ำทรามเกินไปแล้วนะคะ
"คุณคีย์คะ ดิฉันว่าคุณควรมีสติมากกว่านี้..." มินตราที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอนั้นสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัดเมื่อกวาดสายตามองสภาพของประธานหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งและไร้พ่ายในทุกสนามธุรกิจ ตอนนี้คีย์ในชุดสูทที่ยับยู่ยี่และเนคไทที่ถูกกระชากจนหลุดลุ่ย ไม่เหลือเค้า1ของความน่าเกรงขามเลยสักนิด ดวงตาคมกริบแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ราวกับคนอดนอนมาแรมปี และที่สำคัญที่สุด... ร่างกายของเขานิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไร้วิญญาณ
ไม่มีเสียงตวาด ไม่มีคำสั่งเฉียบขาด และไม่มีรอยยิ้มเยาะหยันที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว
คีย์ไม่ได้ชายตาแลเพื่อนสนิทของรินรดาเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องมองหน้าจอที่ดับมืดลงแล้วด้วยสายตาว่างเปล่า ลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาจนน่าใจหาย ราวกับว่าทุกย่างก้าวและทุกจังหวะการเต้นของหัวใจถูกพรากออกไปพร้อมกับการหายตัวไปของแม่ยายกำมะลอคนนั้น... หรือพูดให้ถูกคือ มันถูกพรากไปพร้อมกับรินรดาผู้หญิงที่เขาเพิ่งจะไล่ตะเพิดให้ออกไปจากชีวิตเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ด้วยความโมโห
"ออกไป..." เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอของชายหนุ่ม แทบจะฟังไม่ได้ศัพท์ "ฉันบอกให้ออกไปไง มินตรา!"
"แต่รินกำลังจะไปหาไอ้วินเซนต์คนเดียว—!" มินตราสวนกลับด้วยความร้อนรน เธอทนดูสภาพเพื่อนรักที่วิ่งเต้นเหมือนคนบ้าไม่ได้ และยิ่งทนไม่ได้ที่เห็นผู้ชายตรงหน้าทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ทั้งที่ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมันมาจากความเย่อหยิ่งของเขาเอง
"ฉันรู้..." คีย์ตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบอย่างไร้ความรู้สึก แต่มันกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาตะโกนลั่นห้อง "ฉันรู้ทุกอย่าง... และฉันกำลังจัดการอยู่"
"จัดการ? สภาพคุณตอนนี้เนี่ยนะที่เรียกว่าจัดการ!" มินตราแค่นหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชแกมเวทนา เธอวางแฟ้มเอกสารกระแทกกับโต๊ะเสียงดังสนั่น "ถ้าคุณยังทำตัวเป็นคนไร้วิญญาณแบบนี้ รินมันคงไม่ได้แค่เสียแม่หรอกนะคะ... แต่มันอาจจะเอาชีวิตตัวเองไปแลกด้วยซ้ำ! คุณไม่รู้จักยัยรินดีพอหรือไง!"
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในห้องทำงานที่กว้างใหญ่ คีย์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มหยันให้กับตัวเอง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสมเพชระคนกัน เขารู้ดี... เขารู้จักผู้หญิงคนนั้นดีเสียยิ่งกว่าใคร รินรดาน่ะเป็นคนประเภทที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งลมหายใจเพื่อปกป้องคนที่เธอรัก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขากลัว... กลัวเหลือเกินว่าความโง่เขลาของตัวเองในอดีต จะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาฆ่าผู้หญิงคนนั้นในวันนี้
ในหัวของคีย์ตอนนี้มีแต่ภาพใบหน้าเรียบเฉยและแววตาดุดันในวินาทีสุดท้ายที่รินรดาหันมามองเขา ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินออกจากประตูบานนั้นไปอย่างไร้เยื่อใย
*'ถ้าฉันต้องเลือก... ระหว่างอยู่กับผู้ชายใจร้ายอย่างคุณ กับการก้มหัวให้ศัตรูเพื่อแลกกับความปลอดภัยของแม่ ฉันเลือกอย่างหลังไม่ยากเลยค่ะคุณคีย์'*
ประโยคเชือดเฉือนที่เธอทิ้งไว้ยังคงดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาท มันบาดลึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย้ำเตือนว่าเขานี่แหละคือคนที่ผลักไสเธอก้าวเดินเข้าไปสู่อุ้งมือของมัจจุราชอย่างวินเซนต์ด้วยมือของตัวเอง
คีย์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงใหญ่เซเล็กน้อยจนต้องใช้มือยانขอบโต๊ะไว้เป็นหลักพยุง เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้งและพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา ความหยิ่งยโสที่เคยมีมาตลอดชีวิตพังทลายไม่เหลือชิ้นดี เหลือเพียงความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจทีละน้อย
"นายท่านครับ..." เสียงของบอดี้การ์ดคนสนิทที่เปิดประตูพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกทำให้คีย์ต้องหันไปมอง "เราเช็คพิกัดมือถือของคุณรินรดาได้แล้วครับ เธออยู่ที่โกดังร้างริมท่าเรือเก่าโซน E ของเครือวินเซนต์... และดูเหมือนว่า... เธอจะเข้าไปคนเดียวโดยไม่มีกำลังเสริมตามแผนที่เราเตือนไว้เลยครับ!"
สิ้นคำรายงานนั้น ร่างกายที่เคยไร้วิญญาณของคีย์ก็ราวกับถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูง ดวงตาคมกริบที่เคยว่างเปล่ากลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความเกรี้ยวโกรธและบ้าคลั่ง สัญชาตญาณดิบของนักล่าตื่นขึ้นพร้อมกับความกลัวสุดขั้วหัวใจที่ไม่อาจปิด 1บังได้อีกต่อไป
เขาจะไม่ยอมเสียเธอไป... ไม่มีวันเด็ดขาด!
คีย์คว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่กับพนักเก้าอี้ขึ้นมาสวมอย่างลวกๆ ขายาวก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานด้วยความเร็วชนิดที่มินตราแทบจะวิ่งตามไม่ทัน แผ่นหลังกว้างที่เคยดูหยิ่งผยองในตอนนี้เต็มไปด้วยรังสีความน่ากลัวที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้เป็นจุล
รถยนต์คันหรูพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ราวกับกระสุนปืนที่ถูกยิงออกจากรังเพลิง ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับฟ้าดินกำลังเยาะเย้ยความพินาศสันตะโรในใจของเขา
ในขณะเดียวกัน ที่โกดังร้างริมท่าเรือเก่า บรรยากาศกลับหนทึบและเย็นเยียบจนน่าขนลุก สายฝนที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักกระทบลงบนพื้นคอนกรีตเปียกชื้น กลิ่นอับชื้นและสนิมคละคลุ้งอยู่ในอากาศ รินรดายืนอยู่กลางโถงกว้างด้วยร่างที่สั่นเทา ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นของสายฝน... แต่เป็นเพราะความโกรธแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออมาจากอก
เบื้องหน้าของเธอคือมารดาที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใบหน้าซีดเผือดมีร่องรอยของการถูกทำร้ายเล็กน้อยจนมุมปากมีคราบเลือดแห้งกรัง และถัดไปไม่ไกลนัก วินเซนต์ในชุดสูทเนียบกริบกำลังยืนกอดอกพิงเสาปูนด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่น่ารังเกียจที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
"มาตามนัดนี่นา... เด็กดีของฉัน" วินเซนต์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก้าวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาวทีละก้าว "ไม่คิดเลยนะว่าเธอจะกล้าหาญขนาดนี้... ตัวคนเดียว กลางดึก กับศัตรูคู่อาฆาตของผัวเธอน่ะนะ รินรดา?"
"เลิกพูดจาทุเรศแล้วปล่อยแม่ฉันซะ!" รินรดาตวาดลั่น ดวงตากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความชิงชัง เธอไม่มีอาวุธติดตัวมาเลยสักชิ้น มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและหัวใจที่พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของมารดา
"ปล่อยเหรอ? หึ... ของเล่นชิ้นโปรดที่ฉันอุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งเยอะ จะให้ปล่อยไปง่ายๆ ได้ยังไงล่ะ" วินเซนต์หัวเราะในลำคอ สายตากวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงของหญิงสาวด้วยความโลภโมละโทสัน "ถ้าเธออยากให้แม่เธอรอดออกไปจากที่นี่... เธอก็ต้องแลกด้วยตัวเธอเองสิ รินรดา มาเป็นของฉันแทนคีย์ ภาคินัยซะ แล้วฉันจะปล่อยแม่เธอไปเดี๋ยวนี้!"
"ฝันไปเถอะ!" รินรดาพ่นคำพูดใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว แม้ในใจจะเริ่มหวาดหวั่นเมื่อเห็นรอยยิ้มอำมหิตของวินเซนต์ที่ขยับเข้ามาประชิดตัวเธอมากขึ้นทุกที มือเรียวพยายามคว;านหาอะไรก็ตามรอบตัวเพื่อใช้ป้องกันตัว แต่รอบข้างกลับมีเพียงความว่างเปล่าและเสียงหัวเราะเยาะของลูกน้องวินเซนต์ที่ยืนล้อมรอบอยู่
วินเซนต์ยื่นมือหยาบโลนหมายจะคว้าจับข้อแขนเรียวของเธอ รินรดาเบี่ยงตัวหลบสุดชีวิตพร้อมกับเงื้อมือขึ้นเตรียมจะตบหน้าไอ้สารเลวให้สาสม แต่ทว่า... เร็วกว่าที่มือของเธอจะกระทบใบหน้าของวินเซนต์ ประตูเหล็กบานใหญ่ยักษ์ด้านหลังโกดังก็ถูกพังกระแทกเข้ามาด้วยแรงมหาศาลจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า!
เปรี้ยง!!
เศษเหล็กและฝุ่นผงกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางม่านหมอกควันและสายฝนที่สาดซัดเข้ามา ร่างสูงใหญ่ของชายในชุดสูทสีเข้มคนหนึ่งก้าวเดินผ่านซากประตูที่พังยับเยินเข้ามาด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ
ดวงตาคมกริบทอดมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ระเบิดออกราวกับภูเขาไฟFuji แววตานั้นไม่ใช่แค่ความโกรธ... แต่มันคือความคลุ้มคลั่งของซาตานที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนเป็นชิ้นๆ หากกล้าแตะต้อง ‘ของของเขา’ แม้แต่ปลายนิ้ว
"ไอ้... วินเซนต์..." เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนทุกคนในโกดังถึงกับผงะถอยหลังโดยอัตโนมัติ คีย์ ภาคินัย ก้าวเดินเข้ามาช้าๆ แต่ละย่างก้าวเต็มไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว "มึงกล้าดียังไง... มาแตะต้องเมียกู?"
รินรดานิ่งงั้นไปทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เต็มไปด้วยความคลั่งรัก ความโกรธเกรี้ยว และความหวาดกลัวที่จะสูญเสียเธอไป ซึ่งเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นมันจากผู้ชายปากร้ายอย่างเขา
(โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ)
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "ดาวตกคืนคริสต์มาส" มาโดยตลอดนะคะ*
ดีลรักฉบับร้าย...คุณชายคลั่งรัก•ตอนที่ 36
โลกที่ขาดเธอ
ผลงานโดย ดาวตกคืนคริสต์มาส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดาวตกคืนคริสต์มาส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลรักฉบับร้าย...คุณชายคลั่งรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!