เสียงตบโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหวจนถ้วยกระเบื้องเคลือบบนรางเสิร์ฟสั่นระริก น้ำซุปกระดูกหมูเคี่ยวไฟอ่อนสีขาวขุ่นกระฉอกออกมารดขอบชามส่งกลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรจีนโชยเข้าจมูก ทว่าบรรยากาศภายในร้านอาหารเล็กๆ ยุค 70 แห่งนี้กลับเยียบเย็นเสียจนผู้คนที่กำลังซดบะหมี่อยู่ถึงกับชะงักตะเกียบในมือ
"ทำอาหารรสชาติจืดชืดไร้รสนิยมเช่นนี้ กล้าดีอย่างไรถึงมาเปิดร้านแย่งลูกค้าในย่านการค้านี้วะ!"
ชายวัยกลางคนร่างท้วม สวมเสื้อเชื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนและไว้ผมทรงปาดเรียบด้วยน้ำมันใส่ผมราคาแพง กวาดสายตามองไปรอบร้านด้วยแววตารังเกียจ เขาคือ 'เฉินกั๋วเฉียง' เถ้าแก่ใหญ่แห่งภัตตาคารหรูประจำอำเภอ ผู้ผูกขาดการค้าอาหารเหลามานานหลายปี บัดนี้ใบหน้าอวบอูมนั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นร้าน 'ครัวคุณหนู' ของหลินฟางเนืองแน่นไปด้วยผู้คนตั้งแต่เที่ยงวัน
หลินฟางซึ่งกำลังยืนเช็ดมือด้วยผ้าสะอาดหลังเคาน์เตอร์ไม้ไผ่ ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววขบขันระคนสมเพช เธอวางผ้าลงช้าๆ ก่อนจะก้าวเดินออกมาเผชิญหน้ากับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญด้วยท่าทีสง่างามราวกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ กิริยาเยือกเย็นนี้ตัดกับความเกรี้ยวกราดของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง
"จืดชืดหรือครับ เถ้าแก่เฉิน?" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลังประตูกระจกหน้าร้าน พันจ่าอากาศเอกเฉินหลงก้าวเข้ามาในชุดเครื่องแบบทหารรีดเรียบ ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวจ้องมองไปยังผู้บุกรุก กดดันจนเเช่นกั๋วเฉียงถึงกับผงถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "ภรรยาผมทำอาหารด้วยใจรักและวัตถุดิบชั้นเลิศ หากท่านลิ้มลองไม่เป็น ก็ควรกลับไปใช้ลิ้นไก่บ้านๆ ของท่านที่ภัตตาคารเดิมเสียดีกว่า อย่ามาสร้างความรำคาญให้ลูกค้าคนอื่นของผมเลยครับ"
คำพูดสุภาพแต่เชือดเฉือนทำเอาลูกน้องที่ติดตามเเช่นกั๋วเฉียงมาด้วยหน้าซีดเผือก รัศมีอำนาจของนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนนั้นไม่ใช่สิ่งที่พ่อค้าหน้าเงินจะต่อกรได้ง่ายๆ
เเช่นกั๋วเฉียงหน้าดำคร่ำเครียด ขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อข้างแก้มกระตุก "ดี! ดีมาก! สามีเป็นทหารยศใหญ่ ภรรยาเป็นแม่ครัวปากกล้า คิดว่าจะใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงพ่อค้าตัวเล็กๆ อย่างพวกเราได้งั้นรึ? คอยดูเถอะ ว่าวัตถุดิบของพวกเธอจะหาซื้อได้อีกนานแค่ไหนในอำเภอนี้!"
ขู่เสร็จ เถ้าแก่ใหญ่ก็สะบัดตัวเตรียมหันหลังเดินหนี แต่หลินฟางกลับเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงใสกระจ่างกังวาน
"เถ้าแก่เฉิน เดี๋ยวสิครับ..." หญิงสาวยิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงความร้ายกาจไว้อย่างแนบเนียน "ท่านบอกว่าวัตถุดิบในอำเภอนี้จะขาดแคลนงั้นหรือครับ? น่าเสียดายจัง... พอดีว่าผักกาดขาวในแปลงหลังร้านของผม มันเพิ่งจะโตแข่งกันชูช่ออวบอ้วน แถมเนื้อหมูสามชั้นที่สามีผมหามาให้ ก็สดใหม่ชนิดที่ต่อให้ท่านเอาทองคำทั้งแท่งมาแลก ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะยอมขายให้หรือเปล่า... เชิญท่านกลับไปบริหารภัตตาคารใกล้เจ๊งของท่านต่อเถอะครับ ระวังลูกค้าคนสุดท้ายจะหนีมากินบะหมี่ชามละสองเหมาที่ร้านผมหมดนะ"
เสียงหัวเราะคิกคักจากบรรดาชาวบ้านที่นั่งรอคิวอยู่ดังขึ้นระงม ทำให้เเช่นกั๋วเฉียงอับอายจนหน้าดำคร่ำเครียด เขาชี้หน้าหลินฟางด้วยความแค้นเคืองก่อนจะก้าวฉับๆ ออกจากร้านไปพร้อมสมุน
ทว่า ความวุ่นวายยังไม่ทันจางหาย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดใหม่ก็ดังขึ้นที่หน้าร้านอีกครั้ง พร้อมกับร่างเงาคุ้นเคยที่หลินฟางไม่อยากเห็นหน้ามากที่สุดในสามโลก
"หลินฟาง! นังลูกสะอกตakอกเนรคุณ! ผัวเจ้าเป็นถึงทหารใหญ่โตแต่ปล่อยให้แม่ผัวคนนี้ต้องยืนตากแดดรอคิวต๊อกต๋อยข้างถนนอย่างนั้นเรอะ!"
แม่เฒ่าหลี่ แม่สามีจอมเห็นแก่ตัว ยืนเท้าสะเอวหน้าตาถมึงทึง ข้างกายมีหลานชายตัวแสบที่กำลังร้องไห้งอแงเพราะอยากกินขาหมูตุ๋น แม่เฒ่ากวาดตามองร้านที่ตกแต่งอย่างสะอาดสะอ้านและกลิ่นหอมเย้ายวนใจแล้วน้ำลายสอ ดวงตาฝ้าฟางฉายแววโลภโม่งล้นออกมาอย่างไม่ปิดบัง "เอาอาหารทั้งหมดนี่ห่อกลับบ้านไปให้หมด! แล้วก็เงินในลิ้นชักนั่น ส่งมาให้ข้าใช้หนี้การพนันแทนพี่ชายเจ้าเดี๋ยวนี้!"
บรรยากาศในร้านพลันลดอุณหภูมิลดฮวบลงอีกครั้ง เฉินหลงขยับกายบังภรรยาไว้ทันที ดวงตาคู่นคมจ้องเขม็งไปยังหญิงแก่ผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้าด้วยแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก
หลินฟางถอนหายใจเบาๆ เธอตักน้ำซุปใสแจ๋วร้อนๆ ลงในชามกระเบื้องเคลือบสีฟ้าคราม กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกเคี่ยวกับเก๋ากี้และรากบัวลอยละล่องเตะจมูกจนแม่เฒ่าหลี่กลืนน้ำลายดังเอื๊อก หญิงสาวแย้มยิ้มบางเบา เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว
"แม่ครับ... ที่นี่คือร้านอาหาร ไม่ใช่สถานสงเคราะห์คนชราไร้สำนึก ถ้าท่านอยากกินอาหารฝีมือผม เชิญต่อแถวรอคิวและจ่ายเงินเหมือนลูกค้ารายอื่น แต่ถ้าท่านยังมายืนโวยวายหาเรื่องรีดไถเงินทองล่ะก็..."
หลินฟางเว้นจังหวะ เลื่อนชามซุปหอมกรุ่นมาไว้ตรงหน้าเฉินหลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมีดหั่นเนื้อด้ามยาวสเตนเลสเงาวับขึ้นมาถือไว้ในมือ ปลายคมกริบสะท้อนแสงไฟในร้านวับวาว
"...ผมคงต้องเชิญเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารมาช่วยจัดการ 'แขกไม่ได้รับเชิญ' ที่บุกรุกและสร้างความวุ่นวายในยస్తుนการค้าแห่งนี้แทนเสียแล้วล่ะครับ"
แม่เฒ่าหลี่สะดุ้งโหยงเมื่อเห็นประกายแวววับจากคมมีดในมือลูกสะใภ้ ร่างอวบอัดถอยรูดกรูดด้วยความหวาดกลัว นางอ้าปากพะงาบๆ จะด่าทอแต่เมื่อสบเข้ากับสายตาดุดันราวกับพญาอินทรีของบุตรชายหนุ่มที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคออย่างจำยอม
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมร้าน และหลินฟางกำลังจะวางมีดลง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับเสียงตะโกนเอะอะโهاมก็ดังขึ้นจากตรอกซอกซอยด้านข้างร้าน
"ปิดล้อมร้านนี้ไว้! อย่าให้ใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
ประตูไม้หน้าร้านถูกผลักเปิดผางอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายร่างกำยำในชุดสเวตเตอร์สีเข้มสวมแจ็คเก็ตหนัง ใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่ากลัวลากยาวจากหางคิ้วลงมาถึงโหนกแก้ม ชายผู้นั้นกวาดสายตาคมปลาบมองไปทั่วร้าน ก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าของเฉินหลงแล้วแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ผู้กองเฉิน... เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไม่คิดเลยว่านายจะลาออกจากราชการมามุดหัวเปิดร้านขายข้าวต้มกระจอกๆ อยู่ที่นี่... หนี้เก่าเมื่อสามปีก่อน นายยังไม่ได้สะสางกับฉันเลยนะสหาย!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" เสมอมานะครับ
คุณหนูสายฟาร์ม: ขอหย่ามาเปิดร้านอาหารในยุค 70•ตอนที่ 26
ศัตรูจากในเมือง
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูสายฟาร์ม: ขอหย่ามาเปิดร้านอาหารในยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!