แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 20

ความหวังริบหรี่

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
ความเงียบงันภายในกระโจมบัญชาการใหญ่ยามวิกาล มิได้เกิดจากความสงบสุข หากแต่เป็นความอัดอั้นที่หนักอึ้งดั่งตะกั่วหลอม ละอองฝนยามดึกสาดซัดกระทบผืนผ้าใบหนาทึบจนเกิดเสียงทึบตัน ราวกับเสียงกลองศึกที่คอยย้ำเตือนถึงความวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาทีละน้อย บนโต๊ะไม้เนื้อหยาบกลางกระโจม แผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นซ่งถูกกางแผ่ไว้ แสงจากเปลวเทียนสีส้มสั่นไหวตามกระแสลมที่เล็ดลอดเข้ามาในรอยต่อของผ้าใบ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายของฉินอี้ที่ฉายแววเคร่งเครียดจนริ้วรอยบนหน้าผากลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "รายงานจากหน่วยสอดแนมม้าเร็ว... ขบวนเกวียนเสบียงหลวงล็อตสุดท้ายจากเมืองหน้าด่านถูกปล้นกลางหุบเขาผาเงาจันทร์ ม้าเร็วทั้งหมด... ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว" น้ำเสียงของรองแม่ทัพหนุ่มผู้รายงานสั่นเครือเล็กน้อย ความหนาวเหน็บจากภายนอกดูราวกับจะแทรกซึมเข้ามาเกาะกุมหัวใจของทุกคนในที่นั้น ฉินอี้มิได้เอ่ยคำใดออกมาทันที ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงไปยังจุดสีแดงบนแผนที่ซึ่งหมายถึงคลังเสบียงสำรองอันว่างเปล่า เขายังคงรักษาอาการสงบนิ่งได้อย่างน่ากลัว ทว่ากล้ามเนื้อบริเวณกรามที่ขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูนนั้น บ่งบอกถึงพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในอก เสบียงของกองทัพอาชาเหล็กเหลือพอประทังชีวิตได้อีกไม่เกินสามวัน... นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาการขาดแคลนเสบียงธรรมดา แต่เป็นแผนการตัดรากถอนโคนอย่างเลือดเย็นของตระกูลขุนนางฝ่ายตรงข้ามในราชสำนักที่ต้องการบีบให้พวกเขายอมจำนนโดยไม่ต้องออกแรงรบ "พวกมันจงใจบีบให้เราต้องถอยทัพ หรือไม่ก็... ให้เราอดตายอยู่กลางดินแดนรกร้างแห่งนี้" ซูเหวินซึ่งยืนอยู่มุมมืดของกระโจมเอ่ยขึ้น นางก้าวเท้าเข้ามาในแสงเทียน ชายอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลวดลายเมฆมงคลขลิบดิ้นทองขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดิน แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายประกายวิบวับดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด นางยกมือขึ้นจัดปลายแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะหยุดยืนเคียงข้างฉินอี้อย่างมั่นคง "การตัดเส้นทางลำเลียงต้องใช้กำลังคนไม่ต่ำกว่าสองพันนาย และต้องรู้เส้นลับที่ต่อให้เป็นสายลับชั้นยอดก็ยากจะล่วงรู้" ฉินอี้เอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบขาดดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก "มีคนของเรา... ขายข่าวให้ฝ่ายตรงข้าม" ความตึงเครียดในกระโจมพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด บรรดานายกองต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ในยามศึกสงคราม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่กองทัพศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า หากแต่เป็นหนอนบ่อนไส้ที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง "ท่านแม่ทัพโปรดระงับโทสะ" ซูเหวินเอ่ยพลางยื่นถ้วยชาสมุนไพรส่งให้ชายหนุ่ม กลิ่นหอมเย็นของโสมและใบชาชั้นดีช่วยบรรเทาบรรยากาศที่คุกรุ่นลงได้เล็กน้อย นิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาของนางสัมผัสโดนหลังมือของฉินอี้แผ่วเบา เป็นการสื่อสารทางใจที่เข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำหวานใดๆ "ความหิวโหยสั่นคลอนขวัญกำลังใจของไพร่พลได้เร็วกว่าคมดาบศัตรู หากเรานิ่งเฉยปล่อยให้ข่าวลือเรื่องเสบียงหมดแพร่สะพัดออกไป ไม่เกินสองวัน... กองทัพอาชาเหล็กจะแตกพ่ายโดยไม่ต้องให้ข้าศึกโจมตีด้วยซ้ำ" "เจ้ามีแผนกระไร ซูเหวิน" ฉินอี้หันมามองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยแข็งกระด้างยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับอ่อนแสงลงยามเมื่อทอดมองนาง ผู้ซึ่งเป็นทั้งมันสมองและที่พึ่งทางใจเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางคลื่นลมแห่งอำนาจ "เราจะใช้แผน 'ความว่างเปล่าลวงตา'" มุมปากของซูเหวินยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและสติปัญญาทำให้บรรยากาศรอบตัวนางดูเปล่งประกายขึ้นมาทันตา "ในเมื่อพวกมันต้องการตัดเสบียงเพื่อให้เราตื่นตระหนก เราก็จعلให้พวกมันเห็นว่า... เรายังมีเสบียงเหลือเฟือ และพร้อมจะเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในคืนวันเพ็ญนี้" "เจ้าหมายถึง..." รองแม่ทัพอุทานด้วยความฉงน "ถูกแล้ว เราจะนำเกวียงเปล่าเคลื่อนขบวนออกทางประตูด้านทิศเหนือ ส่งเสียงเอิกเกริกให้สายลับของฝ่ายตรงข้ามได้ยินชัดเจน ในขณะเดียวกัน ท่านแม่ทัพต้องนำกำลังทหารม้าหน่วยกล้าตายชุดเล็ก ลัดเลาะผ่านหุบเขาเงาจันทร์เพื่อชิงเสบียงของเราคืนมาจากค่ายกลของพวกมัน" ซูเหวินอธิบายแผนการอย่างรวดเร็วและเฉียบคม ทุกถ้อยคำถูกร้อยเรียงอย่างเป็นระบบ ราวกับนางได้คำนวณหมากตานี้ไว้ล่วงหน้าก่อนที่ข่าวร้ายจะมาถึงเสียอีก ฉินอี้จ้องมองนางด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสมรภูมิเลือด มิใช่ความรักแบบหนุ่มสาวทั่วไป หากแต่มันคือความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ ยามที่โลกทั้งใบพยายามผลักดันให้พวกเขาดิ่งจมลงสู่ความพ่ายแพ้ มีเพียงสตรีผู้นี้ที่ยืนหยัดเคียงข้าง ถักทอความหวังขึ้นมาจากเศษซากความสิ้นหวัง "เสี่ยงเกินไป" ฉินอี้ท้วงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "หากศัตรูซุ่มกำลังหลักไว้ที่หุบเขาเงาจันทร์ เจ้าจะตกอยู่ในอันตราย" "ข้ามิได้เป็นอันใดง่ายดายเช่นนั้นหรอกครับท่านแม่ทัพ" ซูเหวินยิ้มบางๆ ดวงตาสุกใสทอดมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม "ท่านมีหน้าที่คว้าชัยชนะในยามศึก ส่วนหน้าที่ปกป้องกองทัพและตัวท่าน... ให้เป็นของข้าเถอะ" คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งหินผา ท่ามกลางเสียงลมฝนที่ยังคงคำรามก้องอยู่เบื้องนอก ฉินอี้สูดลมหายใจเข้าลึก มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวของนางไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดออกมาได้ ในยุคสมัยที่บ้านเมืองระอุด้วยไฟสงคราม ความรักของพวกเขาก็เปรียบเสมือนแสงเทียนดวงน้อยที่ริบหรี่ ทว่ากลับสطุกสว่างไสวและทรงพลังยิ่งกว่ากองเพลิงนับพัน ทว่า ในขณะที่แผนการกำลังถูกเร่งรัดจัดเตรียมอย่างเงียบเชียบ เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารยามหน้ากระโจมก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ตามด้วยเสียงเปิดม่านผ้าใบอย่างแรง ทหารยามนายนั้นล้มลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความตื่นตระหนก เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยหยาดฝนและโคลนตม ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "เรียนท่านแม่ทัพ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" ทหารนายนั้นละล่ำละลักละลอก "กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับพันนาย... แต่งกายชุดดำสนิทและสวมหน้ากากเหล็ก จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่แนวหน้าทิศใต้ พวกมันไม่ได้เข้าโจมตีค่ายพัก แต่... แต่พวกมันกำลังจุดไฟเผาคลังเสบียงสำรองที่เหลืออยู่ทั้งหมดของเราจนมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตาแล้วขอรับ!" ฉินอี้และซูเหวินผุดลุกขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แผนการ "ความว่างเปล่าลวงตา" ที่เพิ่งร่างขึ้นเมื่อครู่ พังทลายลงในพริบตาเมื่อศัตรูล่วงรู้แผนการของพวกเขา... หรืออาจจะรู้ตัวตั้งแต่วินาทีแรกที่เสบียงถูกปล้นแล้ว ฉินอี้ก้าวพรวดพราดออกไปที่หน้ากระโจม สายตากวาดมองไปยังขอบฟ้าทิศใต้ที่บัดนี้ถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉานด้วยเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ แสงไฟสว่างวาบสะท้อนบนใบหน้าเยือกเย็นที่ตอนนี้กลับมีหยาดเหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผม ในความเงียบงันของการถูกตัดหนทางรอด ปลายลูกศรปริศนาดอกหนึ่งปักคาอยู่บนเสากระโจมบัญชาการ ใกล้กับตัวอักษรบนแผนที่ยุทธศาสตร์ บนตัวลูกศรมีกระดาษสีชาผูกติดไว้ด้วยด้ายสีแดงสด ซูเหวินก้าวตามออกมา หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่ออกช้าๆ ท่ามกลางแสงไฟจากเพลิงไหม้ที่ลุกโชน ขอบกระดาษปราศจากถ้อยคำข่มขู่ใดๆ มีเพียงลายมือตวัดพู่กันด้วยหมึกดำสนิทที่เขียนไว้สั้นๆ เพียงบรรทัดเดียว: *"หมากตานี้... ท่านเดินช้าไปก้าวเดียว แม่ทัพฉิน"* ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเยือกเย็นก้องกังวานมาจากความมืดมิดนอกค่าย ท่ามกลางม่านฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย เงาร่างนับร้อยของทหารชุดดำค่อยๆ ถอยร่นหายลับไปในความมืด พร้อมกับเสียงฝีเท้าของม้าศึกนับพันที่กำลังควบเข้ามาโอบล้อมค่ายพักของพวกเขาไว้ทุกด้านอย่างแนบเนียน ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%