กลิ่นอับชื้นของใบไม้ผุและกลิ่นคาวสนิมเหล็กยามค่ำคืนคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน ความเงียบงันในผืนป่าท้อโบราณไม่ได้แปลว่าไร้ซึ่งสรรพชีวิต หากแต่เป็นความสงบก่อนพายุโลหิตจะโหมกระหน่ำ
"พวกมันระวังตัวแจเลยขอรับท่านแม่ทัพ กองลาดตระเวนของพวกกบฏเปลี่ยนเส้นทางเลี่ยงหุบเขาตงหลิว มุ่งตรงเข้าสู่แนวป่าท้อชั้นในตามแผนที่เราคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน"
เสียงกระซิบแหบพร่าของรองแม่ทัพหลิวลอยมาตามสายลมหนาว ฉินอี้มิได้เอ่ยวาจาใดตอบรับ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีภายใต้หมวกเกราะเหล็กกล้าทอดมองผ่านม่านกิ่งก้านท้อที่บิดเบี้ยว ท่วงท่าของเขานิ่งงันดั่งรูปปั้นหินสลักบนหน้าผาชัน มือหนากำด้ามดาบประจำกายแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน แม้ความมืดมิดจะกลืนกินร่างของเขาไปครึ่งหนึ่ง ทว่าอรัศมีแห่งความเยือกเย็นและดุดันกลับแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบกายจนอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างน่าประหลาด
เบื้องหลังเงาทึบของพุ่มไม้หนา ซูเหวิน ในอาภรณ์นักรบสีเขียวเข้มกลมกลืนกับราวไพร ยืนพิงลำต้นท้อเก่าแก่อย่างเงียบเชียบ นางมิได้สวมหมวกเกราะ ปล่อยให้เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้ลวกๆ ด้วยปิ่นไม้ไผ่ ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย นิ้วเรียวบางใต้แขนเสื้อกว้างกำลังคำนวณจังหวะเวลาในใจอย่างแม่นยำดั่งนาฬิกาน้ำ
นางเหลือบสายตาขึ้นมองบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า บาดแผลในใจของฉินอี้... ความแค้นที่สูญเสียครอบครัวไปต่อหน้าต่อตาเมื่อสิบปีก่อน ล้วนเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่หล่อหลอมให้แม่ทัพอาชาเหล็กผู้นี้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารในยามสงคราม ทว่าในยามนี้ ดวงตาคู่นั้นมิได้มีเพียงความกระหายเลือด หากแต่มีความสุขุมรอบคอบของหมากรุกกระดานใหญ่ที่นางกับเขาร่วมกันวางแผน
"รออีกเค่อเดียว (สิบห้านาที) ครับ..." ซูเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวเสียงกระซิบของภูตพราย ทว่าชัดเจนพอก้องกังวานในโสตประสาทของฉินอี้ "เมื่อกองหน้าของพวกมันเหยียบเข้าสู่เขตกลลวงค่ายกลแปดทิศที่ข้าโรยผงยาชาไว้ตามรากไม้ หมอกหนานี้จะกลายเป็นกรงขังที่พวกมันไม่มีวันดิ้นหลุด"
ฉินอี้เหลือบสายตากลับมามองนาง ชั่วขณะหนึ่ง... แววตาที่ไร้ความรู้สึกคู่นั้นไหววับดั่งผิวน้ำต้องลม ความห่วงใยที่ถูกกดทับไว้ภายใต้หน้าที่อันหนักอึ้งฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเด็ดขาดดั่งเดิม
"เจ้าอันตรายยิ่งกว่ากองกำลังกบฏนับหมื่นนายเสียอีก ซูเหวิน" ฉินอี้เอמהเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน "หากในอนาคตเราต้องยืนอยู่คนละฝั่งฟาก ข้าเกรงว่าแม้แต่กระดูกของข้าก็คงไม่เหลือให้ฝัง"
ซูเหวินแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวดอกท้อแรกแย้มท่ามกลางเหมันต์ฤดู แต่นัยน์ตากลับทอประกายคมปลาบ "ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ... ข้าไม่มีวันยอมให้กระดูกของท่านต้องแปดเปื้อนที่ใด นอกจากชัยชนะที่เราจะสร้างมันขึ้นมาด้วยกัน"
บทสนทนาอันสั้นแต่บาดลึกถูกตัดขาดลงฉับพลัน เมื่อเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่เหยียบย่ำใบไม้แห้งดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องล่าง กลิ่นอายสังหารพุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนฝูงนกป่าแตกตื่นบินหนีอลหม่าน
มาแล้ว...
กองกำลังกบฏนับร้อยนายในชุดเกราะหนังเก่าคร่ำคร่าเคลื่อนขบวนเข้ามาในเขตป่าท้ออย่างระแวดระวัง ผู้นำทัพหน้าเป็นชายร่างใหญ่ไว้เคราครึ้ม ถือขวานศึกเล่มโตคอยกวาดตามองซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง บรรยากาศรอบตัวพวกมันเต็มไปด้วยความตึงเครียด
"หยุดตรวจดูความเรียบร้อยตรงนี้ก่อน!" แม่ทัพกบฏร่างใหญ่ตะโกนสั่งการ เสียงสะท้อนก้องไปทั่วราวป่า "ข้ารู้สึกไม่1ดี ราวกับมีสายตานับร้อยคู่กำลังจ้องมองเราอยู่"
ทว่า... สายเกินไปเสียแล้ว
ในวินาทีที่เท้าของทหารกบฏนายหนึ่งก้าวเหยียบลงบนรากไม้ท้อที่ถูกโรยไว้ด้วยผงยาพิษชาสลายกระดูก ปฏิกิริยาเคมีอันรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบก็ทำงานทันที กลุ่มควันสีขาวอมม่วงพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินอย่างไร้ซุ่มเสียง ปกคลุมรัศมีร้อยก้าวในชั่วพริบตา
"อ๊าก! หมอกอะไรวะเนี่ย มองไม่เห็นอะไรเลย!"
"ขา... ขาของข้าชาไปหมดแล้ว ขยับไม่ได้!"
เสียงร้องโหยหวนด้วยความตื่นตระหนกดังระเบิดขึ้น กองกำลังกบฏแตกตื่นอลหม่าน วงล้อมที่เคยกระชับแน่นบัดนี้กลายเป็นความโกลาหล พวกมันเริ่มตวัดดาบฟันใส่กันเองท่ามกลางหมอกพิษหนาทึบที่กัดกินเรี่ยวแรงและประสาทสัมผัส
"ลงมือ!"
คำสั่งสั้นๆ ดั่งประกาศิตแห่งยมบาลหลุดจากริมฝีปากของฉินอี้
*เปรี้ยง!*
ลูกธนูเพลิงดอกแรกพุ่งแหวกอากาศแหวกม่านหมอกปักลงกลางวงล้อมของข้าศึก ตามมาด้วยเสียงกู่ร้องคำรามกึกก้องของทหารกองหน้าตระกูลฉินที่ซุ่มซ่อนอยู่บนต้นไม้สูง ทหารอาชาเหล็กนับร้อยนายกระโจนลงมาจากยอดไม้ราวดั่งพญาเหยี่ยวร่อนลงล่าเหยื่อ ประกายคมดาบวาววับสะท้อนแสงจันทร์สาดส่องตัดผ่านความมืด ดุจดั่งอสนีบาตฟาดฟันลงกลางผืนป่า
ฉินอี้ควบอาชาเหล็กคู่ใจพุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกเข้าไปราวกับเทพแห่งสงคราม ดาบใหญ่ในมือสะบัดวาดออกเป็นวงโค้งอย่างไร้ความปรานี ทุกครั้งที่คมดาบพาดผ่าน ร่างของศัตรูล้วนขาดสะบั้น เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมกลีบดอกท้อสีชมพูให้กลายเป็นสีชาด ความเยือกเย็นและแม่นยำในทุกกระบวนท่าทำให้เขากลายเป็นอสูรกายกระหายเลือดในสายตากองโจร
ซูเหวินชักกระบี่อ่อนประจำกายออกมารับมือกับทหารกบฏที่หลุดรอดเข้ามาทางด้านหลัง ท่วงท่าของนางพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ ร่างระหงหมุนตัวหลบคมหอกก่อนจะแทงสวนเข้าจุดตายอย่างรวดเร็วและงดงามราวกับการร่ายรำ ไม่มีร่องรอยของความลังเลใจ แม้คราบเลือดจะเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีเขียวเข้ม แต่นางกลับดูสง่างามราวกับเทพธิดาแห่งความตายผู้ลงมาพิพากษา
การซุ่มโจมตีในยุทธวิธีป่าท้อดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ไร้ซึ่งความปรานี ดั่งที่ประวัติศาสตร์มักจารึกไว้ว่า สงครามมิได้ตัดสินด้วยจำนวนคน หากแต่ตัดสินด้วยปัญญาและย่างก้าวที่เหนือกว่า
ทว่า... ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงกรีดร้องที่เริ่มเบาบางลง ซูเหวินกลับขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ดวงตาดอกท้อกวาดมองไปทั่วบริเวณซากศพของทหารกบฏที่นอนเกลื่อนกลาด
ผิดปกติ...
กองกำลังชุดนี้ แม้จะแต่งกายเป็นกบฏท้องถิ่น แต่รอยสักรูป "งูพันคบเพลิง" ที่ข้อมือของแม่ทัพกบฏร่างใหญ่ที่ถูกฉินอี้ปลิดชีพ กลับไม่ใช่สัญลักษณ์ของกองโจรทั่วไป แต่มันคือตราประทับลับของ "หน่วยเงาทมิฬ" ภายใต้สังกัดของสำนักอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย... ศัตรูทางการเมืองตัวฉกาจในราชสำนักที่ควรจะอยู่ห่างจากชายแดนนี้หลายพันลี้!
ซูเหวินรีบหันไปหมายจะตะโกนเตือนฉินอี้ที่กำลังควบม้ากลับมาหา
ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง เสียงดีดนิ้วแหลมคมก็ดังขึ้นจากยอดไม้สูงเบื้องบน ตามมาด้วยเสียงแหวกอากาศของลูกธนูอาบยาพิษสีดำสนิทพุ่งตรงเข้าแผ่นหลังของฉินอี้ด้วยความเร็วแสง!
"ระวังเพคะท่านอ๋อง!"
ซูเหวินพุ่งทะยานร่างเข้าขวางวิถีกระสุนอย่างไม่คิดชีวิต แรงปะทะทำให้ร่างของทั้งคู่ร่วงหล่นจากหลังม้ากลิ้งไปบนพื้นดิน ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าทหารกล้า
ฉินอี้ประคองร่างบางที่โอบกอดเขาไว้แน่นขึ้นมา ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เมื่อก้มลงมอง... หัวลูกธนูสีดำสนิทปักลึกอยู่บริเวณหัวไหล่ขวาของซูเหวิน เลือดสีดำคล้ำไหลซึมย้อมอาภรณ์จนกลายเป็นสีน่ากลัว
"ซูเหวิน!" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยเยือกเย็นบัดนี้สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด มือหนาสั่นเทาขณะโอบประคองร่างที่เริ่มไร้เรี่ยวแรงของนางไว้ในอ้อมอก
ซูเหวินแย้มยิ้มอ่อนแรงริมฝีปากซีดเผือด นางยกมืออันสั่นเทาขึ้นแตะพวงแก้มสากของเขา แววตาดอกท้อทอประกายล้ำลึกและมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใด
"ข้าบอกท่านแล้ว... ว่าข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใด... แม้กระทั่งความตาย พรากท่านไปจากข้า..."
นางกระซิบด้วยเสียงอันแผ่วเบาก่อนที่สติจะดับวูบลงในอ้อมแขนของเขา
ทันใดนั้นเอง... เสียงปรบมือเยือกเย็นและน่าขนพองสเกลก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า ท่ามกลางหมอกพิษที่เริ่มจางหาย ปรากฏร่างของเงาสูงโปร่งสวมหน้ากากเงินลายจิ้งจอกก้าวออกมาจากหลังต้นท้อโบราณ พร้อมกับกองกำลังทหารนับพันนายที่ถือคันธนูง้างรอเล็งตรงมาที่พวกเขาจนเต็มพื้นที่ป่า
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ท่านแม่ทัพฉิน... น่าเสียดายที่หมากกระดานนี้ ผู้ที่เดินพลาด ไม่ใช่ข้า" เงาลึกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พร้อมกับชู "ราชอาณัติลับ" ประทับตราหยกมังกรทองที่ควรจะอยู่Aในห้องทรงพระอักษรขององค์ฮ่องเต้ขึ้นมาต่อหน้าต่อตา
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์•ตอนที่ 18
ยุทธวิธีป่าท้อ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพอาชาเหล็กกับยอดกุนซือไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!