ย้อนรอยเลือด: แผนพิฆาตทวงคืนบัลลังก์ทรราช•ตอนที่ 34

อิสรภาพที่แท้จริง

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ปลายจมูกไม่ได้มาจากแผลสดบนไหล่ของศิลา แต่มันมาจากซากปรักหักพังทางศีลธรรมที่เขาเพิ่งจุดไฟเผาด้วยมือของตัวเอง บัลลังก์ทองคำที่เคยอาบย้อมด้วยหยาดน้ำตาและคأسพิษ ตอนนี้ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าอย่างโดดเดี่ยว ไร้ซึ่งเสียงสรรเสริญ เยินยอ ไร้ซึ่งเงาของผู้คน มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำหน้าที่เป็นสักขีพยานแห่งชัยชนะอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ราชันย์ อดีตสหายรักผู้เหี้ยมโหดและเป็นผู้พรากทุกสิ่งไปจากเขาในชาติภพก่อน บัดนี้คุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและอำนาจฉายแววว่างเปล่า ไร้ซึ่งลมหายใจ ปราศจากแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะเอ่ยคำขอร้อง ชีวิตของคนที่เคยเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดจบลงอย่างไร้ค่าในห้องโถงมืดทึบแห่งนี้ ศิลาไม่ได้มองศัตรูตัวฉกาจที่นอนแน่นิ่งเป็นศพ เขาเพียงแค่ก้มลงมองรอยแผลเป็นที่ไหล่ขวา ซึ่งบัดนี้มันกำลังส่งความแสบร้อนจี๊ดขึ้นมาเตือนสติราวกับเข็มพิษ ความทรงจำจากอนาคตอันโหดร้าย ภาพวันที่เขาถูกหักหลังจนต้องตายอย่างอนาถไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวสมองราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกรอซ้ำ แต่แปลก... ในวินาทีที่ศัตรูคนสุดท้ายดับดิ้น ความแค้นที่เคยสุมอกมาตลอดชีวิตกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกหอมหวานอย่างที่ควรจะเป็น มันว่างเปล่า มันเหงา และมันหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก "จบแล้วสินะคะ..." เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดบริเวณเสาหินต้นใหญ่ รินรดาเดินก้าวออกมาจากเงาสลัว ชุดสายลับสีเข้มของเธอยังคงเปรอะเปื้อนฝุ่นควันจากการต่อสู้ มือเรียวบางไม่ได้ถือปืนหรืออาวุธใดๆ อีกต่อไป ทว่าเธอกลับถือตั๋วโดยสารสองใบและกระเป๋าเดินทางเรียบง่ายสองใบไว้ในมือ แววตาของเธอที่มองมายังศิลาไม่ได้มีความหวาดระแวงหรือความเย็นชาหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเข้าใจลึกซึ้งที่อ่านทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งหัวใจของเขา ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาว รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม—รอยยิ้มแรกในรอบหลายปีที่ไม่ได้เสแสร้งหรือซ่อนเร้นแผนการร้ายใดๆ ไว้เบื้องหลัง "ใช่... จบแล้ว" ศิลาเอ่ยเสียงแหบพร่า เขายื่นมือออกไปรับกระเป๋าเดินทางใบนั้นจากมือเธอสัมผัสที่ปลายนิ้วกระทบกันเบาๆ แต่มันกลับอุ่นวาบยิ่งกว่าทองคำนับล้านตำลึงที่กองอยู่ตรงหน้า "แต่ไม่ใช่การจบเพื่อเริ่มต้นใหม่บนบัลลังก์... แต่มันคือการจบเพื่อเดินออกไปจากที่นี่" รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตไหวระริกเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้แลกอะไรมาบ้างเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในเกมอำนาจนี้ เขาทุ่มเท วางแผนซ้อนแผน หลอกใช้ความโลภของทุกคนเพื่อทำลายศัตรูจนราบคาบ อำนาจที่สามารถชี้นำความเป็นความตายของผู้คนนับล้านอยู่แค่เอื้อมมือ แต่อำนาจนั้นกำลังจะถูกทิ้งขว้างลงถังขยะอย่างไม่ไยดี เพียงเพื่อแลกกับสิ่งอื่นที่ประเมินค่าไม่ได้ "คุณแน่ใจแล้วเหรอคะ?" เสียงของเธอกระซิบแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าเสียงของตนจะทำลายความเปราะบางของช่วงเวลานี้ "อำนาจที่คุณไขว่คว้ามาด้วยเลือดเนื้อ... คุณกำลังจะสละมันทิ้งไปจริงๆ หรือคะ? ประชาชนนับล้านกำลังรอให้คุณเป็นราชาองค์ใหม่" "ราชา?" ศิลาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและซากอำนาจ "ฉันเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งรินรดา ในนรกขุมนั้นไม่มีบัลลังก์ ไม่มีอำนาจ มีแต่ความโดดเดี่ยวและการทรยศหักหลัง ฉันไม่อยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการหวาดระแวงว่าใครจะถือยาพิษมาเสิร์ฟให้ดื่มตอนเที่ยงคืนอีกแล้ว อำนาจมันก็แค่อาวุธที่ยืมคนอื่นมาใช้ และเมื่อหมดหน้าที่... ฉันก็อยากจะคืนมันให้กับความว่างเปล่า" เขาหันหลังให้กับบัลลังก์มังกรที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังอย่างไร้เยื่อใย เสียงฝีเท้าของเขาก้าวเดินผ่านกองสมบัติและคราบเลือด มุ่งตรงไปยังประตูบานใหญ่ที่เปิดรับแสงสว่างยามสายของโลกภายนอก ลมธรรมชาติพัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า กลิ่นอายของอิสรภาพที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตนี้ มันหอมหวานและสดชื่นเสียจนเกือบจะทำให้ลืมความเจ็บปวดทั้งหมดที่ผ่านมา รินรดายืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกโล่งใจแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอก้าวตามเขาไปติดๆ ทว่าในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะก้าวพ้นธรณีประตูเพื่อออกไปสู่โลกกว้างที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา เสียงฝีเท้าหนักแน่นและรวดเร็วจนผิดสังเกตก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินเบื้องล่าง *กริ๊ก!* เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ แต่คมชัดจนบาดแก้วหู มันไม่ใช่เสียงของทหารยามหรือผู้รอดชีวิตทั่วไป แต่มันคือเสียงปลดเซฟของปืนไรเฟิลซุ่มยิงระยะไกลที่ถูกเล็งตรงมายังแผ่นหลังของศิลาอย่างแม่นยำ! ศิลาชะงักฝีเท้าทันที สัญชาตญาณนักฆ่าและอดีตผู้ควบคุมเกมกระตุ้นเตือนให้เขากระโจนหลบตามสัญชาตญาณ ทว่ารินรดากลับไว于ก้าวหนึ่ง เธอหันขวับไปมองยังทิศทางของระเบียงชั้นบนที่มืดทึบ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นปลายกระบอกปืนสีดำสนิทโผล่พ้นเงาเสา พร้อมกับประกายไฟวาบขึ้นจากลำกล้อง! "ศิลา ระวัง!" รินรดาร้องตะโกนสุดเสียงพร้อมกับพุ่งตัวเข้ากระแทกร่างของชายหนุ่มให้พ้นวิถีวิถีกระสุนอย่างไม่คิดชีวิต เสียงคำรามก้องของกระสุนเจาะเกราะแหวกอากาศผ่าความเงียบ เสียง *ปัง!* สนั่นหวั่นไหวตามมาติดๆ แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปบนพื้นหินฝุ่นตลบ ความเงียบสงัดกลับมาเยือนอีกครั้งทันทีหลังเสียงปืนสงบลง ศิลาประคองร่างของรินรดาขึ้นมาด้วยความตกใจ หัวใจของเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นรอยเลือดสีแดงสดซึมผ่านเสื้อบริเวณหัวไหล่ของหญิงสาว ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยถามอะไร ร่างของรินรดาที่กำลังสั่นเทากลับเอื้อมมือมาปิดปากเขาไว้แน่น พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต "อย่าเพิ่งขยับ... ดูที่ระเบียงนั่นสคะ..." ศิลาเหลือบสายตาขึ้นมองไปยังระเบียงชั้นบนตามที่เธอบอก แสงไฟสลัวสาดส่องกระทบกับร่างของใครบางคนที่ก้าวออกมาจากเงาคนนั้น... คนที่ควรจะตายไปแล้วด้วยน้ำมือของราชันย์ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน คนที่กุมความลับทั้งหมดของแผนการแก้แค้นนี้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น! เงาร่างนั้นแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมลงมามองพวกเขาจากเบื้องสูง พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของศิลาเย็นเฉียบลงในพริบตา... "คิดจะหนีไปเสวยสุขกันตามลำพัง... มันง่ายเกินไปหน่อยไหมคะ... น้องชาย?" ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เงียบแต่ฟาดเรียบ" เสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนรอยเลือด: แผนพิฆาตทวงคืนบัลลังก์ทรราช นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%