กลิ่นของฝุ่นปูนที่ยังไม่เซ็ตตัวผสมกับกลิ่นอับชื้นของดินโคลน เป็นกลิ่นที่ธันวาคุ้นเคยดีกว่ากลิ่นน้ำหอมราคาแพงในห้องประชุมบนชั้นยี่สิบห้าของตึกระฟ้าแห่งนั้น
รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็กเหยียบย่ำลงบนพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ยังหล่อไม่สมบูรณ์ เสียงก้องสะท้อนไปตามโครงสร้างเสาเข็มโลหะที่ตั้งตระหง่านราวกับซากกระดูกของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ในยามวิกาลที่ผู้คนนับล้านกำลังหลับใหลภายใต้แสงนีออนของเมืองหลวง เขตก่อสร้างโครงการหรูใจกลางเมืองกลับกลายเป็นอีกโลกหนึ่ง—โลกที่กฎหมายและระเบียบสถาปัตยกรรมถูกพับเก็บใส่ลิ้นชัก เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่ซ่อนรอยแผลของการเร่งรัดเวลา
ธันวาปัดฝุ่นออกจากปกเสื้อเชيرแขนยาวที่พับขึ้นถึงข้อศอก นิ้วเรียวยาวหยิบไฟฉายแรงสูงขึ้นมากดเปิด ลำแสงสีขาวพุ่งแหวกความมืดเข้าหากำแพงกันดินที่ควรจะหนาแน่นตามมาตรฐานวิศวกรรม แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทำให้สถาปนิกหนุ่มต้องขมวดคิ้วแน่นจนเกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว
รอยร้าวขนาดใหญ่พาดผ่านฐานรากคอนกรีตยาวเหยียดราวกับรอยแผลเป็นบนผิวหนัง มันไม่ใช่รอยร้าวจากการทรุดตัวตามธรรมชาติที่วิศวกรทั่วไปจะมองข้าม แต่มันคือรอยปริที่ฟ้องชัดถึงการลดสัดส่วนของส่วนผสมซีเมนต์และการตอกเสาเข็มที่ไม่ถึงชั้นดินดานตามที่ระบุไว้ในพิมพ์เขียว
"คุณรินรดา... คุณคิดจะเอาชีวิตคนทั้งตึกแลกกับผลกำไรในตลาดหลักทรัพย์จริงๆ หรือครับ" ธันวาพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความผิดหวังและเย้ยหยันในคราเดียวกัน
เขาย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในห้องประชุมเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา แฟลตไดรฟ์สีเงินในมือของเลขานุการหญิงคนนั้นเปรียบเสมือนกล่องแพนดอร่า ที่หากเปิดออกเมื่อใด ชื่อเสียงของบริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่และอนาคตของรินรดาจะพังทลายลงในพริบตา แต่สิ่งที่ทำให้ธันวาคาใจยิ่งกว่าตัวเลขบัญชีสีดำ คือแววตาไหววาระหว่างความหวาดกลัวและการดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอันเยือกเย็นของผู้หญิงคนนั้น
ธันวาเดินลึกเข้าไปยังโซนด้านหลังของไซต์งาน ซึ่งเป็นจุดอับสายตาจากถนนใหญ่ ที่นี่ไม่มีเสียงเครื่องจักร มีเพียงเสียงน้ำซึมผ่านผนังใต้ดินและเสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องโครงเหล็ก ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบนั้น เขากลับได้ยินเสียงบางอย่าง... เสียงครางอืออึงที่เบาเสียจนเกือบกลืนหายไปกับสายลม
ฝีเท้าชะงักลง ธันวาดับไฟฉายในมือ ความมืดเข้าโอบล้อมรอบตัวทันที มีเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องลงมาจากช่องว่างของชั้นบน เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าหาต้นเสียงอย่างระมัดระวัง พิงแผ่นหลังเข้ากับเสาปูนเพื่ออำพรางเงาร่าง
เบื้องหลังกองนั่งร้านเหล็กและแผ่นไม้แบบหล่อที่กองระเกะระกะ มีแสงไฟฉายดวงเล็กๆ สั่นไหวอยู่บนพื้น ร่างผอมเกร็งของชายวัยกลางคนในชุดคนงานก่อสร้างที่เนื้อตัวมอมแมมกำลังนั่งกอดเข่า ตัวสั่นเทาด้วยพิษไข้และอาการบาดเจ็บ ข้างกายเขามีลังกระดาษเก่าๆ และหมวกนิรภัยที่บุบสลายวางอยู่
วิถีชีวิตที่รินรดาไม่เคยรับรู้... โลกใบเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานรากอันหรูหราของตึกมูลค่าหลายพันล้าน
ธันวาก้าวเข้าไปใกล้ชิดขึ้น ปราศจากเสียงฝีเท้า ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ดวงตาฝ้าฟางฉายแววหวาดกลัวราวกับสัตว์ป่าที่จนมุม ริมฝีปากแห้งผากขยับอ้าพยายามจะเปล่งเสียง แต่มีเพียงเสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมา
"อย่า... อย่าเพิ่งรื้อ... ผมยังเก็บของไม่ทัน..." คนงานคนนั้นพูดด้วยเสียงสั่นเครือ มือที่สั่นเทากำเศษกระดาษแผ่นหนึ่งแน่น
ธันวานั่งยองๆ ลงให้เสมอระดับสายตา ลดความคุกคามลง ปลดปล่อยออร่าความอบอุ่นที่เป็นธรรมชาติของสุภาพบุรุษออกมา "ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ใช่คนของบริษัท... ผมเป็นสถาปนิกที่ดูแลโครงการนี้ บอกผมได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ทำไมคุณถึงมานอนอยู่ที่นี่ในเขตก่อสร้างที่ควรจะปิดตาย"
คนงานชะงัก มองสำรวจใบหน้าของธันวาที่ฉายแววความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจ ก่อนที่ความอดทนทั้งหมดจะพังทลายลง หยาดน้ำตาไหลปะปนกับคราบเหงื่อและฝุ่นบนใบหน้าเหี่ยวย่น
"พวกมัน... พวกมันไม่ยอมให้คนงานหยุดพักแม้แต่คนเดียวเมื่อคืนก่อน..." เสียงแหบพร่าเอ่ยเล่าความจริงที่ถูกกลบฝัง "คานปูนชั้นใต้ดินนี้มันทรุดตัวลงทับคนงานกะดึกไปสามคน... พวกวิศวกรสั่งให้เอาปูนกลบฝังลงไปตรงฐานรากทันทีเพื่อไม่ให้งานสะดุด แล้วสั่งห้ามไม่ให้ใครพูดเรื่องนี้ ไม่งั้นจะไล่ออกแถมไม่จ่ายค่าแรง... เพื่อนผม... ร่างของพวกเขายังอยู่ใต้พื้นคอนกรีตตรงที่คุณยืนอยู่นี้แหละครับคุณสถาปนิก"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางอกของธันวา โลกทั้งใบหยุดหมุน ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลัง ภาพของตึกคอนกรีตหรูหราที่ตั้งตระหง่านในหัวเปลี่ยนสภาพเป็นหลุมศพขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากความโลภและหยาดเลือดของมนุษย์
รินรดา... เธอรู้เรื่องนี้มากแค่ไหน? หรือเธอเป็นเพียงผู้บงการที่ยืนอยู่บนคราบน้ำตาเหล่านี้อย่างเลือดเย็น?
ในขณะที่ธันวากำลังจะเอ่ยถามรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐาน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าคอมแบทหลายคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเข้าชั้นใต้ดิน แสงไฟฉายสรัวหลายดวงสาดส่องกวาดไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงตะโกนห้าวทุบทำลายความเงียบ
"เฮ้ย! ใครอยู่ตรงนั้นวะ! ออกมาให้หมด!"
ธันวาสบถในใจอย่างหัวเสีย เขารีบหันไปมองคนงานที่ตอนนี้สติหลุดลอยด้วยความตื่นกลัว ก่อนจะตัดสินใจดึงแขนชายชราให้ลุกขึ้นเพื่อพาหลบหนีไปยังทางหนีไฟด้านหลังที่เขารู้ตำแหน่งจากแบบแปลน
ทว่า เมื่อก้าวพ้นกองนั่งร้านเหล็กออกไปเพื่อหาทางออก แสงไฟฉายสว่างจ้าก็สาดเข้าใส่ใบหน้าของเขาเต็มตาจนต้องยกมือขึ้นป้อง
เงาร่างของชายชุดดำสามคนยืนขวางทางหนีไว้ทั้งหมด และตรงกลางระหว่างพวกมันคือนายหน้าคุมงานก่อสร้างผู้มีแผลเป็นที่หางตา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนริมฝีปากของมัน
และก่อนที่ธันวาจะทันได้ขยับตัว เสียงส้นรองเท้าส้นสูงที่กระทบกับพื้นคอนกรีตอย่างเป็นจังหวะก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง พร้อมกับน้ำเสียงเยือกเย็นที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—น้ำเสียงที่ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
"ไม่คิดเลยนะครับคุณธันวา ว่าสถาปนิกผู้ทรงเกียรติ จะมีงานอดิเรกเป็นการเดินตรวจไซส์งานนอกเวลางานแบบนี้... หรือคุณบังเอิญเจอสิ่งที่ไม่อยากให้เจอเข้าเสียแล้วล่ะครับ?"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของแสงและเงาในเมืองหลวงไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง•ตอนที่ 3
ในเขตก่อสร้างไร้เสียง
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!