"ตารางเมตรละสามแสนห้าหมื่นบาท ไม่ได้มีไว้ให้คุณเอามาเวนคืนพื้นที่หายใจให้คนยากจนหรอกนะครับ คุณธันวา"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราلใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งของรินรดา ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของห้องประชุมกระจกใสเงาวับบนชั้นสี่十ของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจ ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเพชรเม็ดงามเคาะเบาๆ บนแฟ้มแผนผังโครงการ พลาสติกเคลือบผิวกระดาษสะท้อนแสงไฟนีออนสีขาวโพลนจนแทบแสบตา
ธันวาไม่ขยับตัว เขานั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเทาเข้มไร้รอยยับทิ้งน้ำหนักพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างผ่อนคลายเกินเหตุ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมกวาดมองตัวเลขสีแดงฉานในงบประมาณการก่อสร้างที่ถูกคาดการณ์ไว้ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาผู้บริหารสาวรุ่นน้องที่นั่งหลังตรงราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาเพื่อความสมบูรณ์แบบ
"นั่นสินะครับ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือแววเย้ยหยันจางๆ "ผมคงหลงลืมไปว่า ในมุมมองของคนคุมทุนอย่างคุณ พื้นที่ว่างไม่ได้หมายถึง 'ที่ว่าง' สำหรับให้ปอดของเมืองได้สูบฉีดออกซิเจน แต่มันคือ 'ช่องว่าง' ที่ยังไม่ได้ถูกถมด้วยคอนกรีตเพื่อแปลงสภาพเป็นตัวเลขในบัญชีธนาคารปลายปีต่างหาก"
บรรยากาศในห้องประชุมอุณหภูมิลดฮวบทันที ผู้ถือหุ้นอีกสามคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน ไม่มีใครกล้าสอดปากเข้ามาระหว่างการปะทะกันของสองมันสมองหลักเบื้องหลังโปรเจกต์มหาقالนี้ หนึ่งคือสถาปนิกผู้ดื้อรั้นที่เชื่อว่าเมืองต้องมีจิตวิญญาณ อีกหนึ่งคือซีอีโอสาวผู้มองเมืองเป็นกระดานหมากรุกที่ต้องชนะทุกตาเดิน
รินรดาไม่สะดุ้งสะเทือน เธอเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏบนเรียวปากเคลือบลิดสติกสีแดงเข้มนั้นไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
"จิตวิญญาณกินไม่ได้หรอกนะคะ... อ๊ะ ขออภัย ผมติดพูดภาษาคุณ" เธอยิ้มเยาะเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ ก่อนจะปรับน้ำเสียงกลับมาเป็นทางการ "หมายถึงว่า จิตวิญญาณที่คุณพูดถึง มันจ่ายค่าบำรุงรักษาลิฟต์ความเร็วสูงไม่ได้ และมันก็ไม่ได้ช่วยให้ผลประกอบการไตรมาสหน้าของบริษัทเราดูดีขึ้นในสายตาคณะกรรมการบริหารเลยแม้แต่น้อย"
ธันวาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นสั้นและแห้งแล้ง เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างวางทศบนโต๊ะกระจก ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของหญิงสาวราวกับจะค้นหาบางสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้เกราะป้องกันอันแน่นหนา
"คุณรินรดาครับ คุณเคยลองยืนอยู่ตรงหัวมุมถนนสุขุมวิทตอนห้าโมงเย็น แล้วมองหน้าผู้คนที่เดินสวนกันไปมาไหมครับ" ธันวาถาม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่าใจหาย "คุณจะเห็นไหล่ที่ห่อเข้าหากัน สีหน้าที่ไร้ชีวิตชีวา และฝีเท้าที่เร่งรีบราวกับกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่าง... เมืองที่เรากำลังร่วมกันสร้างมันขึ้นมาเนี่ย มันคือสถานที่พำนัก หรือมันคือคุกเรือนจำไร้กรงขังกันแน่ครับ?"
"นั่นคือเรื่องของธรรมชาติการแข่งขัน ไม่ใช่หน้าที่ของสถาปนิกที่จะต้องมานั่งดราม่าเรื่องปัญหาสังคม" รินรดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอเริ่มไต่ระดับความแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย "หน้าที่ของคุณคือการออกแบบอาคารที่ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เกิดมูลค่าสูงสุด ไม่ใช่การเว้นพื้นที่โล่งกว้างไว้ให้พวกเร่ร่อนมานอนกลางวัน หรือให้เด็กนักเรียนมานั่งดีดกีตาร์เล่นอย่างไร้ประโยชน์"
"พื้นที่ไร้ประโยชน์ที่คุณว่านั่นแหละครับ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์" ธันวาโต้กลับทันทีอย่างไม่ยอมลดละ "ถ้าเราเอาแต่สร้างตึกอัดแน่นจนแม้แต่ลมยังพัดผ่านไม่ได้ เมืองนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสุสานคอนกรีต คุณอยากเป็นคนออกแบบอนุสาวรีย์แห่งความโลภ หรืออยากให้คนรุ่นหลังจดจำเราในฐานะผู้สร้างเมืองที่น่าอยู่ล่ะครับ?"
รินรดานิ่งงังไปชั่ววินาที เปลือกตาของเธอกระตุกเล็กน้อย คำถามนั้นสะMเข้าที่รอยร้าวลึกบางอย่างในจิตใจของเธอ แต่ด้วยสัญชาตญาณของการเป็นนักบริหารมืออาชีพ เธอกลับตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เธอหยิบปากกา Montblanc สีดำสนิทขึ้นมาหมุนเล่นในมือ
"คุณธันวากำลังใช้อารมณ์ครอบงำตรรกะทางธุรกิจ" เธอกล่าวเสียงเรียบเย็น "และโปรดจำไว้ด้วยว่า โครงการนี้ไม่ได้มีแค่ความเห็นของคุณกับฉันเป็นตัวกำหนด กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้มีเงื่อนไขผูกพันอยู่... และถ้าคุณยังดึงดันที่จะแก้แบบเพื่อเพิ่มสวนสาธารณะส่วนกลางที่คุณเพ้อฝัน จนทำให้พื้นที่ขายหายไปสิบเปอร์เซ็นต์ เราคงต้องมาคุยกันใหม่เรื่องสัญญาว่าจ้าง"
คำขู่ที่ซ่อนมากับรอยยิ้มนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง โต๊ะประชุมทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว เพดานห้องสะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าภายนอกที่กำลังถูกย้อมด้วยแสงสีส้มหม่นของยามเย็น
ธันวาถอนหายใจยาวนาน เขาเอนหลังพิงเก้าอี้อีกครั้ง ความโกรธเกรี้ยวในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอ่อนล้า เขาช,เบื่อหน่ายกับการต้องมานั่งอธิบายเรื่องสามัญสำนึกให้คนที่วัดคุณค่าทุกอย่างด้วยตัวเลขฟัง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หัวใจของเขากลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ปะทะคารมกับผู้หญิงคนนี้
รินรดาไม่ใช่คนใจจืดใจดำ เธอฉลาด เป็นงาน และมีเหตุผลรองรับทุกการกระทำ เพียงแต่มุมมองต่อโลกของเธอกับเขามันอยู่คนละฟากฝั่งของเหว
"คุณนี่มัน... ดื้อด้านเสียจริงนะรินรดา" ธันวาเอ่ยชื่อเธอดิบๆ เป็นครั้งแรก แทนที่จะใช้คำสุภาพห่างเหินแบบที่เคยทำ น้ำเสียงนั้นอ่อนลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ "บางที... ผมอาจจะไม่ได้กำลังเถียงกับคุณเรื่องตารางเมตรของตึกนี้ก็ได้"
รินรดาชะงักมือที่กำลังหมุนปากกา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย "คุณหมายความว่ายังไง?"
"เปล่าครับ" ธันวายิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาดจนรินรดาต้องหลบตา "ผมแค่คิดว่า คนที่พยายามสร้างเกราะกำบังให้ตัวเองแข็งแกร่งที่สุดอย่างคุณ บางที... อาจจะแค่อยากได้พื้นที่ว่างในใจสักตารางเมตรไว้สำหรับหายใจเหมือนกันสินะครับ"
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันอ้าปากโต้
*ก๊อกๆ*
เสียงเคาะประตูกระจกดังขึ้นขัดจังหวะ เลขาหน้าห้องของเธอก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือถือแฟลตไดรฟ์พลาสติกสีดำสนิทชิ้นเล็กๆ ถูกชูขึ้นด้วยปลายนิ้ว
"คุณรินรดาคะ... มีพัสดุด่วนส่งตรงถึงโต๊ะทำงานของคุณค่ะ ผู้ส่งไม่ระบุชื่อ แต่ในนี้... มีไฟล์ภาพถ่ายแปลนอาคารเก่าของโครงการนี้เมื่อสามสิบปีก่อน ที่ถูกซ่อนไว้ในฐานข้อมูลลับของเทศบาล และ... และมันมีลายเซ็นของประธานบริษัทเราในอดีตแนบอยู่ด้วยค่ะ!"
ธันวานิ่งค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปในพริบตา เขากวาดตามองไปยังแฟลตไดรฟ์ในมือเลขา ก่อนจะหันกลับมาสบตากับรินรดาที่ตอนนี้ใบหน้าถอดสีลงอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบงันที่น่ากลัวเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง เมื่อพวกเขารู้ทันทีว่า... ความลับที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ตึกคอนกรีตหลังนี้กำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาแสงสว่าง
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางสำรวจความมืดมิดและแสงสว่างของเมืองใหญ่ไปพร้อมกับ "คนมองเมือง" นะครับ
สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง•ตอนที่ 2
ราคาของพื้นที่ว่าง
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับแสงเงาของเมืองหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!