เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ•ตอนที่ 24

พันธสัญญาที่หักหลัง

ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
“คุณรู้ได้อย่างไรว่าพ่อของฉันชอบซ่อนกุญแจไว้ใต้กระเบื้องแผ่นที่สาม” น้ำเสียงของรินไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระดาษเสียดสี ทว่าความเย็นเยียบที่แฝงอยู่กลับกรีดลึกยิ่งกว่าคมมีด บนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเก่าที่ฝุ่นเกาะหนาเตอะ ปรากฏกุญแจทองเหลืองดอกเล็กที่มีรอยบิ่นตรงปลายวางสงบนิ่ง มันเพิ่งถูกดึงออกมาจากซอกหลืบใต้แผ่นกระเบื้องปูพื้นตรงมุมห้องทำงานรกร้าง—มุมอับสายตาที่หากไม่ใช่คนในครอบครัว หรือคนที่เคยใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้มานานนับปี ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย คีย์ยังคงยืนหันหลังให้เธอ เงาร่างสูงตระหง่านของเขาตัดกับกรอบหน้าต่างกระจกสีที่แตกร้าว แผ่นหลังกว้างนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปสลักหิน ไม่มีแม้แต่จังหวะกระตุกไหวของกล้ามเนื้อ แต่สำหรับรินที่เฝ้ามองเขามาตลอดหลายสัปดาห์ ความเงียบงันระดับนี้ไม่ต่างอะไรกับการยอมรับสารภาพ “ตอบฉันสิ คีย์” รินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปลายเล็บจิกแน่นเข้ากับฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บแปลบ “ในคืนฝนตกคืนนั้น... คืนที่คุณก้าวเข้ามาในชีวิตฉันแล้วบอกว่าเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญผ่านมาช่วย คุณโกหกใช่ไหม?” ความทรงจำในวัยเด็กของรินเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่ถูกไฟเผาจนเป็นรูโหว่ เธอจำใบหน้าของบิดามารดาได้เพียงเลือนราง จำได้เพียงเปลวเพลิงสีแดงฉาน กลิ่นควันไฟที่แสบจมูก และความรู้สึกผิดบาปอันหนักอึ้งที่กัดกินหัวใจว่า ตัวเธอเองคือสาเหตุที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวต้องจบชีวิตลง เธอมีชีวิตรอดมาได้เพียงลำพังพร้อมกับหัวใจที่แหว่งวิ่น จนกระทั่งผู้ชายคนนี้ก้าวเข้ามาในเงามืด คอยชี้ทาง คอยปกป้อง และทำให้เธอเริ่มเชื่อว่า... เธอไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่ในวินาทีนี้ ทุกย่างก้าวที่เขานำทางเธอกลับกลายเป็นหลุมพรางที่ถูกขุดไว้อย่างประณีต คีย์ค่อยๆ หันกลับมา แสงสลัวเผยให้เห็นดวงตาคู่คมสีรัตติกาลที่มักจะอ่านไม่ออกเสมอ ทว่าในแววตานั้นคราวนี้ไม่ได้มีความเยือกเย็นอย่างที่เคยเป็น มันมีบางอย่างที่กำลังแตกร้าว—ความรู้สึกที่เขาพยายามกดทับไว้เบื้องหลังหน้ากากอันไร้อารมณ์ “บางเรื่อง... ถ้ารู้ไป มันก็มีแต่จะสร้างบาดแผลให้เธอมากขึ้น ริน” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่าเล็กน้อย “บาดแผลงั้นเหรอ?” รินแค่นยิ้ม แต่ดวงตากลับเอ่อล้นด้วยความเจ็บปวด “คุณคิดว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฉันยังเหลือที่ว่างตรงไหนให้เกิดแผลใหม่อีกหรือไง! ที่ฉันต้องการไม่ใช่ความเมตตาจอมปลอม ฉันต้องการความจริง!” คีย์หลุบตาลงมองกุญแจทองเหลืองบนโต๊ะ เขายื่นมือที่สวมถุงมือหนังสีดำออกไป ปลายนิ้วสัมผัสความเย็นของโลหะอย่างแผ่วเบา คล้ายกับกำลังทักทายสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันมาเนิ่นนาน “พ่อของเธอ... คุณกรันต์ ท่านเป็นคนรอบคอบเสมอ” คีย์เอ่ยขึ้นช้าๆ แต่ละคำที่หลุดรอดออกมาดังก้องในโสตประสาทของรินราวกับเสียงฟ้าผ่า “ท่านมักจะบอกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เซฟที่ใครๆ ก็จ้องจะทำลาย แต่ควรซ่อนไว้ในจุดที่ต่ำต้อยที่สุด ที่ที่คนหยิ่งผยองมองข้ามไป... เช่นใต้แผ่นกระเบื้องที่มีคราบขี้เถ้าเปื้อนอยู่แผ่นนั้น” ลมหายใจของรินสะดุดกึก ร่างกายเธอสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม เขารู้... เขารู้จักพ่อของเธอจริงๆ และไม่ใช่แค่ผิวเผิน แต่เขารู้ถึงวิธีคิดและคำพูดที่พ่อมักจะใช้สอน “คุณ... รู้จักพ่อมานานแค่ไหนแล้ว?” คำถามนั้นหลุดออกจากริมฝีปากที่สั่นเทาของเธอ “นานพอที่จะรู้ว่า ท่านรักเธอมากกว่าชีวิตของตัวเอง” คีย์เงยหน้าขึ้น สบตากับเธอตรงๆ เป็นครั้งแรกที่ดวงตาคู่นั้นเปิดเปลือยความเจ็บปวดออกมา “และนานพอที่จะรู้ว่า พันธสัญญาระหว่างฉันกับตระกูลของเธอ... มันเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เธอจะลืมตาดูโลกเสียอีก” “พันธสัญญาอะไร?” คีย์ไม่ตอบเป็นคำพูด แต่เขาปลดกระดุมเสื้อโค้ตตัวยาวออก ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านใน แล้วดึงซองเอกสารหนังสีน้ำตาลเข้มที่มีตราประทับขี้ผึ้งสีชาดซึ่งแตกหักไปแล้วออกมา เขาวางมันลงข้างกุญแจทองเหลืองดอกนั้น รินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอย่างระมัดระวัง ราวกับว่ากระดาษแผ่นนั้นคืออสรพิษที่พร้อมจะฉกกัดเธอ มืออันสั่นเทาหยิบเอกสารด้านในออกมา แสงจันทร์ที่สาดลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระทบลงบนหมึกซีดจาง ลายมือที่ตวัดอย่างคุ้นตาทำให้หัวใจของเธอร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหว นั่นคือลายมือของพ่อเธอ... ไม่มีทางเป็นของคนอื่นไปได้ ข้อความในกระดาษไม่ได้ยาวนัก แต่ทุกตัวอักษรกลับตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย มันคือหนังสือมอบอำนาจและการคุ้มครอง โดยมีชื่อของเด็กหนุ่มคนหนึ่งระบุไว้ในฐานะ ‘ผู้พิทักษ์เงา’ และที่ด้านล่างสุด ลงวันที่ไว้ก่อนคืนที่คฤหาสน์จะถูกเพลิงเผาผลาญเพียงสามวัน และชื่อของผู้พิทักษ์คนนั้น... คือชื่อจริงของคีย์ “คืนนั้น... คืนที่บ้านไฟไหม้” รินเงยหน้าขึ้นมองเขา หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดลงบนแผ่นกระดาษ “คุณอยู่ที่นั่นใช่ไหม?” คีย์ยืนนิ่ง ลำคอของเขาตีบตัน “...ใช่” “คุณอยู่ที่นั่น แต่คุณปล่อยให้พ่อกับแม่ตายงั้นเหรอ!” เสียงของรินกรีดร้องออกมาด้วยความแตกสลาย ความรู้สึกผิดที่เธอแบกรับมาตลอดชีวิตว่าเธอเป็นคนทำร้ายครอบครัว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความจริงที่ว่า มีคนอยู่ตรงนั้น มีคนที่มีหน้าที่ปกป้องพวกเขา แต่กลับยืนดูทุกอย่างมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา “คุณทำตามพันธสัญญาบ้าบอนี่ด้วยการปล่อยให้พวกท่านตาย แล้วแกล้งทำเป็นคนแปลกหน้ามาคอยตามดูแลฉันทีหลังงั้นเหรอ! คุณหักหลังพวกเรา คีย์!” “ฉันไม่ได้หักหลังใครทั้งนั้น!” คีย์ขึ้นเสียงเป็นครั้งแรก ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเปลวเพลิงแห่งความทรมานที่ถูกกักขังมาเนิ่นนาน “เธอคิดว่าการมีชีวิตรอดมาเพื่อแบกรับคำสั่งเสียมันง่ายนักหรือไง ริน! ในคืนนั้น พ่อของเธอไม่ได้ขอให้ฉันช่วยชีวิตท่าน... ท่านไม่ได้ขอให้ช่วยแม่ของเธอด้วยซ้ำ!” รินชะงักไป คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักๆ ที่ฟาดลงกลางอก “...คุณหมายความว่ายังไง” “พ่อของเธอรู้ล่วงหน้าว่าศัตรูกำลังจะมา และท่านรู้ว่าไม่มีทางหนีพ้น” คีย์ก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว สายตาของเขาบีบคั้นจนเธอแทบหยุดหายใจ “ทางเลือกเดียวที่จะรักษาชีวิตของเธอไว้ได้ คือต้องมีใครสักคนดึงความสนใจของพวกมันไว้ข้างในกองเพลิง ในขณะที่ฉัน... ต้องพาเด็กผู้หญิงที่หมดสติและสูญเสียความทรงจำคนหนึ่งหนีออกทางอุโมงค์ใต้ดิน!” บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงในพริบตา มีเพียงเสียงลมกรรโชกหวีดหวิวจากภายนอกที่เล็ดลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่าง “พ่อของเธอเป็นคนสั่งให้ฉันทิ้งท่านไว้” คีย์กระซิบ น้ำเสียงของเขากลับมาสั่นเครืออีกครั้ง “ท่านสั่งให้ฉันลบตัวตน ให้ฉันหายไปในเงามืด และสั่งว่าห้ามบอกความจริงกับเธอเด็ดขาด จนกว่าเธอจะพร้อม... แต่ฉันก็ทำตามสัญญานั้นไม่ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อฉันเห็นเธอต้องทนทุกข์อยู่กับฝันร้ายและเศษเสี้ยวความทรงจำที่บิดเบี้ยว ฉันถึงต้องกลับเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าวันหนึ่งเธอจะเกลียดฉันจนเข้ากระดูกดำก็ตาม” รินเซถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นหนังสือเก่า ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปในอากาศ ความจริงที่พรั่งพรูออกมานั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่จิตใจของเธอจะรับไหว คนที่เธอคิดว่าเป็นคนแปลกหน้า แท้จริงคือคนที่แบกรับคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อ คนที่เธอคิดว่าหักหลัง แท้จริงคือคนที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อดึงเธอออกมาจากนรกขุมนั้น แต่ทำไม... ทำไมหัวใจของเธอถึงยังรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวขนาดนี้? ความไว้ใจที่เคยสร้างขึ้นมาพังทลายลง ไม่ใช่เพราะเขาคือศัตรู แต่เพราะเขารู้ทุกอย่างมาโดยตลอด เขารู้ว่าความรู้สึกผิดที่เธอกลืนกินอยู่ทุกวันมันเป็นเรื่องโกหก แต่เขากลับปล่อยให้เธอทรมานอยู่กับมัน “แล้วทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้...” รินถามด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบา “ทำไมต้องปล่อยให้ฉันคิดว่าตัวเองเป็นฆาตกรมาตลอดสิบปี...” “เพราะคนที่จุดไฟเผาคฤหาสน์ในคืนนั้น...” คีย์หยุดพูดไปชั่วขณะ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “...ไม่ใช่ศัตรูจากภายนอกอย่างที่พ่อของเธอเข้าใจ” ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เป็นความเงียบที่หนักอึ้งและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม คีย์เอื้อมมือไปหยิบกุญแจทองเหลืองบนโต๊ะขึ้นมา แล้วเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าริน เขายื่นกุญแจดอกนั้นให้เธอ แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะได้สัมผัสมัน เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังแว่วมาจากบันไดไม้ด้านนอก ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนแปลกหน้า... แต่เป็นจังหวะการเดินที่ลากปลายเท้าขวาเล็กน้อย จังหวะที่รินจำได้ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก แม้ความทรงจำทั้งหมดจะเคยเลือนหายไปก็ตาม บานประตูด้านหลังของห้องทำงานค่อยๆ ถูกผลักให้เปิดออกช้าๆ พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ควรจะตายไปแล้วในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามาในความมืด. --- ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามและร่วมค้นหาเศษเสี้ยวความจริงใต้เงามายาไปด้วยกันในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาใต้แสงจันทร์: พันธสัญญาแห่งความทรงจำที่สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%