เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารหนาปึกบนโต๊ะกระจกนิรภัยดังสนั่น ทว่ามันยังดึงดูดความสนใจของผมได้น้อยกว่าข้อความบนหน้าจอแท็บเล็ตราคาแพงที่กะพริบเตือนสถานะ ‘ปฏิเสธการเชื่อมต่อ’ เป็นครั้งที่สี่
“ถ้าคุณคิดว่าการเอาตัวรอดในโปรเจกต์ ‘Ark Project’ นี้ ใช้แค่หน้าตาหล่อเหลาแล้วยืนกอดอกทำหน้าเย็นชาใส่กันได้ล่ะก็… ผมแนะนำให้คุณเซ็นใบลาออกแล้วเดินกลับไปวาดแปลนส้วมสาธารณะตามเดิมซะเถอะครับ คุณสถาปนิก”
เหนือผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาเรียวรีสีสนิมเหล็กตวัดมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มมุมปากของเขามีความเย้ยหยันเคลือบอยู่ชัดเจน เส้นผมสีดำสนิทที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการขยี้ด้วยความหงุดหงิดยิ่งขับให้ใบหน้าคมคายนั้นดูพยศและอันตรายในเวลาเดียวกัน
ห้องประชุมวีไอพีของตึกระฟ้าใจกลางกรุงเวลานี้อวลไปด้วยประจุไฟฟ้าแห่งความตึงเครียด แอร์อุณหภูมิสิบแปดองศาเซลเซียสดูจะไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับอารมณ์กรุ่นโกรธที่แผ่ออกมาจากร่างของคนทั้งคู่
คิริน สถาปนิกหนุ่มแถวหน้าผู้ได้ชื่อว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติสามปีซ้อน ขยับแว่นตากรอบเงินบางเฉียบขึ้นเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการจรดปากกาออกแบบโครงสร้างมานับไม่ถ้วนประสานกันไว้บนตัก ดวงตาสีเทาเข้มภายใต้เลนส์แว่นมองตรงมายังเด็กเมื่อวานซืนที่ทางเบื้องบนส่งมาเป็น ‘ที่ปรึกษาด้านระบบจำลองสถานการณ์เสมือนจริง’ ด้วยแววตานิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์
แต่นั่นแหละ… ความนิ่งสนิทแบบนั้นมันคือการดูถูกกันทางอ้อมชัดๆ
“พูดจบหรือยังครับ คุณเหนือ”
เสียงทุ้มต่ำเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบจนน่าหมั่นไส้ ไม่มีร่องรอยความโกรธเคืองแม้แต่น้อย ราวกับสิ่งที่เหนือพ่นออกไปเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงแมลงหวี่แมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง
“ผมไม่ได้มีเวลาว่างมารับฟังเด็กติดเกมระบายอารมณ์ใส่หรอกนะครับ หน้าจอจำลองโลกาวินาศที่คุณอวดนักอวดหนาว่าเจ๋งนักหนา มันพังไม่เป็นท่าตั้งแต่การจำลองรอบแรก เพราะอัลกอริทึมไร้สาระที่คุณเขียนขึ้นมาเองต่างหาก”
“เฮอะ!” เหนือแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานตัวยาวจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงก้าวเดียว เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ รั้งคางเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับอีกฝ่ายในระยะประชิด “อัลกอริทึมของผมจำลอง ‘ความเป็นจริง’ ของความหายนะครับคุณคิริน ไม่ใช่โลกสวยในจินตนาการของพวกสถาปนิกที่คิดว่าตึกคอนกรีตเสริมเหล็กจะกันซอมบี้หรือรังสีนิวเคลียร์ได้ตลอดไป ตึกของคุณมันสวยงามก็จริง… แต่มันเป็นแค่โลงศพกระจกเกรดพรีเมียมที่รอวันพังทลายลงมาทับคนข้างในต่างหาก!”
คิรินไม่ได้ถอยหนี เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม ปล่อยให้ร่างเพรียวบางแต่เต็มไปด้วยพิษสงของเกมเมอร์อัจฉริยะโน้มตัวเข้ามาจนกลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัว—กลิ่นอายของชาขาวผสมความเย็นยะเยือก—ลอยเข้าแตะจมูก
ใกล้จนเกินไป… ระยะห่างนี้มันใกล้เกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะใช้สนทนากันในเรื่องงาน
ดวงตาสีเทาเข้มของสถาปนิกหนุ่มกวาดมองตั้งแต่สันจมูกโด่งรั้น ริมฝีปากหยักได้รูปที่กำลังขยับเถียงฉอดๆ และหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตากลมโตคู่สวยที่ฉายแววท้าทายระคนดื้อรั้น คิรินขยับตัวเล็กน้อย ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงสแลคเข้ารูปขยับเปลี่ยนท่า นัยน์ตาคมกริบก้มลงมองสบตากับคนตัวเล็กกว่าที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่
“ถ้าตึกของผมมันเป็นแค่โลงศพ…” คิรินเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำลดระดับลงจนกลายเป็นกระซิบกระซาบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบของห้อง “งั้นคุณก็คงเป็นศพแรกที่จะติดอยู่ในนั้น… ในฐานะคนที่ทำลายระบบป้องกันจนไม่เหลือชิ้นดี”
“คุณ!” เหนือดลใจกระตุกวูบ ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู ไม่ใช่เพราะคำดูถูก แต่เป็นเพราะระยะห่างที่จู่ๆ ก็ถูกย่นย่อลงจนเขารู้สึกได้ถึงไอHengอุ่นจากลมหายใจของอีกฝ่ายที่ปัดป้ายอยู่บริเวณข้างแก้ม
ให้ตายสิ… ผู้ชายคนนี้บ้าหรือไง ถึงกล้าโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ในจังหวะที่พวกเขากำลังเถียงกันจนคอเป็นเอ็นแบบนี้!
“ถอยไปหน่อยครับ หน้าผมกับหน้าคุณมันห่างกันไม่ถึงคืบแล้ว” เหนือพยายามดึงสติแล้วเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ราบเรียบที่สุด แม้หัวใจในอกข้างซ้ายจะเริ่มเต้นผิดจังหวะอย่างไร้เหตุผล
“แล้วทำไมล่ะครับ?” คิรินเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกตั้งแต่วลีแรกที่พบกัน และมันเป็นรอยยิ้มที่ร้ายกาจเสียจนเหนือเผลอกลั้นหายใจ “กลัวว่ามองใกล้ๆ แล้วจะรู้ว่าผมไม่ได้มีดีแค่หน้าตาอย่างที่คุณสบประมาทไว้เมื่อกี้งั้นเหรอ”
“ผมไม่ได้กลัว… ผมแค่รำคาญกลิ่นชาเขียวปลอมๆ ของคุณ” เหนือแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พร้อมกับใช้มือผลักไหล่กว้างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ทว่า… มือหนาของคิรินกลับเร็วกว่า เขายื่นมือออกมารวบข้อมือบางของเหนือไว้ได้ทันในจังหวะที่ปลายนิ้วแทบจะสัมผัสโดนปกเสื้อสูท
สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของสถาปนิกหนุ่มส่งผ่านผิวเนื้อทะลุเข้ามาถึงชีพจร เหนืองựngไปชั่วขณะ ดวงตาสเบยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกตรึงไว้ด้วยพันธนาการที่แน่นหนาแต่ไม่ถึงกับเจ็บ
“ปล่อยนะเว้ย!”
“เรายังคุยกันไม่จบครับ คุณเหนือ…” คิรินเอ่ยเสียงพร่า ใบหน้าที่เคยเรียบตึงกลับโน้มเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนดวงตาสองคู่ประสานกันแนบแน่น ไม่มีใครยอมหลบสายตา ใครบางคนกำลังพยายามสร้างกำแพงน้ำแข็ง ขณะที่อีกคนพยายามสาดเปลวไฟเข้าใส่ แต่ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างพวกเขากลับมีความร้อนระอุบางอย่างก่อตัวขึ้นเงียบๆ
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกันราวกับทำลายมนต์สะกดในห้องประชุมลงในเสี้ยววินาที เหนือสะดุ้งสุดตัว สะบัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุมแล้วกระโดดถอยหลังไปสามก้าวราวกับโดนไฟลวก ใบหน้าขาวเนียนมีริ้วรอยสีแดงจางๆ พาดผ่านอย่างปิดไม่มิด ขณะที่คิรินเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกดังเดิมได้อย่างรวดเร็วน่าทึ่ง
“เข้ามาครับ” คิรินเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงปกติ
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของหายนะกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และประตูห้องประชุมที่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกโดยบุคคลที่สามในวินาทีนี้… กลับไม่ใช่เลขานุการอย่างที่ควรจะเป็น
ร่างสูงโปรดของชายแปลกหน้าในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวชุ่มโชกไปด้วยหยาดฝนก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มกริ่มที่ส่งตรงมายังคนทั้งคู่ ก่อนที่เสียงทุ้มแหบพร่าจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเหนือและคิรินเย็นเฉียบลงพร้อมกัน
“ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับ… แต่ระบบเครือข่ายภายนอกทั้งหมดล่มแล้ว และดูเหมือนว่า ‘เกม’ ที่พวกคุณกำลังถกเถียงกันเมื่อกี้… มันกำลังจะเริ่มเล่นจริงๆ ข้างนอกนั่นแล้วล่ะครับ”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเปิดประตูสู่โลกใบใหม่นี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ!
เซียนเกมเมอร์ตัวร้ายกับสถาปนิกปากจัดในคืนวันสิ้นโลก•ตอนที่ 1
จุดเริ่มต้นของหายนะที่หน้าจอ
ผลงานโดย ไฟเยอร์บลัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฟเยอร์บลัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกมเมอร์ตัวร้ายกับสถาปนิกปากจัดในคืนวันสิ้นโลก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!