“ถ้าคุณคิดว่าตรรกะห่วยๆ แบบนั้นจะเอาชนะผมได้ ในรอบตัดสินระดับภูมิภาค... เตรียมตัวเก็บกระเป๋าออกจากชมรมได้เลยครับ รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งตามแบบฉบับของ ‘คีย์ ธันวา’ ประธานชมรมโต้วาทีปีสามดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการซ้อมดีเบตอย่างดุเดือด รินรดา หญิงสาวปีสองคณะนิเทศฯ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องฝለการเถียงแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความท้าทาย เธอไม่ได้ถอยร่นแม้แต่เซนติเมตรเดียว ร่างเพรียวบางก้าวเข้าไปประชิดชายหนุ่มที่สูงกว่าเกือบหนึ่งคืบ ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อหากไม่มีช่องว่างของอีโก้คั่นกลาง
“มั่นหน้าเกินไปหน่อยไหมคะ... เอ้ย, เกินไปหน่อยไหมครับรุ่นพี่ธันวา?” รินรดาตั้งใจกระแทกเสียงประชดประชัน ยักคิ้วท้าทายด้วยความหมั่นไส้ “อย่ามาดูถูกคนสายครีเอทีฟอย่างฉันให้มันมากนัก ถึงฉันจะไม่ได้ใช้ตรรกะแข็งกระด้างแบบคุณ แต่ฉันใช้ ‘หัวใจ’ และ ‘ศิลปะ’ ในการโน้มน้าวคนดูนะคะ... อ๊ะ!”
ยังไม่ทันที่รินรดาจะร่ายยาวประโยคถัดไปเพื่อตอกหน้าคนมาดนิ่ง คีย์ก็ขยับตัวด้วยความเร็วที่เหนือกว่า มือหนาเอื้อมไปคว้าขอบโต๊ะประชุมด้านหลังเธอไว้โดยอัตโนมัติ กักขังร่างบางให้อยู่ในอาณาเขตของวงแขนแกร่งทันที ระยะห่างที่หดหายเหลือเพียงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะกัน ทำให้ห้องประชุมที่กว้างใหญ่ดูคับแคบลงถนัดตา
ดวงตาคมกริบของประธานหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่เริ่มมีความตื่นตระหนกเจือปนอยู่เสี้ยววินาที รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นไม่ได้กวนประสาทเหมือนเคย แต่มันมีความจริงจังบางอย่างซ่อนอยู่จนคนถูกมองต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ปากเก่งจังนะครับ... แต่เวลาใจเต้นแรงจนเสียงมันดังทะลุอกเสื้อออกมาแบบนี้ คุณจะเอาตรรกะไหนมาแก้ตัวล่ะครับ รินรดา”
คำพูดหน้าตายแต่ทำเอาสติกระเจิงของคีย์ ทำให้รินรดาผลักอกเขาออกเต็มแรงด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงจัดจนลามไปถึงใบหู หญิงสาวถอยหลังกรูดสามก้าว หายใจหอบถี่ด้วยความเขินอายที่ถูกจับจุดได้ เธอชี้หน้าคาดโทษเขาด้วยมือที่สั่นระริกเล็กน้อย “ไอ้... ไอ้รุ่นพี่บ้า! ใครใจเต้นเพราะคุณกัน! อย่ามามโนนะ!”
“ผมไม่ได้มโน... ผมใช้หูฟังครับ” คีย์ตอบหน้าตาเฉย ปรับสีหน้ากลับมาเรียบสนิทราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะหยิบกระเป๋าเอกสารแล้วเดินเลี่ยงออกไปจากห้องประชุมทิ้งให้รินรดายืนกระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความคับแค้นใจอยู่คนเดียว
นั่นคือเหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำ...
ปัจจุบัน เวลาล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยงคืน ตึกกิจกรรมนักศึกษากลับเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟฟ้าริมทางที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องซ้อมดนตรีเก่าๆ ที่ตั้งอยู่มุมอับของชั้นสี่ รินรดาที่เดินกลับมาเอาแฟลชไดร์ฟงานโปรเจกต์ซึ่งลืมไว้ในห้องประชุมบังเอิญเดินผ่านห้องนี้พอดี และเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อได้ยิน ‘เสียงบางอย่าง’ ลอยลอดออกมาจากประตูที่ปิดสนิท
ไม่ใช่เสียงซ้อมโต้วาที และไม่ใช่เสียงเปิดเพลงสตรีมมิ่งทั่วไป... แต่มันคือเสียงดนตรี
เสียงกีตาร์โปร่งที่ถูกดีดขึ้นด้วยท่วงทำนองนุ่มนวล ทว่าบาดลึกกินใจ โน้ตแต่ละตัวถูกบรรเลงอย่างประณีตราวกับผู้เล่นกำลังถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่มีลงไปในสายกีตาร์ รินรดากลั้นหายใจ ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวผ่านหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ มือเรียวค่อยๆ ผลักบานประตูไม้เก่าๆ ให้เปิดออกอย่างไร้เสียง เพื่อแอบมองเข้าไปข้างใน
ภายในห้องซ้อมที่มืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากดวงจันทร์ที่สาดส่องผ่านกระจก ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้สตูลตัวยาว แผ่นหลังกว้างนั้นคุ้นตาเสียจนรินรดาแทบไม่ต้องเดาเลยว่าเขาคือใคร—คีย์ ธันวา
ประธานชมรมโต้วาทีผู้เคร่งขรึม เยชา เย็นชา และมีกำแพงหนาเตอะจนไม่มีใครเข้าถึง ในเวลานี้กลับกำลังกอดกีตาร์โปร่งตัวโปรดไว้แนบอก ปลายนิ้วเรียวยาวบรรจงเกาทำนองเพลงที่เศร้าสร้อยแต่ทว่าอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด
รินรดายืนนิ่งงัน ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ปรกติแล้วเธอรู้จักแต่คีย์เวอร์ชันที่ถือชีทข้อมูลโต้แย้ง คีย์ที่พูดจาเชือดเฉือนด้วยเหตุผล หรือคีย์ที่ชอบกวนประสาทเธอจนอยากจะเอาแฟ้มฟาดหัวสักที แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่าผู้ชายมาดนิ่งคนนี้จะมีมุมที่อ่อนโยนและโรแมนติกซ่อนอยู่เบื้องหลังเสียงเพลง
และสิ่งที่ทำให้หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ไม่ใช่แค่ทักษะการเล่นกีตาร์ที่เหนือชั้นของเขา แต่มันคือ ‘เนื้อร้อง’ ที่เขาฮัมออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นเครือเล็กน้อย
*“ก็เพราะว่าปากเธอมันร้าย... แต่ใจเธอมันรั้น...”*
*“ยิ่งเถียงเท่าไหร่... ยิ่งรู้ว่าในใจฉันมีแต่เธอ...”*
เสียงร้องทุ้มต่ำนั้นเจือความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย มันไม่ใช่เพลงรักหวานเลี่ยนทั่วไป แต่มันคือเพลงที่แต่งขึ้นจากเรื่องราวของพวกเขา—เรื่องราวการปะทะคารม การจิกกัด และสงครามประสาทในทุกๆ วันที่ผ่านมา คีย์หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้เสียงดนตรีนำพาความรู้สึกที่เขาไม่เคยกล้าเอ่ยปากบอกใครออกมาในยามที่โลกใบนี้มีเพียงเขากับเสียงเพลง
รินรดารู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความร้อนผ่าวตีตื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างไม่มีสาเหตุ คำพูดจาถางถางและท่าทีเย่อหยิ่งทั้งหมดของเขาถูกลบเลือนหายไปในพริบตา เหลือเพียงความจริงใจที่สะท้อนผ่านโน้ตเพลงทุกตัวที่เขากำลังดีด
ทว่า... ในจังหวะที่รินรดากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับบทเพลงและบรรยากาศอันแสนเปราะบางนั้นเอง เท้าของเธอดันไปเหยียบเข้ากับเศษกระดาษลูกอมที่ตกอยู่บนพื้น ส่งเสียง ‘กรอบแกรบ’ ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ!
เสียงนั้นเบามาก... แต่ในห้องที่เงียบสงัด มันดังราวกับเสียงฟ้าผ่า
เสียงกีตาร์หยุดชะงักลงทันทีราวกับถูกกดปุ่มหยุด คีย์ลืมตาโพรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบหันขวับมามองยังทิศทางที่ประตูเปิดแง้มไว้ทันที ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้สตูลอย่างรวดเร็ว กีตาร์โปร่งในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้นหากเขาไม่คว้ามันไว้ทัน
ในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันในความมืด—แววตาตกใจและตื่นตระหนกของคีย์ที่ถูกจับได้ว่ากำลังร้องเพลงสารภาพความรู้สึก ปะทะเข้ากับแววตาไหวระริกและริมฝีปากที่เผยอค้างด้วยความอึ้งของรินรดา
หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับกลองเพล เมื่อคีย์ก้าวเท้าช้าๆ เดินตรงเข้ามาหาเธอทีละก้าว พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
“แอบฟังคนอื่นเขาบอกความในใจ... มันผิดกฎการโต้วาทีนะรู้ไหมครับ รินรดา”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสจังหวะหัวใจบทนี้นะครับ
ดีเบตคลั่งรักฉบับหนุ่มมาดนิ่งกับยัยตัวตึง•ตอนที่ 9
เสียงดนตรีนำทาง
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีเบตคลั่งรักฉบับหนุ่มมาดนิ่งกับยัยตัวตึง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!