เซ็นเซอร์หัวใจยัยนักวิจารณ์กับศิลปินตัวร้าย•ตอนที่ 2

โจทย์บังคับที่ไม่เต็มใจ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
เอกสารข้อเสนอโครงการบนโต๊ะทำงานของสำนักพิมพ์ดูราวกับใบประกาศิตประหารชีวิต—อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของพิมพ์มาดา ณ วินาทีนี้ *“ว่ายังไงนะ?!”* เสียงอุทานที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีพีชเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้องประชุมแอร์เย็นฉ่ำ แต่สิ่งที่ทำให้พิมพ์มาดาอยากจะคว้ากระเป๋าเอกสารแล้วเดินหนีออกไปให้พ้นคือนัยน์ตาคู่คมกริบของบรรณาธิการบริหาร ที่กำลังมองเธอนิ่งราวกับเธอเพิ่งบอกว่าโลกนี้แบนราบ "ตามนั้นค่ะคุณพิมพ์" เสียงของพี่ภา บ.ก. สาวใหญ่ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชนเอ่ยเรียบๆ พลางเลื่อนแฟ้มสีดำผลักมาตรงหน้า "ทางช่องสารคดีศิลปะระดับประเทศเขาติดต่อมาโดยตรง เขาต้องการให้คุณ... นักวิจารณ์มือหนึ่งของวงการ ไปเป็นโปรดิวเซอร์กึ่งพิธีกรดำเนินรายการสารคดีเจาะลึกชีวิตและผลงานของ 'รินรดา' จิตรกรสาวผู้ปิดตัวเงียบคนนั้น" พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน เธอไม่ได้หูฝาดไป และนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นในวัน April Fool's Day รินรดา หรือที่วงการศิลปะยกย่องให้เป็น 'ปีศาจหลังปลายพู่กัน' จิตรกรสาวติสต์แตกผู้มีข่าวฉาวเรื่องการเหวี่ยงนักวิจารณ์ ศิลปินผู้สร้างงานศิลปะจากความเจ็บปวดและเกลียดชังคำวิจารณ์เข้าไส้... และที่สำคัญที่สุด ยัยนั่นคือคนที่เพิ่งปะทะคารมเดือดกับเธอผ่านคอลัมน์ศิลปะเมื่อเดือนก่อนจนเกือบจะฟ้องร้องหมิ่นประมาทกันไปข้างหนึ่ง! ให้ตายเถอะ นี่มันไม่ใช่การมอบหมายงาน แต่มันคือการส่งเธอไปเข้าปากเสือชัดๆ "ทำไมต้องเป็นฉันล่ะคะ?" พิมพ์มาดาแย้ง เสียงหวานใสแต่เจือไปด้วยความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด เธอยกมือขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตามวิสัยของคนที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ "นักวิจารณ์ในประเทศนี้มีเป็นร้อยคน ทำไมต้องลากชื่อฉันไปเป็นเหยื่อให้ยัยนั่นเอาพู่กันฟาดหน้าด้วย" "ก็เพราะคุณเคยวิจารณ์งานชุด 'The Bleeding Canvas' ของเธอได้เจ็บแสบจนยอดขายพุ่งกระฉูดไงคะ" พี่ผายิ้มหวานหยด ซึ่งเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่ใช้หลอกเด็กเข้ากองไฟ "ทางนั้นเขาบอกว่า มีแค่คุณคนเดียวที่ 'อ่าน' งานของรินรดาขาด และมีแค่คุณคนเดียวที่กล้าต่อปากต่อคำกับเธอโดยไม่กลัวอิทธิพลของแกลเลอรีใหญ่... เอาล่ะ เซ็นซะค่ะคุณพิมพ์ รายการนี้อนุมัติงบมามหาศาล และปฏิเสธไม่ได้เด็ดขาดเพราะท่านประธานเป็นคนเซ็นอนุมัติด้วยตัวเอง" พิมพ์มาดากัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ความมั่นใจที่เคยมีล้นเหลือเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้า ปฏิเสธไม่ได้... ใช่สิ เธอกำลังจะหมดสัญญาเช่าคอนโดหรู และกำลังเล็งจะซื้อสตูดิโอเล็กๆ เป็นของตัวเอง เงินก้อนโตจากสารคดีชุดนี้มันเย้ายวนเกินกว่าจะเมินใส่ แต่การต้องไปติดแหง็กอยู่กับจิตรกรปากร้าย เอาแต่ใจ และมีรังสีความอันตรายแผ่ออกมาตลอดเวลาอย่างรินรดาน่ะหรือ? แค่นึกถึงใบหน้านิ่งสนิทและแววตาดุราวกวางป่าที่จ้องมองเธอราวกับเธอเป็นแค่มดปลวกในวันเปิดนิทรรศการครั้งก่อน พิมพ์มาดาก็รู้สึกเหมือนแผ่นหลังเย็นวาบ แต่คนอย่างพิมพ์มาดา... ไม่เคยยอมแพ้ให้อะไรทั้งนั้น "ก็ได้ค่ะ" เธอสูดลมหายใจเข้าลึก and เซ็นชื่อลงในเอกสารฉบับนั้นด้วยลายเซ็นที่เฉียบคมและหนักแน่น "แต่ถ้าฉันโดนยัยนติสต์แตกนั่นเอาสีทาบ้านสาดใส่หัวระหว่างถ่ายทำ ค่าเสียหายทั้งหมดบริษัทต้องเป็นคนจ่ายนะคะ" สองชั่วโมงต่อมา พิมพ์มาดามาโผล่อยู่ที่หน้า 'The Canvas Hideout' หอศิลป์และสตูดิโอส่วนตัวของรินรดา ซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองท่ามกลางแมกไม้ร่มครึ้มบรรยากาศเงียบสงบจนน่าขนลุก สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าห้ามคนนอกเข้าหากไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ด้วยบัตรผ่านพิเศษในฐานะโปรดิวเซอร์สารคดี ทำให้เธอเดินดุ่มๆ เข้ามาได้โดยมีคีย์—เจ้าของหอศิลป์หนุ่มอารมณ์ดีเพื่อนสนิทของรินรดารับหน้าที่เป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ "ยินดีต้อนรับสู่ถ้ำเสือค่ะคุณพิมพ์มาดา" คีย์เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มกึ่งล้อเลียน พลางผายมือเชิญให้เธอเดินเข้าไปในโซนเวิร์กชอปที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและสนิมเหล็ก "รินรดารออยู่ข้างใน... อ้อ เตือนไว้ก่อนนะ วันนี้อารมณ์ของคุณศิลปินเขาไม่ค่อยคงที่เท่าไหร่เมื่อรู้ว่าใครจะมาทำสารคดี" พิมพ์มาดาแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หระ "ทำไมคะ? กลัวฉันจะเอาความจริงไปแฉว่าภาพวาดราคาหลักล้านของเธอมันก็แค่ภาพละเลงสีอย่างไร้แก่นสารหรือไง" "เปล่าครับ..." คีย์ยิ้มกริ่ม แววตาพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ "กลัวคุณจะโดนเสน่ห์ของเธอจนถอนตัวไม่ขึ้นต่างหากล่ะ" พับผ่าสิ ตาบ้านี่พูดอะไรไม่เข้าท่า พิมพ์มาดาถลึงตาใส่คีย์เล็กน้อยก่อนจะผลักประตูไม้บานใหญ่ที่นำไปสู่สตูดิโอชั้นใน บรรยากาศภายในกว้างขวางเพดานสูงโปร่ง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานยักษ์กระทบกับผืนผ้าใบหลากหลายขนาดที่ตั้งเรียงรายอยู่ระเกะระกะ กลิ่นอายความเป็นศิลปินฟุ้งกระจายไปทั่วทุกอณูอากาศ แต่สิ่งที่สะกดสายตาของพิมพ์มาดาไม่ใช่ผลงานศิลปะชิ้นเอกเหล่านั้น... ร่างเพรียวบางในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวเปื้อนเปรอะรอยสีน้ำมันสีฟ้าครามและสีแดงชาดกำลังยืนหันหลังให้ เธอกำลังถือเกรียงปาดสีลงบนผืนผ้าใบผืนใหญ่ด้วยท่าทางที่ดุดันและทรงพลัง ทุกจังหวะการสะบัดข้อมือเต็มไปด้วยอารมณ์ดิบเถื่อนและแรงขับเคลื่อนภายในที่รุนแรง ราวกับผืนผ้าใบนั้นคือศัตรูที่เธอต้องเอาชนะ พิมพ์มาดายืนนิ่ง งودค้างไปชั่วขณะด้วยความทึ่งปนหวาดหวั่น เธอจำสไตล์การสะบัดพู่กันแบบนี้ได้แม่นยำ มันคือเอกลักษณ์ที่ทำให้ทั่วทั้งวงการศิลปะสั่นสะเทือน และราวกับรับรู้ได้ถึงการมาเยือน รินรดาก็หยุดชะงักมือลงอย่างกะทันหัน จิตรกรสาวค่อยๆ ลดเกรียงในมือลงช้าๆ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้บุกรุก ดวงตากลมโตภายใต้กรอบหน้าคมคาย จ้องมองตรงมาที่พิมพ์มาดาด้วยแววตาเย็นเยียบไร้ความรู้สึก เส้นผมสีดำสนิทที่ถูกรวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียกรอบหน้าขาวซีด ยิ่งขับเน้นให้เธอดูราวกับนางพญาผู้สูงศักดิ์แต่เปี่ยมด้วยอันตราย รินรดากวาดสายตามองพิมพ์มาดาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าทีเหยียดหยามนิดๆ มุมปากหยักสวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยสักนิด "นึกว่าใคร..." เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยเอ่ยขึ้น ทำเอาหัวใจของพิมพ์มาดากระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ "นักวิจารณ์ปากจัดคนนั้นนี่เอง... ตกอับจนต้องผันตัวมาเป็นตาก้องข่าวหาเงินใช้แล้วรึไง ถึงได้เสนอหน้ามาเหยียบที่นี่" เจอประโยคแรกก็ซัดเข้าแสกหน้าแบบไม่ไว้หน้ากันเลย พิมพ์มาดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ รอยยิ้มการค้าถูกปั้นแต่งขึ้นบนใบหน้าสวยทันที แม้ในใจจะอยากหยิบพู่กันแถวนี้มาปาใส่หน้าคนพูดสักทีสองทีก็ตาม "ไม่ต้องห่วงค่ะคุณรินรดา ฉันมาที่นี่ไม่ได้มาเป็นขอทาน แต่ฉันมาในฐานะโปรดิวเซอร์ที่จะทำให้โลกได้เห็นว่า 'ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่' อย่างคุณ มีมุมน่าสมเพชขนาดไหนเวลาอยู่หน้ากล้อง" พิมพ์มาดาเชิดหน้าตอบกลับเสียงใส ไร้ความเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น รินรดาวางเกรียงในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง *เคร้ง!* เธอก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาหาพิมพ์มาดาทีละก้าว ช้าๆ แต่กดดันจนคนที่มั่นใจในตัวเองสูงอย่างพิมพ์มาดาต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมจางๆ ของเฟรชมินต์และสีน้ำมันลอยมาแตะจมูกเมื่อร่างสูงโปรดียืนประชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงแค่คืบเดียว จนพิมพ์มาดาสามารถมองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาสสีดำสนิทคู่นั้นได้ชัดเจน "อยากลองดีกับฉันนักใช่ไหม..." รินรโน้มใบหน้าลงมา กระซิบเสียงกระซ่าบข้างใบหูของพิมพ์มาดา น้ำเสียงเย็นเยียบแต่แฝงไปด้วยความท้าทายที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว "ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะคุณนักวิจารณ์... เพราะสารคดีที่คุณอยากทำ อาจจะกลายเป็นกรงขังที่ทำให้คุณไม่มีวันได้เดินออกไปอย่างปลอดภัยอีกเลย" พิมพ์มาดาชะงัก กลิ่นอายความอันตรายจากหญิงสาวตรงหน้าโอบล้อมเธอไว้จนแทบหายใจไม่ออก แต่แทนที่จะถอยหนี เธอกลับยกยิ้มมุมปาก ท้าทายกลับด้วยสายตาที่ไม่ยอมแพ้เช่นกัน "งั้นก็ลองดูค่ะ... ว่าระหว่างกรงของคุณ กับฝีปากของฉัน ใครจะพังก่อนกัน" รินรดาหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาไหววูbyประกายความสนใจบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชา และก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ ประตูสตูดิโอโซนด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกพรวดพราด พร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของคีย์ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา "ริน! พิมพ์! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ภาพวาดชิ้นเอกในนิทรรศการเดี่ยวที่หอศิลป์กลางเมือง... *หายไปอย่างไร้ร่องรอย!*" ************************************************** *(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในโลกศิลปะที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและความคลั่งรักนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ - กลิ่นลิลลี่สีขาว)*
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซ็นเซอร์หัวใจยัยนักวิจารณ์กับศิลปินตัวร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%