"งานศิลปะที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ก็เป็นแค่เศษผ้าใบละเลงสีอย่างไร้ความรับผิดชอบค่ะ... ดิฉันไม่คิดว่าผลงานชุด 'รอยแผลเป็นสีเพลิง' ของคุณรินรดา สมควรจะได้รับพื้นที่ในแกลเลอรีระดับประเทศแห่งนี้ด้วยซ้ำ มันคือความล้มเหลวทางสุนทรียศาสตร์อย่างแท้จริง"
เสียงปรบมือที่ควรจะดังสนทนากลับเงียบกริบลงราวกับมีใครกดปุ่มMute ห้องโถงจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยอันหรูหราใจกลางเมือง บัดนี้บรรยากาศกลับเยียบเย็นลงจนน่าขนลุก แสงไฟสปอตไลท์สีขาวนวลที่ส่องลงมาบนเวทีเสวนา กลับทำให้สีหน้าของจิตรกรสาวเจ้าของผลงานชาดดิบยิ่งกว่าถูกน้ำร้อนลวก
พิมพ์มาดา นักวิจารณ์ศิลปะสาวมือหนึ่งผู้ทรงอิทธิพล ยืนถือไมโครโฟนด้วยท่าทีสง่างาม รอยยิ้มบนเรียวปากเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงความยินดีเลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่เพิ่งขย้ำเหยื่อจนมุม แว่นตากรอบทองทรงเหลี่ยมสะท้อนแสงไฟวับวาว ขับเน้นให้ดวงตาทรงเสน่ห์คู่นั้นดูเฉียบคมราวกับใบมีดโกน
กลางเวทีนั้น... รินรดา ยืนนิ่งสนิท
จิตรกรสาวเจ้าของฉายา 'มือเพลิงผู้เย็นชา' ไม่ได้หลบสายตา เธอจ้องมองนักวิจารณ์ตัวแสบกลับด้วยนัยน์ตาสีเข้มที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาเล็กน้อยตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่กระแทกกระทั้นซี่โครง ร่างเพรียวบางในชุดสูทโอเวอร์ไซส์สีดำสนิทขยับเข้าหาไมโครโฟนบนขาตั้งช้าๆ ทว่ามั่นคง แรงกดดันรอบตัวแผ่ซ่านจนผู้มาร่วมงานและเซเลบในแวดวงศิลปะต่างพากันกลั้นหายใจ
"คุณพิมพ์มาดา... ใช้ไม้บรรทัดอันไหนวัดความรับผิดชอบของศิลปะคะ?"
น้ำเสียงของรินรดานุ่มทุ้ม กังวาน และเย็นเยียบจนน่ากลัว มันไม่ใช่เสียงตะโกนด้วยความโกรธ แต่มันคือเสียงกระซิบจากมัจจุราชที่พร้อมจะลากอีกฝ่ายลงไปในขุมนรก
"ไม้บรรทัดแห่งกาลเทศะ และมาตรฐานที่สูงพอจะแยกแยะระหว่าง 'ผลงานศิลปะชั้นสูง' กับ 'ขยะอารมณ์ระบายสี' ออกจากกันค่ะคุณริน" พิมพ์มาดายิ้มรับอย่างไร้ความสะทกสะท้าน เธอก้าวเข้าไปประชิดขอบเวที เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย "ภาพวาดชิ้นเอกที่คุณภาคภูมิใจนักหนา มันก็แค่งานดิบเถื่อนที่พยายามกลบเกลื่อนรอยแผลเป็นในอดีตของคุณเองอย่างไร้ชั้นเชิง คุณใช้ความเจ็บปวดมาหากินบนความเวทนาของผู้ชม... น่าสมเพชดีนะคะ"
*เพล้ง!*
เสียงในหัวของใครหลายคนคล้ายกระจกแตกละเอียด รินรดาขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เธอก้าวเท้าฉับๆ เข้าหาหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเร็วที่ทำเอาคีย์ เจ้าของแกลเลอรีผู้เป็นเพื่อนสนิทถึงกับหน้าถอดสี ต้องรีบก้าวขาเข้ามาเพื่อจะห้ามทัพ แต่ช้าไปเสียแล้ว
รินรดารemoved ระยะห่างระหว่างกันจนแทบชิด ร่างสูงโปร่งของจิตรกรสาวโน้มใบหน้าลงไปกระซิบชิดริมหูของนักวิจารณ์สาว จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นเฟรชของพิมพ์มาดาปะทะเข้ากับปลายจมูกของคนตัวสูง
"ถ้าภาพของฉันมันคือขยะอารมณ์... แล้วปากที่พล่อยๆ ของคุณล่ะค่ะ มีค่าพอจะเรียกว่ามนุษย์หรือเปล่า หรือเป็นแค่เครื่องมือพ่นพิษใส่คนอื่นไปวันๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากสังคมกันแน่?"
พิมพ์มาดาชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคู่คมไหววับเป็นประกายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความดุดันที่พุ่งเข้าชนแบบไม่ไว้หน้า กลิ่นอายความเป็นอันตรายจากตัวรินรดาไม่ได้ทำให้เธอกลัว ตรงกันข้าม... มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณความท้าทายในตัวเธอให้พุ่งพล่าน หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัยเมื่อใบหน้าของจิตรกรสาวอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บริเวณข้างแก้มจนขนอ่อนลุกชัน
"ปากจัดจังนะคะ... สมกับที่เป็นเจ้าของผลงานขบถสังคม" พิมพ์มาดาเค้นเสียงกระซิบตอบ รอยยิ้มเยาะหยันเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่เธอเองก็ไม่อยากยอมรับ "แต่ความจริงก็คือความจริง งานของคุณมันไร้ทิศทาง ไร้การควบคุม และไร้หัวใจ"
"หัวใจงั้นเหรอ?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตานักวิจารณ์สาวราวกับต้องการจะควักเอาความจริงเบื้องหลังแว่นตานั้นออกมาดู "คุณรู้จักหัวใจดีแค่ไหนเชียว คุณพิมพ์มาดา... คนที่เอาแต่ซ่อนตัวอยู่หลังตัวหนังสือเย็นชา แล้วคอยพิพากษาชีวิตคนอื่นอย่างสนุกปาก คุณเคยใช้หัวใจวาดรูปดูสักครั้งไหมล่ะ ถึงได้กล้าดีมาตัดสินความพยายามของคนอื่นแบบนี้!"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ผู้คนนับร้อยในห้องโถงต่างพากันเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว ภาพของจิตรกรสาวมือรางวัลและนักวิจารณ์ฝีปากกล้ากำลังยืนประจันหน้ากันด้วยระยะประชิด ชนิดที่ว่าหากขยับอีกนิดปลายจมูกคงจะชนกัน กลายเป็นภาพที่ทั้งดุเดือดและชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะในเวลาเดียวกัน
พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีเริ่มสั่นคลอนเมื่อถูกนัยน์ตาดุดันคู่นั้นตรึงไว้ ร่างกายของเธอเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ด้วยแรงดึงดูดประหลาดจากหญิงสาวตรงหน้า รินรดารub รัศมีคุกคามที่น่ากลัวแต่กลับทรงพลังอย่างประหลาดจนเธอละสายตาไม่ได้
"ถ้าคิดว่าฉันวิจารณ์มั่วซั่ว..." พิมพ์มาดายืดตัวขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงความเยือกเย็นของตัวเองกลับคืนมา แม้ว่าหัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิคะ... ทำให้ฉันตาสว่างด้วยงานชิ้นต่อไปของคุณ หรือว่าคุณเก่งแต่เห่าใส่ฉันตรงนี้?"
รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงและท้าทาย มือเรียวที่เปื้อนคราบสีอะคริลิกจางๆ เอื้อมออกไปคว้าข้อมือของพิมพ์มาดาก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ถอยหนี แรงบีบที่พอเหมาะทำให้พิมพ์มาดาสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้สะบัดออก
"ได้... ฉันจะทำให้คุณกลืนคำพูดตัวเองทุกลำดับตัวอักษร" รินรดากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากอยู่ห่างจากมุมปากของอีกฝ่ายไม่ถึงนิ้ว "เตรียมตัวรับมือกับความจริงที่คุณไม่มีวันหลบพ้นได้เลย... คุณนักวิจารณ์คนเก่ง"
จังหวะนั้นเอง... เสียงปรบมือเก้ๆ กังๆ ของคีย์ที่พยายามทำลายบรรยากาศตึงเครียดก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวเข้ามาทางด้านหลังของรินรดา
"เอ่อ... ทางแกลเลอรีเราต้องขออภัยในความไม่สะดวกนะคะ ทุกท่านคะ งานเปิดตัวนิทรรศการรอบสื่อมวลชนขอพักเบรก..."
ทว่า ก่อนที่คีย์จะเดินมาถึงตัว ทั้งสองยังคงจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ พิมพ์มาดาขยับปากจะเอ่ยโต้
"ก๊๊อกๆๆ! ขอโทษที่มาขัดจังหวะความหวาน... เอ๊ย ความเดือดพอดิบพอดีนะคะสองสาว"
เสียงใสแจ๋วของหญิงสาวอีกคนดังแทรกขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดเดรสสีสดใสที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนขนาบข้างพิมพ์มาดา ใบหน้าเรียwสวยนั้นระบายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาเป็นประกายระยับราวกับเจอเรื่องสนุกที่สุดในชีวิต
พิมพ์มาดาชะงัก เธอดึงข้อมือตัวเองออกจากกมือของรินรดาช้าๆ ก่อนจะหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าใครคือคนที่กล้าเดินเข้ามาแทรกกลางความตึงเครียดนี้
"เธอมาทำอะไรที่นี่... น้ำน่าน?" พิมพ์มาดาขมวดคิ้วมุ่น
น้ำน่าน หรือ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ศิลปะชื่อดัง ยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม เธอไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อนสนิททันที แต่กลับกวาดสายตามองหน้าจิตรกรสาวหน้าดุกับนักวิจารณ์ฝีปากกล้าสลับไปมาด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาทั้งห้องต้องอ้าปากค้าง
"พอดีฉันเพิ่งรับดีลโปรเจกต์พิเศษมา... 'คู่ปรับสะท้านวงการ' ให้คุณพิมพ์มาดามาเป็นภัณฑารักษ์กิตติมศักดิ์ ควบคุมดูแลการสร้างสรรค์ผลงานชุดใหม่ทั้งหมดของ... คุณรินรดา"
สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็หันขวับกลับมามองหน้าพิมพ์มาดาทันที ดวงตาสีเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง เช่นเดียวกับพิมพ์มาดาที่หน้าถอดสี ร้องเสียงหลงออกมาทันที
"ว่ายังไงนะ?!"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกนี้ด้วยกันนะคะ
เซ็นเซอร์หัวใจยัยนักวิจารณ์กับศิลปินตัวร้าย•ตอนที่ 1
คมฝีปากกับผืนผ้าใบ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซ็นเซอร์หัวใจยัยนักวิจารณ์กับศิลปินตัวร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
