"หากเจ้ายังคงเกลียดชังเงาหัวของตนเองถึงเพียงนั้น ประตูแห่งทศพิธมังกรย่อมปิดตายตลอดกาล"
สุ้มเสียงกึกก้องกังวานดั่งอสนีบาตฟาดผ่าลงกลางจิตวิญญาณ ไม่ใช่เสียงจากเบื้องบน หากแต่สะท้อนมาจากห้วงลึกสุดของก้นบึ้งหัวใจของหลี่เฟยเทียนเอง ยามนี้ร่างสเกเลตันสีทองอร่ามของเทพเจ้ามังกรโบราณไม่ได้ขยับเขยื้อn แต่แรงกดดันระดับปราณบรรพกาลกลับบดขยี้กระดูกทั่วร่างของเขาจนส่งเสียงลั่นกรอบ
เบื้องหน้าเขาคือหุบเหวไร้ก้นบึ้งแห่งวิหารอัคคีสวรรค์ ไอหมอกสีดำทมิฬจากวิชามารที่หลี่เฟยเทียนสะสมมาตลอดชีวิตกำลังกัดกินแขนขวาของเขาเอง ความเจ็บปวดรวดร้าวนี้ไม่ใช่ความเจ็บทางกาย หากแต่เป็นความทรมานจากการปฏิเสธตัวตน—ปฏิเสธครึ่งหนึ่งของวิญญาณที่แปดเปื้อนเลือดและคราบน้ำตา
"ข้าไม่ได้เกลียดชัง..." หลี่เฟยเทียนกัดฟันกรอดจนเลือดสดๆ ไหลรินมุมปาก ดวงตาคมกล้าแดงก่ำด้วยพิษไข้แห่งลมปราณตีกลับ
"โกหk!" เสียงคำรามนั้นดังสะท้อนราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของฟ้าดิน "ทุกคราที่เจ้าชักกระบี่วิปลาส เจ้ามักหลบสายตาผู้คน เจ้าละอายใจต่อพลังมารที่ไหลเวียนในเส้นชีพจร เจ้าโหยหาที่จะเป็นเซียนผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งเช่นสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหลังเจ้าผู้นั้น!"
หลี่เฟยเทียนสะعุ้งเฮือก สายตาเหลือบไปมองเบื้องหลังเล็กน้อย
มู่หรงเซวี่ย นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ยามนี้ร่างอรชรของเธอกำลังสั่นเทาหยาดเหงื่อกาฬไหลรินชุ่มอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นางพยายามก้าวเข้ามาใกล้เพื่อถ่าย1ทอดลมปราณช่วยเหลือเขา แต่เขตอาคมมังกรกลับผลักร่างนางกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระบี่ประจำกายของนางปักลงกับพื้นหินเพื่อยันทรงตัว ดวงตางามคู่นั้นมองมาที่เขาด้วยความตื่นตระหนกและเวทนา ซึ่งเป็นสายตาที่หลี่เฟยเทียนเกลียดกลัวที่สุด
"เฟยเทียน... อย่าไปฟังมัน!" มู่หรงเซวี่ยส่งเสียงตะโกนฝ่าพายุพลังปราณ ทรวดทรงอันสง่างามของนางสั่นสะท้าน นางกัดริมฝีปากจนห่อเลือด "เจ้าคือผู้ใด ย่อมมีเพียงเจ้าเป็นผู้กำหนด! ไม่จำเป็นต้องยอมรับคำพิพากษาของสิ่งงมงายเหล่านี้!"
"นางเซียนน้อย... เจ้าช่างไม่รู้อะไรเลย" เสียงกังวานกล่าวเย้ยหยัน "วิถีแห่งการบำเพ็ญคือการฝืนลิขิตฟ้า แต่ผู้ที่เกลียดชังเงาของตนเอง จะก้าวข้ามขอบเขตแท้จริงได้อย่างไร? ตราบใดที่เขายังคงปฏิเสธสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ช่วยให้เขารอดชีวิตมาได้นับครั้งไม่ถ้วน กระบี่วิปลาสย่อมเป็นเพียงแค่เครื่องมือประหารที่ย้อนกลับมาเชือดเฉือนคอหอยเขาเอง!"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กหลอมร้อนที่ทุบลงกลางอกของหลี่เฟยเทียน
ภาพเหตุการณ์ในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำป่า ภาพที่เขาต้องลงมือสังหารศิษย์ร่วมสำนักเพื่อปกป้องชีวิต ภาพที่โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนใบหน้า ภาพที่เขาเคยกราบกรานขอร้องความเมตตาจากโลกอันโหดร้ายแต่กลับได้รับเพียงความเย็นชา
ความทรงจำเหล่านั้น... คือสิ่งที่เขาพยายามผลักไสมาตลอด เขาเพียรพยายามฝึกฝนวิชาสายสว่าง เดินตามรอยคุณธรรม เพื่อลบภาพ "มารร้าย" ที่ผู้คนในยุทธภพตราหน้า แต่ยิ่งเขาปฏิเสธมันมากเท่าไหร่ พลังมารในกายก็ยิ่งกัดกินตัวตนของเขาให้แหลกสลายลงทุกที
"ข้า... เป็นใครกันแน่?"
หลี่เฟยเทียนทรุดเข่าลงกระแทกกับพื้นหินแกร่ง กระบี่วิปลาสในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับมันรับรู้ถึงความลังเลในจิตใจของผู้เป็นนาย ไอสีดำทะมึนพวยพุ่งออกมาจากคมกระบี่แผดเผาผิวหนังของเขาจนเกิดควันโขมง
"เจ้าคือผู้ถือครองทั้งแสงสว่างและความมืด!" เสียงคำรามของเทพเจ้ามังกรดังกึกก้องอีกครั้ง "หากเจ้าไม่ยอมรับความมืดในตัว เจ้าก็ไม่คู่ควรกับแสงสว่างที่แท้จริง! จงเลือก... ระหว่างการยอมจำนนต่อตัวตนที่แท้จริง หรือดับสิ้นวิญญาณ ณ จุดนี้!"
บรรยากาศโดยรอบเงียบงันลงชั่วขณะ ลมหายใจของหลี่เฟยเทียนขาดห้วง หัวใจเต้นช้าลงเรื่อยๆ ราวกับนาฬิกาทรายที่เม็ดสุดท้ายกำลังจะร่วงหล่น
มู่หรงเซวี่ยเบิกตากว้าง นางสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่กำลังดับวูบลงของชายหนุ่ม หัวใจของนางกระตุกวูบ ความเย็นชาที่เคยสร้างขึ้นเพื่อป้องกัน7ตนเองพังทลายลงในพริบตา นางฝ่าฝืนเขตอาคมมังกรพุ่งทะยานเข้าไปหาเขาโดยไม่ห่วงชีวิต กระบี่น้ำแข็งในมือถูกปล่อยทิ้ง นางใช้สองมือเปล่าประคองร่างที่โชกเลือดของหลี่เฟยเทียนขึ้นมาแนบอก
"เฟยเทียน... ท่านได้ยินข้าหรือไม่?" น้ำเสียงที่เคยราบเรียบราวน้ำแข็ง ยามนี้กลับสั่นเครือปะปนด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น "ไม่ว่าท่านจะเป็นเซียนหรือมาร เป็นคนดีหรือคนชั่ว... ข้า มู่หรงเซวี่ย ก็ไม่เคยสนใจ! ขอเพียงแค่ท่านยังคงมีชีวิตอยู่... ขอเพียงแค่ท่านเป็นตัวของท่านเอง!"
หลี่เฟยเทียนลืมตาขึ้นช้าๆ มองใบหน้าที่งดงามแต่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาของหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจ เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะแก้มเนียนนุ่มของนาง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง
"เจ้าโง่... ร้องไห้ทำไมกัน" เสียงของเขาแหบพร่าแต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด
เมื่อนั้นเอง... หลี่เฟยเทียนก็ตระหนักรู้
เขาไม่ต้องแบกรับความคาดหวังของยุทธภพ เขาไม่ต้องปฏิเสธความโหดร้ายที่เคยผ่านมา เพราะรอยแผลและคราบเลือดเหล่านั้น ไม่ใช่ความอับอาย แต่มันคือหลักฐานแห่งการมีชีวิตรอด มันคือพลังที่ทำให้เขาสามารถปกป้องคนที่เขารักได้ในวันนี้!
ดวงตาของหลี่เฟยเทียนเปลี่ยนไปชั่วพริบตา ความลังเล หวาดกลัว และความเกลียดชังตนเองมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว ทะนงองอาจ และลึกล้ำดึงดูดใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
*ตูมมมมมม!*
เสาปราณสีทองผสมทมิฬพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ แสงสว่างเจิดจ้าและไอหมอกมารหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบในร่างของหลี่เฟยเทียน ร่างกายของเขาเปล่งประกายออร่าแห่งผู้ครองขอบเขตพลังใหม่ที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดในใต้หล้า
เทพเจ้ามังกรโบราณนิ่งงัดไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะกึกก้องจะดังขึ้นด้วยความพึงพอใจ
"ฮ่าๆๆๆ! ยอดเยี่ยม! ยอมรับความมืดเพื่อโอบกอดแสงสว่าง เจ้าผ่านการทดสอบแล้ว... หลี่เฟยเทียน!"
แต่ทว่า ในวินาทีที่พลังทั้งหมดกำลังหลอมรวมและขอบเขตวิญญาณของเขากำลังทะยานสู่จุดสูงสุดนั้นเอง พื้นดินเบื้องล่างที่ควรจะสงบกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าเดิม รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงหน้าผา พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิด... เสียงฝีเท้าของบุคคลที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกันนะครับ หากชีวิตคือการต่อสู้ ขอให้ทุกท่านจงมีกระบี่ที่คมกล้าและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกับหลี่เฟยเทียนครับ
กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 21
การทดสอบจากเทพเจ้ามังกร
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!