กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว•ตอนที่ 1

มรสุมโลหิตกลางตลาดร้าง

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
คมดาบสีนิลตวัดผ่านม่านฝน กรีดผ่าความมืดมิดของราตรีให้แยกออกเป็นสองเสี่ยง เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นดินเปียกชื้นในตลาดร้างแห่งเมืองอวี้หลาน สถานที่ซึ่งเคยคึกคักไปด้วยผู้คน บัดนี้กลับกลายเป็นลานประหารที่ไร้ซึ่งความเมตตา “เด็กเหลือขอ... ส่งป้ายหยกบรรพกาลมาเสียดี ๆ มิฉะนั้น หัวของเจ้าจะหลุดออกจากบ่า!” เสียงคำรามต่ำอย่างเหี้ยมเกรียมดังขึ้นจากปากของบุรุษร่างกำยำสวมหน้ากากอสูร นัยน์ตาของมันทอประกายความโลภและกระหายเลือด ขณะที่เงาร่างของนักฆ่าอีกสี่คนกำลังปิดล้อมเด็กชายตัวน้อยอายุราวเจ็ดขวบไว้ตรงกลาง ร่างอันสั่นเทาของเด็กน้อยกอดห่อผ้าเก่า ๆ แนบ1อก เลือดสด ๆ ไหลรินจากรอยแผลที่หัวไหล่หยดลงสู่พื้นหินทีละหยด ความตายอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ลมหายใจกั้น เด็กชายหลับตาแน่น ปิดกั้นความหวาดกลัวด้วยความสิ้นหวัง ทว่า... วินาทีที่คมดาบอาบยาพิษกำลังจะปลิดชีพอย่างไร้ความปรานี พลันเกิดเสียงหวีดหวิวของมวลอากาศที่ถูกฉีกกระชากอย่างรุนแรง! *ตูม!* พลังปราณสีเทาหม่นระเบิดออกรัศมีสามเชียะ กวาดร่างของนักฆ่าทั้งสี่กระเด็นถอยหลังไปคนละทิศละทาง แรงปะทะรุนแรงจนเศษกระเบื้องและฝุ่นผงตลบอบอวล ท่ามกลางหมอกฝุ่นและสายฝนที่โปรยปราย ปรากฏเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งหลบอยู่ภายใต้เงาหมวกปีกกว้าง ทว่าดวงตาสีอำพันคู่นั้นกลับสุกสกาวดุจพยัคฆ์ผู้ล่าในยามวิกาล หลี่เฟยเทียน ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าเด็กน้อย มือข้างหนึ่งยังคงไขว้ไว้ด้านหลัง ขณะที่มืออีกข้างห้อยอยู่ข้างกาย ปลายกระบี่ไร้คมในฝักเก่าคร่ำคร่าจรดอยู่กับพื้นเบา ๆ แต่กลับแผ่ไอสังหารที่เย็นยะเยือกจนอากาศรอบกายแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง “พวกเจ้า... รังแกเด็กที่ไร้ทางสู้ ละเมิดกฎแห่งยุทธภพยิ่งนัก” น้ำเสียงของหลี่เฟยเทียนราบเรียบ แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนราวกับเสียงระฆังจากขุมนรก หัวหน้านักฆ่าหน้ากากอสูรลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก มันกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกรี้ยว แววตาจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความระแวง “เจ้าเป็นใครกัน? อย่าได้เสือกเรื่องของสำนักเงาโลหิต! ถอยไปเสีย มิฉะนั้นแม้แต่ศพของเจ้าก็จะไม่เหลือให้หมาแทะ!” หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “สำนักเงาโลหิต... ชื่อนี้ช่างน่าขันนักในสายตาข้า คนที่ใช้ชีวิตอยู่บนความตาย มักลืมไปเสมอว่าความตายนั้นหอมหวานเพียงใดเมื่อมันมาเยือน” สิ้นคำพูด ร่างของหลี่เฟยเทียนก็เลือนหายไปจากจุดเดิมราวกับภาพลวงตา! “ระวัง!” หัวหน้านักฆ่าแผดเสียงเตือนด้วยความตื่นตระหนก ทว่า... สายเกินไปเสียแล้ว *ฉับ!* ประกายกระบี่สว่างวาบดั่งสายฟ้าฟาดผ่านความมืด เงาร่างของนักฆ่าคนหนึ่งหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่ร่างนั้นจะแยกออกเป็นสองส่วนอย่างสะอาดสะอ้าน โลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งย้อมผืนแผ่นดินให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดตีรวนขึ้นจมูกท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสาย การเคลื่อนไหวนี้รวดเร็ว ทรงพลัง และเด็ดขาดจนลมหายใจของเหล่านักฆ่าต้องสะดุด นี่ไม่ใช่กระบวนท่าของสำนักธรรมะผู้ผดุงคุณธรรม แต่มันคือวิชามารที่หลอมรวมจิตสังหารเข้ากับวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์—วิชากระบี่มารกลืนนภาราตรี ที่หลี่เฟยเทียนใช้กดข่มจิตวิญญาณของตนเองมาตลอดหลายปี ในมุมมืดของตรอกร้างอันห่างออกไป บนหลังคาเรือนเก่าคร่ำคร่าที่ถูกปกคลุมด้วยเงาไม้ มู่หรงเซวี่ย ยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาที่เยียบเย็นดุจน้ำแข็ง นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดของราตรี ปอยผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ราวกับรูปสลักหยกหิมะ ทว่าดวงตาคู่คมกลับจับจ้องไปที่แผ่นหลังของหลี่เฟยเทียนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน *‘คนผู้นี้... เหตุใดจึงยังคงดึงดันใช้พลังมารนั้นอีกหน? เขาไม่รู้หรือว่ามันกำลังกัดกินวิญญาณของตนเองทีละน้อย’* มู่หรงเซวี่ยรำพันในใจ นิ้วเรียวยาวที่กุมด้ามกระบี่น้ำแข็งกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว กลับมาที่ลานตลาดร้าง หลี่เฟยเทียนยืนหยัดตระหง่าน ท่ามกลางศพของนักฆ่าที่นอนเรียงราย หัวหน้านักฆ่าหน้ากากอสูรหวาดกลัวจนเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น แรงกดดันจากปราณกระบี่ของหลี่เฟยเทียนทำให้มันแทบหายใจไม่ออก “เจ้า... ปีศาจ... เจ้าไม่ใช่คน!” มันกรีดร้องด้วยความสติแตก หลี่เฟยเทียนก้าวเท้าเข้าไปช้า ๆ รองเท้าหนังเหยียบย่ำลงบนพื้นนองเลือด เสียงฝีเท้าดัง *ตึกลง... ตึกลง...* หนັກหน่วงราศีกดทับหัวใจของเหยื่อ เขาโน้มตัวลงเล็กน้อย มองสบตาชายฉกรรจ์ด้วยแววตาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ข้าไม่ใช่ปีศาจ... แต่พวกเจ้าต่างหากที่เป็นฝุ่นผงที่ข้าจำเป็นต้องกวาดทิ้ง” หลี่เฟยเทียนเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของเด็กน้อยที่กำลังตัวสั่นเทา เพื่อถ่ายเทปราณอุ่นร้อนช่วยระงับอาการบาดเจ็บ ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่สัญชาตญาณนักฆ่าอันแหลมคมของเขาตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง! *ฉับพลัน!* มิติอากาศเบื้องบนแตกออกเป็นรอยร้าวสีดำสนิท ปราณกระบี่ลึกลับสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วดุจดาวตก มันไม่ใช่เป้าหมายที่หลี่เฟยเทียน... แต่มันพุ่งตรงเข้าใส่ห่อผ้าในอ้อมอกของเด็กน้อยอย่างไร้ความปราณี! หลี่เฟยเทียนเบิกกว้าง นัยน์ตาสีอำพันสะท้อนภาพคมกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้ามา เขามีเวลาตัดสินใจเพียงเสี้ยวลมหายใจเดียว—หากหลบ เด็กน้อยจะตาย; หากรับ, ปราณกระบี่ลึกลับนี้จะทะลวงร่างของเขาจนแหลกเหลวเป็นจุล! ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัว เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ดุจเทพธิดาก็พุ่งวาบลงมาจากยอดหลังคา ปลายกระบี่น้ำแข็งเปล่งประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าเข้าปะทะกับปราณกระบี่ลึกลับนั้นอย่างจัง! *เปรี้ยง!* แรงระเบิดสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ มู่หรงเซวี่ยถอยหลังไปสามก้าว ร่างอรชรเซเล็กน้อยก่อนจะพ่นโลหิตสีแดงสดออกมาคำโต หยดลงบนพื้นหิมะและสายฝนจนกลายเป็นสีแดงชาดอันน่าสะพรึงกลัว หลี่เฟยเทียนรับร่างของนางไว้ในอ้อมแขน กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของดอกเหมยพันปีปะปนกับกลิ่นคาวเลือด เมื่อเขาก้มลงมองสบตากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเยือกเย็นของนาง เสียงทุ้มต่ำจึงเอ่ยลอดไรฟันด้วยความตกใจระคนโกรธเคือง “เจ้าเข้ามาเสี่ยงทำไม... เซวี่ยเอ๋อร์?” มู่หรงเซวี่ยไม่ตอบคำถาม นางเพียงแต่ปาดเลือดที่มุมปากออกช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังความมืดเบื้องบนด้วยแววตาคมกริบดุจใบมีด แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่ซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวไว้ “ไม่ใช่ฝีมือของสำนักเงาโลหิต... ดูที่รอยแผลนั่นสิ... คนผู้นั้น... มันกำลังตามหา *‘กุญแจผนึกประตูเซียน’* ที่อยู่ในมือเด็กคนนี้... และเป้าหมายที่แท้จริงของมัน... คือการล่อให้พวกเราออกมาจากหุบเขา!” — ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันครับ — — พยัคฆ์ขาวคำราม —
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสประหารเทพ กับวิญญาณเซียนผู้โดดเดี่ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%